บทความทั้งหมด

Date : 14 / 02 / 2017

  • Date : 14 / 02 / 2017
    นักวิชาการจากมหิดล เกษตรศาสตร์ ไม่กังวลผลกระทบโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่

    นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยมหิดล เกษตรศาสตร์ ไม่กังวลผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ หลังผลสรุปรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม EIA พบตัวเลขข้อมูลด้านมลภาวะทางอากาศ เสียงและสารโลหะหนักดีกว่าค่ามาตรฐาน แนะ กฟผ.ทำพันธสัญญากับชาวบ้านยืนยันในมาตรฐานความปลอดภัย และพร้อมที่จะแสดงความรับผิดชอบในกรณี ที่มีปัญหาจากโรงไฟฟ้า

    เมื่อวันที่ 14 ก.พ.2560 ศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy  News Center -ENC) จัดเสวนากลุ่มย่อย หัวข้อ "โรงไฟฟ้าถ่านหิน น่ากลัวจริงหรือ?"โดยเชิญ ดร.ธีระพงษ์​ สันติภพ อาจารย์จากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้จัดทำ รายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม(Environmental Impact Assessment หรือ  EIA) โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ และรศ.ดร.อำไพวรรณ ภราดร์นุวัฒน์ อาจารย์ภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมให้ความเห็นทางวิชาการ   

    ดร.ธีระพงษ์​  กล่าวยืนยันว่า การสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ จะไม่ก่อให้เกิดผลกระทบรุนแรงต่อสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อมรอบโรงไฟฟ้า อย่างที่มีข้อวิตกกังวล  เนื่องจากผลสรุปการจัดทำEIA ที่สรุปออกมา ทั้งในส่วนโครงการขยายกำลังการผลิตโรงไฟฟ้ากระบี่และโครงการท่าเทียบเรือบ้านคลองรั้ว จ.กระบี่ มีข้อมูลตัวเลขทางวิชาการซึ่งได้จากการคำนวณจากโมเดลที่ใช้เป็นมาตรฐานสากล กรณีมีการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ว่า ปริมาณโลหะหนักทั้ง สารปรอท ตะกั่ว ซัลฟูริก  มลภาวะทางอากาศ ทั้งซัลเฟอร์ไดออกไซด์  ไนโตรเจนไดออกไซด์ ฝุ่นละออง รวมทั้งมลภาวะทางเสียง นั้นในเกณฑ์ที่ดีกว่าค่ามาตรฐาน จึงไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต รวมถึงไม่สะสมให้เกิดโรค เช่น มะเร็ง 

    ส่วนกรณีที่ชาวบ้านรอบโรงไฟฟ้ากระบี่บางกลุ่ม ยังกังวลผลกระทบต่อการท่องเที่ยวนั้น จากการลงพื้นที่สอบถามผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เช่น ผู้ประกอบการโรงแรมและรีสอร์ท ต่างระบุว่า หากผู้สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่สามารถป้องกันปัญหาสิ่งแวดล้อมในชุมชนได้ หรือ ปฏิบัติการตามมาตรฐานสากลได้ ผู้ประกอบการโรงแรม รีสอร์ทก็ยอมรับการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินได้ 

    ดร.ธีระพงษ์​ สันติภพ อาจารย์จากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล 

    สำหรับกรณีที่ชาวประมงเป็นห่วงเรื่องระบบการขนถ่านหินจะทำให้สภาพสิ่งแวดล้อมเกิดการเปลี่ยนแปลง หรือมีผลกระทบสัตว์น้ำและอาชีพประมงนั้น ใน EIA ระบุว่าการขนย้ายถ่านหินจะเป็นระบบปิด โดยเรือใหญ่จะจอดอยู่ในทะเลน้ำลึกและจะใช้เรือเล็กลำเลียงถ่านหินเข้ามายังท่าเทียบเรือบ้านคลองรั้ว เพื่อป้องกันไม่ให้เรือใหญ่กระทบต่อสิ่งแวดล้อมชายฝั่งทะเล 

    อย่างไรก็ตามชาวบ้านยังกังวลกรณีเรือเล็กลำเลียงถ่านหินประสบอุบัติเหตุและจะทำให้ถ่านหินตกไปในทะเลและเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตในทะเลนั้น  กฟผ. ก็ควรจะต้องมีหลักประกันให้ชาวบ้านเกิดความมั่นใจว่าจะไม่เกิดกรณีดังกล่าวขึ้น หรือหากเกิดอุบัติเหตุขึ้นจริงจะมีแนวทางที่จะแก้ไขผลกระทบอย่างไร  ทั้งในช่วงระหว่างก่อสร้าง  และหลังจากมีการเดินเครื่องโรงไฟฟ้า โดยจะต้องปฏิบัติงานให้อยู่ในมาตรฐานสิ่งแวดล้อม อย่างเคร่งครัด

    ดร.ธีระพงษ์ กล่าวว่า ปัจจุบันกระบวนการจัดทำ EIA โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และ EIA ท่าเทียบเรือบ้านคลองรั้ว ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว แต่ยังไม่สามารถนำเข้าที่สู่ประชุมคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (คชก.)ได้ เนื่องจากยังมีการคัดค้าน ซึ่งขณะนี้อยู่ขั้นตอนรอการตัดสินใจของรัฐบาลว่าจะให้สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่หรือไม่ หากให้สร้างก็จะต้องกลับมาทำรายงานผลกระทบด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม(Environment and Health Impact Assessment หรือ EHIA) เพิ่มเติมอีกฉบับ ซึ่งจะใช้เวลาอีกประมาณ 1 ปี 

    อย่างไรก็ตามเห็นว่า ประเทศไทยใช้ก๊าซธรรมชาติผลิตไฟฟ้ามากถึง 67% ของเชื้อเพลิงทั้งหมด ซึ่งไม่สมดุลด้านความมั่นคงพลังงาน ดังนั้นควรกระจายไปใช้เชื้อเพลิงอื่น ซึ่งถ่านหินน่าจะเหมาะสม เพราะมีต้นทุนต่ำเพียงกว่า 2 บาทต่อหน่วย ขณะที่พลังงานทดแทนอย่างลมและแสงแดด ต้นทุนเฉลี่ย 3 บาทต่อหน่วย แต่รัฐบาลก็ควรพัฒนาพลังงานทดแทนควบคู่ไปด้วย โดยควรปรับสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงใหม่ ลดการใช้ก๊าซฯเหลือ 30% เพิ่มถ่านหินเป็น 28-29% และที่เหลือเป็นพลังงานทดแทน ซึ่งจะช่วยสร้างสมดุลพลังงานประเทศได้ 

     รศ.ดร.อำไพวรรณ ภราดร์นุวัฒน์ อาจารย์ภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 

     

    ด้าน รศ.ดร.อำไพวรรณ ภราดร์นุวัฒน์ อาจารย์ภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์​ กล่าวว่า จากการนำข้อมูล EIA มาประยุกต์เพื่อตรวจสอบว่าการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่จะส่งผลกระทบต่อพืชอย่างไรนั้น พบว่า ไม่ส่งผลกระทบต่อพืชผลเกษตรรวมถึงป่าชายเลน เนื่องจากปริมาณสารพิษที่จะทำร้ายพืชนั้นยังมีปริมาณที่ต่ำมาก ซึ่งหากสารพิษบางประเภท เช่น ซันเฟอร์ไดออกไซด์มีปริมาณน้อยและละลายในน้ำ ต้นพืชสามารถดูดซับมาใช้สร้างการเติบโตของพืชเองได้ ดังนั้นมลภาวะที่ปล่อยจากโรงไฟฟ้าถ่านหินถือว่าอันตรายและน่าห่วงน้อยกว่าโรงงานอุตสาหกรรมที่มีการปล่อยมลภาวะสู่ธรรมชาติ 

    อย่างไรก็ตามยอมรับว่าเรื่องของโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ข้อมูลทางวิชาการอาจไม่ตรงกันได้ ขึ้นอยู่กับสมมติฐานและดัชนีที่นำมาประมวลผล  แต่ก็สามารถที่จะหาข้อยุติทางวิชาการกันได้ เพราะเป็นวิทยาศาสตร์ สามารถทำซ้ำหรือตรวจสอบย้อนกลับเพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันได้  แต่ถ้าหากเป็นเรื่องของการนำความเชื่อ ของแต่ละบุคคลมาใช้โต้แย้งกันนั้น  คงต้องใช้เวลาในการหารือ พูดคุยกัน เพื่อสร้างความเข้าใจ

    ทั้งนี้เห็นว่า หากต้องการให้ชาวบ้านจังหวัดกระบี่เกิดความมั่นใจและเชื่อถือว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่จะไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อมรุนแรง รวมทั้งผลิตผลทางการเกษตรทั้งยางพารา ปาล์มน้ำมัน  ทาง กฟผ. ควรทำพันธสัญญากับชุมชนว่าจะใช้ถ่านหินที่มีคุณภาพดี มีกระบวนการขนส่งการผลิตที่ปลอดภัยตามที่ระบุไว้  และหากเกิดผลกระทบขึ้น กฟผ.จะต้องรับผิดชอบ รวมทั้งจะต้องมีหน่วยงานและทีมวิชาการเข้าไปดูแลไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับชุมชนรอบโรงไฟฟ้าก็ตาม  ตลอดระยะเวลาที่มีการเดินเครื่องโรงไฟฟ้า ซึ่งวิธีการดังกล่าวจะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับเกษตรกร ชาวประมง และประชาชนในจังหวัดกระบี่

    งานเสวนากลุ่มย่อย"โรงไฟฟ้าถ่านหินน่ากลัวจริงหรือ?"จัดโดยศูนย์ข่าวพลังงาน

Date : 31 / 01 / 2017

  • Date : 31 / 01 / 2017
    เทคโนโลยีช่วยโรงไฟฟ้าถ่านหินลดมลภาวะ

    แม้ความตื่นตัวในผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่เป็นพลังงานสะอาดจะปรากฏให้เห็นเป็นทิศทางพลังงานในอนาคต  โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศตะวันตกที่พัฒนาแล้ว แต่ในความเป็นจริง การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในปัจจุบัน มีอัตราการเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยในระยะกว่าสิบปีที่ผ่านมา และถ่านหินก็ยังคงเป็นเชื้อเพลิงสำคัญที่จะใช้ในการผลิตไฟฟ้าต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคเอเชียตะวันนออกเฉียงใต้ ที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าเพื่อการพัฒนาประเทศและคุณภาพชีวิตประชากรมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว ในขณะที่พลังงานหมุนเวียนยังไม่สามารถเข้ามาแทนทีได้ในทันที เนื่องจากยังมีข้อจำกัดในหลายๆ ด้าน ทั้งความเสถียร ความยากลำบากในการกักเก็บพลังงาน และต้นทุนการผลิตที่สูงกว่า

    สำหรับประเทศไทย ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า พ.ศ. 2558–2579 หรือ PDP2015 จะต้องเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินเป็น 23% ในปี พ.ศ. 2579 จากราว 19% ในปัจจุบัน เพื่อการกระจายเชื้อเพลิงที่มีความสมดุลมากขึ้น ไม่พึ่งพิงการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงชนิดใดชนิดหนึ่งมากเกินไป โดยในปัจจุบัน ไทยพึ่งพิงการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติมากถึงร้อยละ  70 ซึ่งนักวิชาการพลังงานหลายท่านเคยให้ทัศนะไว้ว่าเป็นภาวะที่เสี่ยงเกินไป หากมีปัญหาการจัดหาก๊าซฯ จะทำให้เกิดปัญหาไฟฟ้าตกหรือดับ สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจและสังคมได้  

    ต่อความกังวลเรื่องการปล่อยมลภาวะของโรงไฟฟ้าถ่านหินนั้น นาย Mike Thomas และ นาย Leo Lester ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานบริษัท Lantau Group ที่ปรึกษาด้านพลังงานในฮ่องกง กล่าวไว้ในข้อเขียนที่เผยแพร่ในสื่อญี่ปุ่น Nikkei Asian Review ว่า แม้ว่าเทคโนโลยีพลังงานสะอาดจะพัฒนาแบบก้าวกระโดด แต่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยังคงต้องพึ่งพิงถ่านหินราคาถูก จึงต้องการการลงทุนด้านนวัตกรรมพลังงานเพื่อให้สามารถใช้ถ่านหินได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยปัจจุบันเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงถ่านหินมีความก้าวหน้ามาก ทำให้การผลิตถ่านหินมีประสิทธิภาพมากขึ้นและช่วยลดการปล่อยมลภาวะจากกระบวนการผลิตลง  ทั้งนี้ การปรับปรุงเครื่องจักรให้ดีขึ้น (Upgrading) หรือการเปลี่ยนเครื่องจักรเพื่อทดแทนเครื่องเก่า (Replacing) โดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย ultra-supercritical boilers และ ระบบควบคุมคุณภาพอากาศที่มีเกณฑ์กำหนดสูง (high-specification air quality control systems) ก็จะช่วยให้สามารถลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ลงได้ อันเนื่องมาจากเทคโนโลยีที่ทันสมัยดังกล่าว สามารถลดปริมาณถ่านหินที่ใช้ในผลิตไฟฟ้าในแต่ละกิโลวัตต์ต่อชั่วโมงลงได้อย่างมาก

    แม่เมาะอากาศดี แม้มีโรงไฟฟ้าถ่านหิน

    ปัจจุบัน โรงไฟฟ้าถ่านหินทุกโรงในประเทศไทย ได้ดำเนินการปรับปรุงหรือปรับเปลี่ยนเครื่องจักร และติดตั้งระบบควบคุมคุณภาพอากาศที่ทันสมัยมีประสิทธิภาพแล้ว โดยโรงไฟฟ้าแม่เมาะของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ได้ดำเนินการติดตั้งระบบ Flue-gas desulfurization เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกำจัดมลภาวะและควบคุมคุณภาพอากาศให้อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด และที่ผ่านมาคุณภาพอากาศที่แม่เมาะก็มีคุณภาพดีกว่าเกณฑ์ที่กำหนดเสมอ

    “แม่เมาะในวันนี้ แตกต่างจากอดีตเมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา หลังเหตุการณ์มลภาวะตั้งแต่ปี 2541 เป็นต้นมา กฟผ. ได้บริหารจัดการคุณภาพแม่เมาะโดยการติดตั้งอุปกรณ์กำจัดมลภาวะ และระบบติดตามคุณภาพอากาศตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งรายงานการ ตรวจวัดคุณภาพอากาศของกรมควบคุมมลพิษก็ยืนยันถึง ดัชนีคุณภาพอากาศทุกๆ ด้าน ทั้งฝุ่นละออง ก๊าซมลภาวะ และ โอโซน ก็อยู่ในเกณฑ์ดีมาโดยตลอด หรือดีกว่าหลายพื้นที่ รวมทั้งกรุงเทพมหานคร,นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการประจำสำนักผู้ว่าการ ในฐานะโฆษกการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าว

    ข้อมูลจาก กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ปรากฏในแอพลิเคชั่น “Air4Thai” ที่รายงานสถานการณ์มลพิษทางอากาศของประเทศไทย พบว่าดัชนีคุณภาพอากาศ (Air Quality Index : AQI) ใน 3 ตำบล ในอำเภอแม่เมาะ จ. ลำปาง มีค่าบ่งชี้คุณภาพอากาศดีกว่าค่ามาตรฐานที่กำหนด โดย บ่งชี้ว่ามีคุณภาพอากาศปานกลาง ถึง คุณภาพดี (ดังภาพ) 

             

     

            

     

           

     

    นอกจากนั้น สำหรับการลดก๊าซเรือนกระจก นั้น ในกรณีที่จะสร้างโรงไฟฟ้าใหม่  กฟผ. จะใช้เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น เช่น โรงไฟฟ้าทดแทนโรงไฟฟ้าแม่เมาะ จ.ลำปาง เครื่องที่ 4–7 ที่จะใช้เทคโนโลยีใหม่ที่มีประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้าสูงกว่าเดิม โดยได้กำลังไฟฟ้ามากขึ้นแต่ใช้เชื้อเพลิงน้อยลง เช่นเดียวกับโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา จ.สงขลา ซึ่งจะใช้เทคโนโลยีใหม่ที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมาก

    นอกจากนี้ กฟผ. ยังได้ปรับปรุงโรงไฟฟ้าเดิม โดยการเปลี่ยนอุปกรณ์บางชิ้นส่วน ทำให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้าให้สูงขึ้น เช่น การปรับปรุงประสิทธิภาพกังหันไอน้ำของโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะ หน่วยที่ 10 และ 11 จากการวิเคราะห์ พบว่าจะเพิ่มประสิทธิภาพได้ประมาณร้อยละ 1.5 ซึ่งช่วยลดก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 360,000 – 380,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี

    โรงไฟฟ้าถ่านหิน ไม่เป็นอุปสรรคลดก๊าซเรือนกระจก         

    นายสหรัฐ กล่าวว่า กฟผ. สามารถลดก๊าซเรือนกระจกในภาคการผลิตไฟฟ้า ตามที่ประเทศไทยได้ลงนามสัตยาบันข้อตกลงปารีส (COP21) และได้ยื่นหนังสือแสดงเจตจำนงการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างมีเป้าหมายต่อสำนักเลขาธิการอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ UNFCCC (United Nations Framework Convention on Climate Change) อย่างเป็นทางการ จำนวน 2 ฉบับ แบ่งเป็น 1) เป้าหมายการดำเนินงานลดก๊าซเรือนกระจกก่อนปี พ.ศ. 2563 (NAMAs) ลดก๊าซเรือนกระจกร้อยละ 7 ถึง 20 จากระดับการปล่อยในสภาวะเศรษฐกิจปกติ (Business as Usual : BAU) ในภาคพลังงานและภาคขนส่ง ภายในปี 2563 และ 2) เป้าหมายการดำเนินงานลดก๊าซเรือนกระจกหลังปี 2563 (INDCs) ลดก๊าซเรือนกระจกร้อยละ 20 ถึง 25 จาก BAU ในทุกภาคส่วน (Economy-Wide) ภายในปี 2573 ซึ่งผลการดำเนินการลดก๊าซเรือนกระจกในปี 2557 ที่ผ่านมา กฟผ. สามารถลดก๊าซ  เรือนกระจกได้มากกว่า 3.2 ล้านตัน

    สำหรับการลดก๊าซเรือนกระจกของ กฟผ. นั้น ก็จะใช้เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นในโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ที่จะมีการก่อสร้าง และปรับปรุงโรงไฟฟ้าเดิมโดยการเปลี่ยนอุปกรณ์ให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นดังที่กล่าว นอกจากนั้น ยังมีการเดินหน้าพัฒนาพลังงานทดแทนตามแผน PDP 2015 โดย กฟผ. ปรับแผนพัฒนาพลังงานหมุนเวียนจาก 500 MW เป็น 2,000 MW พร้อมกับการเร่งขยายระบบส่งให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP) และในอนาคตจะมีการพัฒนาโครงการระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ Smart Grid ซึ่งเป็นโครงข่ายไฟฟ้าที่ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อสารมาบริหารจัดการ ควบคุมการผลิต ส่ง และจ่ายพลังงานไฟฟ้า สามารถรองรับการเชื่อมต่อระบบไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานทางเลือกที่สะอาดที่กระจายอยู่ทั่วไป (Distributed Energy Resource : DER) อีกด้วย 

    โฆษก กฟผ. ยังได้ชี้แจงเพิ่มเติมว่า ข่าวการเสียชีวิตของชาวแม่เมาะ โดยเฉพาะผู้ที่เคยฟ้องร้องศาลปกครอง ในระหว่างปี 2537–2541 ซึ่งเผยแพร่ทางสื่อมวลชนและสังคมออนไลน์ ที่ระบุว่า มีสาเหตุมาจากมลภาวะนั้น ไม่เป็นความจริงและอาจสร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนในสังคม เนื่องจากอัตราการเจ็บป่วยและเสียชีวิตของชาวแม่เมาะ ไม่แตกต่างจากพื้นที่อื่นๆ โดยที่การเสียชีวิตของผู้ฟ้องคดีทั้งชายและหญิง มีอายุเฉลี่ย 71 และ 75 ปี โดยมีสาเหตุต่างๆ กัน เช่น โรคชรา หัวใจวาย มะเร็ง เป็นต้น ซึ่งอายุและสาเหตุการเสียชีวิตไม่แตกต่างจากอายุเฉลี่ยของคนไทยทั่วไป ในขณะที่ผู้เสียชีวิตบางท่านมีอายุน้อย แต่เสียชีวิตจากโรคที่ไม่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจแต่อย่างใด

     

Date : 27 / 01 / 2017

  • Date : 27 / 01 / 2017
    กฟผ.เตรียมทุ่ม 2 แสนล้าน ลงทุนพลังงานหมุนเวียน

    กฟผ.เตรียมวงเงิน 2 แสนล้านบาท ลงทุนผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในช่วง 20 ปีข้างหน้า เน้น ชีวมวล แสงอาทิตย์ พลังงานลม โดยจะเปิดช่องให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนด้วยในรูป PPP( Public –Private Partnership)

    แผนการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งรวมอยู่ในแผนพัฒนาพลังงานทดแทน(AEDP2015) มีการปรับปรุงใหม่ จากเดิมที่กฟผ.จะเป็นผู้ลงทุน โดยจะมีสัดส่วนของพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นประมาณ 513 เมกะวัตต์ เป็นพลังงานแสงอาทิตย์ในสัดส่วน 171 เมกะวัตต์ ตามด้วยพลังงานลม 168 เมกะวัตต์  พลังน้ำขนาดเล็ก 116 เมกะวัตต์ และก๊าซชีวภาพ  58 เมกะวัตต์  ปรับเปลี่ยนเป็น กฟผ. จะต้องเพิ่มสัดส่วนของพลังงานหมุนเวียนมากขึ้นเป็น 2,000 เมกะวัตต์  โดยจะหันมาเน้นการลงทุนในส่วนของการผลิตไฟฟ้าจากชีวมวล (Biomass) จำนวน 1,032 เมกะวัตต์ และพลังงานแสงอาทิตย์ 486 เมกะวัตต์ พลังงานลม 307  เมกะวัตต์ พลังน้ำขนาดเล็ก 125 เมกะวัตต์ ไฟฟ้าจากขยะ 43 เมกะวัตต์ และพลังงานความร้อนใต้พิภพ 2 เมกะวัตต์

    นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการประจำสำนักผู้ว่าการ  การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย  กล่าวว่า แผนพัฒนาพลังงานหมุนเวียนในส่วนของกฟผ.ที่จะเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจาก 513 เมกะวัตต์ เป็น 2,000 เมกะวัตต์นั้น คาดว่าจะใช้เงินลงทุนรวมประมาณ 2 แสนล้านบาท ในช่วง20ปีข้างหน้าคือจากปัจจุบันไปจนถึงปี 2579  โดยแผนดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ กฟผ. แล้ว และนำเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานไปเมื่อเดือน ธ.ค. 2559 ที่ผ่านมา

    “แผนพัฒนาพลังงานหมุนเวียนที่มีการปรับใหม่ สะท้อนให้เห็นว่า กฟผ. ไม่ได้มุ่งลงทุนเฉพาะโรงไฟฟ้าถ่านหินเพื่อกระจายความเสี่ยงเรื่องเชื้อเพลิง โดยลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนการใช้ก๊าซฯในการผลิตไฟฟ้าที่สูงเกือบ70% เท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญต่อการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะพลังงานหมุนเวียนจากชีวมวล ที่จะมีส่วนในการกระจายรายได้ไปถึงมือเกษตรกร ที่จะมาปลูกพืชพลังงานเพื่อป้อนเป็นวัตถุดิบให้กับโรงไฟฟ้า” นายสหรัฐกล่าว

     

    ทั้งนี้ กฟผ.กำลังอยู่ในระหว่างการศึกษาถึงความเหมาะสมของพืชพลังงาน ที่จะนำมาใช้เป็นวัตถุดิบ ซึ่งจะต้องมีเพียงพอสำหรับป้อนโรงไฟฟ้า แต่กำลังอยู่ระหว่างหาข้อสรุปว่าจะเน้นไปที่พืชตัวใดตัวหนึ่งเป็นหลักหรือไม่อย่างไร โดยตามแผนโรงไฟฟ้าจาก     ชีวมวลของกฟผ.จะเริ่มจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป ทั้งนี้ การผลิตไฟฟ้าจากชีวมวลของ กฟผ. จะไม่ไปแย่งวัตถุดิบที่มีอยู่แล้วในตลาด แต่จะเป็นการปลูกพืชพลังงานที่จะใช้ผลิตชีวมวลขึ้นมาใหม่เพื่อรองรับการผลิตไฟฟ้าดังกล่าว

    อย่างไรก็ตาม เนื่องจากไฟฟ้าจากชีวมวลจะเข้าเข้าสู่ระบบในปี 2569 เป็นต้นไป เนื่องจากต้องรอความพร้อมเรื่องวัตถุดิบพืชพลังงาน ดังนั้น ในช่วงเริ่มต้นของแผน กฟผ. จึงให้ความสำคัญในการผลักดันโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็กเข้าสู่ระบบก่อน เนื่องจากสามารถทำได้เร็วกว่า โดยเริ่มเข้าสู่ระบบมาตั้งแต่ปี 2558 (ตามแผนภาพ)

     

    นอกจากนี้แผนพัฒนาพลังงานหมุนเวียนของกฟผ.จะให้ความสำคัญกับการผสมผสานเชื้อเพลิง (hybrid) เพื่อทำให้การผลิตกระแสไฟฟ้ามีความแน่นอนและสม่ำเสมอ จากที่ผ่านมาโรงไฟฟ้าที่มาจากพลังงานหมุนเวียน มักจะเป็นสัญญาแบบ Non-Firm  ซึ่งไม่มีการกำหนดระยะเวลาขายไฟฟ้าที่แน่นอน จึงมีความไม่แน่นอนในการจ่ายกระแสไฟฟ้า

    ในส่วนของการลงทุนตามแผน กฟผ.จะเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการลงทุนด้วย ในรูปแบบPPP (Public –Private Partnership) โดยกฟผ.กำลังอยู่ในระหว่างการศึกษารายละเอียดของแนวทางการลงทุนร่วมกับเอกชนในลักษณะดังกล่าว  ซึ่งขณะนี้ ก็มีภาคเอกชนหลายกลุ่มที่แสดงความสนใจอยากจะเข้ามาร่วมลงทุนกับกฟผ. เพื่อผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนตามแผนนี้ ทั้งนี้ อัตราค่าไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าที่มาจากพลังงานหมุนเวียนของกฟผ.เอง จะไม่ได้รับการอุดหนุน และจะต้องไม่สูงกว่าโรงไฟฟ้าที่เอกชนผลิตได้

    สำหรับแผนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนของกฟผ. ฉบับนี้ ยังจะช่วยให้กฟผ.สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงได้ 5% ภายในปี 2563 ด้วย

Date : 20 / 01 / 2017

  • Date : 20 / 01 / 2017
    พลังงานรอบโลก:อินโดฯปรับเกณฑ์ระบบแบ่งปันผลประโยชน์ผลิตน้ำมันและก๊าซฯ

    อินโดนีเซียประกาศนำหลักเกณฑ์ใหม่มาใช้สำหรับข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์จากการผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ โดยหลักเกณฑ์ใหม่นี้ เอกชนที่ทำสัญญากับรัฐบาลอินโดนีเซียในการผลิตปิโตรเลียม จะได้รับส่วนแบ่งเพิ่มขึ้น แต่จะต้องแบกรับต้นทุนการสำรวจและผลิตเอง แทนที่จะขอรับเงินคืนจากรัฐบาลดังเกณฑ์เดิม

    โดยการปรับเปลี่ยนเกณฑ์นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาภาระงบประมาณของรัฐบาลอินโดนีเซีย และหลักเกณฑ์ใหม่นี้ จะนำมาใช้กับสัญญาที่จะทำขึ้นใหม่ เท่านั้น ไม่รวมกับสัญญาเก่าที่ใช้ระบบเดิม (cost-recovery system) แต่อย่างใด  

    ปัจจุบัน บริษัทผู้ผลิตปิโตรเลียมรายใหญ่ของโลก ไม่ว่าจะเป็น เชฟรอน แอกซอนโมบิล และ โททาล ต่างก็เข้ามาลงทุนสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในแหล่งปิโตรเลียมของอินโดนีเซีย แต่รัฐบาลอินโดนีเซียก็ยังพยายามอย่างหนักที่จะดึงดูดการลงทุนจากนักลงทุนรายใหม่ เพื่อให้เข้ามาพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมใหม่ๆ ในประเทศ

    ทั้งนี้ ภายใต้เกณฑ์ที่ปรับใหม่นี้ เอกชนคู่สัญญาจะได้รับส่วนแบ่งมากขึ้นกว่าเดิม จากน้ำมันและก๊าซฯที่ขุดค้นพบ แต่ในขณะเดียวกัน ก็ต้องแบกรับภาระต้นทุนต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นเองด้วย 

    สำหรับหลักเกณฑ์ใหม่ นาย Ignasius Jonan รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานและเหมืองแร่ของอินโดนีเซียกล่าวว่า รัฐบาลจะได้ส่วนแบ่ง 52% สำหรับการผลิตก๊าซธรรมชาติ และส่วนที่เหลือจะเป็นของคู่สัญญา ส่วนการผลิตน้ำมัน รัฐบาลจะได้ส่วนแบ่ง 57% ในขณะที่เอกชนคู่สัญญาจะได้รับส่วนที่เหลือ อย่างไรก็ตาม หากการทำงานในพื้นที่มีความยากลำบากและมีต้นทุนสูงกว่าทั่วไป เอกชนคู่สัญญาจะได้รับการพิจารณาให้ส่วนแบ่งมากขึ้น ขณะที่ตามหลักเกณฑ์เดิม รัฐบาลจะได้รับส่วนแบ่ง 70% จากการผลิตก๊าซธรรมชาติ และ 85% สำหรับการผลิตน้ำมัน แต่รัฐบาลมีภาระต้องรับผิดชอบต้นทุนที่เกิดขึ้นจากการผลิต

    ซึ่งรัฐมนตรีพลังงานของอินโดนีเซียย้ำว่า ภายใต้หลักเกณฑ์การแบ่งปันผลประโยชน์ใหม่นี้ ต้นทุนค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากกระบนการสำรวจและผลิต จะเป็นความรับผิดชอบของของเอกชนคู่สัญญา และจะไม่เป็นภาระแก่งบประมาณของรับบาลอีกต่อไป

    สำหรับสัญญาแรกที่จะใช้ระบบใหม่นี้คือ PT Pertamina ที่ดำเนินโครงการ Offshore North West Java (ONWJ) ซึ่งตามเกณฑ์ใหม่ รัฐบาลจะได้รับส่วนแบ่งก๊าซ 37.5% และน้ำมัน 42.5% ซึ่งคาดว่าเนื่องจากรัฐบาลพิจารณาเห็นว่าพื้นที่สำรวจและผลิตมีความยากลำบาก

    อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารของ Pertamina เปิดเผยว่า สัดส่วนผลประโยชน์ที่เพิ่มขึ้นไม่น่าจะคุ้มต้นทุนค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ แต่บริษัทฯ คาดว่าจะสามารถเพิ่มรายได้ทดแทนความพยายามในการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินการ

    ทั้งนี้ เมื่อปีที่ผ่านมา เอกชนคู่สัญญาประกอบธุรกิจผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในอินโดนีเซีย ได้เรียกคืนเงินต้นทุนในการดำเนินการมากกว่า 1.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้เบื้องต้นที่ 8.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ