บทความทั้งหมด

Date : 20 / 09 / 2017

  • Date : 20 / 09 / 2017
    55 ปี เชฟรอน กับบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของไทย

    สกู๊ปพิเศษ 2 ตอนที่ออกอากาศในรายการไทยรัฐนิวส์โชว์ ช่องไทยรัฐทีวี32 เมื่อวันที่14 ก.ย.และ15ก.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องของการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในประเทศไทย นั้น  สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของบริษัทเชฟรอน ในการเป็นผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติอันดับหนึ่ง ที่ช่วยสร้างคน สร้างงาน สร้างรายได้ให้กับภาครัฐ และช่วยประเทศไทยลดการนำเข้าพลังงาน ตลอดช่วงระยะเวลา 55ปี นับตั้งแต่การเริ่มต้นสำรวจปิโตรเลียมเมื่อปี2505 จนถึงปัจจุบัน  โดยมีความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องในการพัฒนาเทคโนโลยี แท่นขุดเจาะ ให้เหมาะสมเป็นการเฉพาะกับโครงสร้างทางธรณีวิทยาของอ่าวไทย  รวมทั้งนำระบบมาตรฐานความปลอดภัยที่เรียกว่า ระบบ Well Safe ซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากล มาใช้ควบคุมการทำงาน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติภัยร้ายแรง และทำให้การสำรวจและผลิตปิโตรเลียมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

    ย้อนเรื่องไปเมื่อปี 2505 บริษัทเชฟรอน หรือในชื่อ บริษัทยูโนแคล ไทยแลนด์ ในขณะนั้น  เป็นบริษัทแรกที่ได้รับสิทธิให้ดำเนินการสำรวจปิโตรเลียมจากรัฐบาลไทย บริเวณที่ราบสูงโคราช แต่การสำรวจในช่วงแรกนั้นถือว่าล้มเหลว เพราะไม่พบปิโตรเลียมในแปลงสำรวจบนบก อย่างไรก็ตาม ด้วยความมุ่งมั่น จริงจังในการสำรวจ ในที่สุด บริษัทก็ประสบความสำเร็จ สามารถค้นพบก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยได้เป็นรายแรกในปี 2516 และเริ่มดำเนินการผลิตในเชิงพาณิชย์ได้ในปี 2524

    ด้วยโครงสร้างทางธรณีวิทยาในอ่าวไทย ที่หลุมกักเก็บปิโตรเลียมมีลักษณะเป็นกระเปาะขนาดเล็ก ทำให้ก๊าซที่ผลิตขึ้นมาได้ในแต่ละหลุม ผลิตได้ไม่นานก็หมด  จึงต้องใช้หลุมเจาะจำนวนมากถึง 500 หลุมในแต่ละปี เพื่อให้ได้ปริมาณปิโตรเลียมตามสัญญา  ดังนั้นบริษัท จึงต้องศึกษาค้นคว้าเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีการเจาะหลุมให้สอดคล้อง โดยต้องทำให้การขุดเจาะ มีขนาดเล็กลง เจาะหลุมให้เร็วขึ้น  ช่วยให้ต้นทุนค่าใช้จ่ายในการเจาะหลุมลดลง ให้ได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า ในขณะเดียวกันก็ต้องให้ได้มาตรฐานความปลอดภัย ทั้งต่อสิ่งแวดล้อม และบุคลากรที่ปฎิบัติงาน

    โดยล่าสุดเมื่อเดือน มิ.ย. 2560 ที่ผ่านมา เชฟรอน ก็เปิดตัวแท่นขุดเจาะปิโตรเลียมใหม่ที่ชื่อว่า ”กระทง" โดยมีการจัดส่งทีมไปทำงานร่วมกับบริษัทผู้ผลิตแท่นขุดเจาะตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อให้การออกแบบสอดคล้องกับความต้องการใช้งานและสภาพธรณีวิทยาในอ่าวไทย และมีประสิทธิภาพ มาตรฐานความปลอดภัยเพิ่มมากขึ้น  ซึ่งในการกระบวนการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม บริษัทได้นำระบบมาตรฐานความปลอดภัยที่ชื่อว่า Well Safe ที่เป็นระบบที่พัฒนามาจากระบบ Sub Safe ที่ใช้กับเรือดำน้ำพลังงานปรมาณูของกองทัพสหรัฐอเมริกา มาใช้ในการควบคุมการปฎิบัติอย่างเคร่งครัด  เพื่อป้องกันไม่ให้มีอุบัติภัยเกิดขึ้นในทุกขั้นตอน โดยในกรณีที่มีเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้นจริง บุคลากร หรืออุปกรณ์ต่างๆที่มีอยู่ ก็สามารถที่จะรับมือได้อย่างถูกต้องและทันท่วงที

    นอกจากการพัฒนาเทคโนโลยีแล้ว และการนำระบบมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากลมาใช้แล้ว เชฟรอนยังมีส่วนสำคัญในการวางรากฐานการพัฒนาบุคลากรด้านปิโตรเลียม โดยมีการก่อตั้งศูนย์เศรษฐพัฒน์ขึ้นที่จังหวัดสงขลา  เพื่อฝึกอบรมช่างเทคนิคปิโตรเลียมแห่งแรกของประเทศเมื่อปี 2523 ซึ่งจนถึงปัจจุบันได้ผลิตบุคลากรไปแล้วนับหมื่นคน โดยบุคลากรที่ผ่านการฝึกอบรมจากศูนย์ดังกล่าว มีขีดความสามารถเพียงพอที่จะไปทำงานบนแท่นขุดเจาะที่ต้องใช้คนมากกว่าร้อยคน และต้องการความถนัดที่แตกต่างมากกว่า 10 สาขาได้

    ปัจจุบัน เชฟรอน สามารถผลิตก๊าซธรรมชาติได้ 1,800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน น้ำมันดิบ 65,000 บาร์เรลต่อวัน  คอนเดนเสท 62,000 บาร์เรลต่อวัน  ซึ่งก๊าซธรรมชาติที่ผลิตได้ คิดเป็น 35% ของความต้องการใช้ก๊าซโดยรวม และนำไปผลิตไฟฟ้าได้ 1ใน 4 ของความต้องการใช้ไฟฟ้าทั้งหมด มีบทบาทสำคัญในการช่วยลดการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ ช่วยสร้างงานและธุรกิจต่อเนื่อง สร้างรายได้ให้รัฐจากค่าภาคหลวงและภาษีเงินได้ปิโตรเลียมหลายหมื่นล้านบาทต่อปี 

    55 ปี ของการดำเนินธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในประเทศไทย จึงเป็นการแสดงให้เห็นถึงความพร้อมในทุกๆ ด้าน ของเชฟรอน ที่จะเข้าร่วมประมูลแข่งขันเพื่อให้ได้สิทธิ์ในการบริหารจัดการแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมที่จะหมดอายุในปี 2565 และ 2566 ตามเงื่อนไข กติกา ที่รัฐเป็นผู้กำหนด  

Date : 16 / 09 / 2017

  • Date : 16 / 09 / 2017
    กฟผ. แจงคณะอนุกรรมการสิทธิฯ รายงาน EHIA โรงไฟฟ้าเทพาถูกต้องตามขั้นตอนทุกอย่าง

    กฟผ. แจงคณะอนุกรรมการสิทธิฯ ยืนยันการทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA)  โรงไฟฟ้าเทพาเป็นไปตามแนวทางปฏิบัติของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ทุกประการ รวมถึงมีข้อคิดเห็นจากประชาชนและมาตรการป้องกันและแก้ไขอยู่ในรายงานครบถ้วนแล้ว ระบุโรงไฟฟ้าเทพาจะเป็นโครงการของรัฐที่จะช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ 

    ว่าที่พันตรีอนุชาต ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา  ผู้ช่วยผู้ว่าการชุมชนสัมพันธ์และสิ่งแวดล้อมโครงการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวภายหลังการเข้าชี้แจงถึงกระบวนการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ของโรงไฟฟ้าเทพา ต่อคณะอนุกรรมการด้านสิทธิชุมชนและฐานทรัพยากร คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ว่า กฟผ. ได้ชี้แจงใน 3 ประเด็นหลัก คือ 1. แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) และความจำเป็นในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา 2. การจัดทำรายงาน EHIA และ 3. แนวทางการเยียวยาผลกระทบจากโครงการ โดยยืนยันกับทางคณะอนุกรรมการสิทธิฯ ว่า รายงาน EHIA ของโรงไฟฟ้าเทพานั้น มีการดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย และเป็นไปตามแนวทางปฏิบัติที่ สผ. กำหนดอย่างเคร่งครัด

    นอกจากนั้น ในรายงาน EHIA ฉบับดังกล่าว ยังมีการกำหนดมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบจากโครงการ โดยได้นำเอาประเด็นข้อคิดเห็นและความวิตกกังวลของประชาชนจากการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นตามกฎหมายผ่านมาทุกครั้งมาประกอบการพิจารณาด้วย เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับชุมชนในการมีส่วนร่วมในการดำเนินโครงการและการเฝ้าระวังผลกระทบจากโครงการ

    ทั้งนี้ สผ. โดย คณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (คชก.) มีความเห็นเมื่อวันที่ 17 ส.ค. 2560 ที่ผ่านมา ว่า รายงาน EHIA โรงไฟฟ้าเทพาฉบับดังกล่าว มีความครบถ้วนสมบูรณ์เพียงพอที่ สผ. จะนำเสนอต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติพิจารณาให้ความเห็นชอบและนำเสนอขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรีต่อไป ซึ่งหากกระบวนต่างๆ ดำเนินการไปตามขั้นตอน ก็คาดว่าโครงการจะเริ่มเดินเครื่องเพื่อจ่ายไฟฟ้าเข้าสู่ระบบได้ในปี 2567  ซึ่งล่าช้ากว่าแผนเดิมที่กำหนดเดินเครื่องไว้ในปี 2564

    ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับปัจจุบัน หรือ  PDP2015 โครงการโรงไฟฟ้าเทพาจะช่วยสร้างความมั่นคงด้านไฟฟ้าในภาคใต้ ที่ปัจจุบันมีกำลังการผลิตติดตั้งราว 3,000 เมกะวัตต์ แต่มีโรงไฟฟ้าหลักจากก๊าซธรรมชาติที่สามารถเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าได้ต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง ประมาณ 2,400 เมกะวัตต์ นอกนั้นเป็นกำลังผลิตจากโรงไฟฟ้าเสริมจากพลังงานทดแทนและโรงไฟฟ้าขนาดเล็กที่ยังพึ่งพาได้บางเวลา ในขณะที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (พีค) อยู่ที่ราว 2,700 เมกะวัตต์ ซึ่งจะเห็นได้ว่ากำลังผลิตไฟฟ้าที่พึ่งพาได้ใกล้เคียงกับความต้องการใช้ ในขณะที่แนวโน้มความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นปีละราว 4-5% ภาคใต้จึงมีความเสี่ยงไฟตกไฟดับ โดยปัจจุบันต้องส่งไฟฟ้าผ่านสายส่งจากภาคกลางไปภาคใต้เพิ่มเติมอีกประมาณวันละ 200 – 600 เมกะวัตต์ แต่ก็มีข้อจำกัดในการส่งและมีความเสี่ยงจากระยะทางไกลและสภาพภูมิประเทศ ภาคใต้จึงจำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้าในพื้นที่เพิ่มขึ้นเพื่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้า

    ว่าที่พันตรีอนุชาต กล่าวด้วยว่า โรงไฟฟ้าเทพา ยังตอบโจทย์นโยบายของรัฐบาล ที่ต้องการจะให้มีโครงการของภาครัฐเข้าไปช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ โดยประโยชน์ที่ชุมชนจะได้รับจากการมีโรงไฟฟ้าเทพาประกอบด้วย กองทุนพัฒนาชุมชนรอบโรงไฟฟ้า ภาษีบำรุงท้องที่ การส่งเสริมอาชีพ การหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ การพัฒนาคุณภาพชีวิต ตลอดจนการมีนโยบายที่ชัดเจนเกี่ยวกับการสนับสนุนการจ้างแรงงานท้องถิ่นระหว่างการก่อสร้างและการรับเป็นพนักงานของโรงไฟฟ้าในอนาคต ทั้งนี้เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนแก่ชุมชนที่อยู่โดยรอบโรงไฟฟ้า

     

Date : 13 / 09 / 2017

  • Date : 13 / 09 / 2017
    ใครเป็นใคร รับตำแหน่งใหม่ ในกระทรวงพลังงาน
    แม้ว่าการโยกย้ายผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพลังงานรวมทั้งรัฐวิสาหกิจในกำกับดูแลทั้งการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) และบริษัทปตท.จำกัด(มหาชน)จะยังไม่เสร็จสิ้นทั้งหมด  แต่เท่าที่มีคำสั่งแต่งตั้งออกมาแล้ว ก็พอจะเห็นภาพชัดเจน ว่าแต่ละองค์กรนั้นมีใครมารับตำแหน่งสำคัญแทนคนเก่าที่เกษียณอายุ เพื่อหวังให้ช่วยขับเคลื่อนแผนและภารกิจขององค์กรบรรลุเป้าหมาย 
     
    ศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center-ENC) นำเอารายชื่อผู้บริหารระดับสูงที่ได้รับตำแหน่งใหม่ และส่วนใหญ่จะเริ่มต้นทำงานในวันที่1ต.ค.มาเรียบเรียงให้ผู้อ่านได้รู้จักมากขึ้น
     
    ตำแหน่งใหม่ในกระทรวงพลังงาน 
     
    สิ้นเดือนก.ย.2560นี้ ข้าราชการระดับสูงของกระทรวงพลังงาน มีเกษียณอายุราชการ จำนวน  4 คน คือ นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน ,นายสมนึก บำรุงสาลี รองปลัดกระทรวงพลังงาน ,นางบุญบันดาล ยุวนะศิริ ผู้ตรวจราชการกระทรวง และนายธนธัช จังพานิช  ผู้ตรวจราชการกระทรวง 
     
    โดยในตำแหน่งปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่ นั้น คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบแต่งตั้ง นายธรรมยศ ศรีช่วย รองปลัดกระทรวงพลังงาน ขึ้นมาแทน โดยมีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมลงมาแล้วเมื่อวันที่6 ก.ย.2560 ที่ผ่านมา  ซึ่งก่อนหน้านั้นเมื่อวันที่ 5 ก.ย. 2560 คณะรัฐมนตรีก็เห็นชอบแต่งตั้ง นางสาวนันธิกา ทังสุพานิช จากผู้ตรวจราชการกระทรวงพลังงาน ขึ้นเป็นรองปลัดกระทรวงพลังงาน และล่าสุดเมื่อวันที่อังคารที่12ก.ย. คณะรัฐมนตรีก็เห็นชอบแต่งตั้ง นายวิศักดิ์ วัฒนศัพท์ รองอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ขึ้นเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงพลังงาน และนายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) ขึ้นเป็นตรวจราชการกระทรวงพลังงาน แทนตำแหน่งที่ว่าง อีกระลอก  โดยทั้งหมดจะเริ่มงานในตำแหน่งใหม่ตั้งแต่วันที่1 ต.ค.2560
     
    อย่างไรก็ตามการแต่งตั้งบริหารระดับสูงของกระทรวงพลังงานยังเหลือตำแหน่งรองปลัดกระทรวงพลังงาน อีก1 ตำแหน่งที่จะมาแทนที่นายธรรมยศ ที่จะขยับขึ้นไปเป็นปลัดกระทรวง โดยมีการคาดหมายกันว่า น่าจะเป็น นายยงยุทธ จันทรโรทัย ผู้ตรวจราชการกระทรวงพลังงาน  ซึ่งทำให้จะต้องมีการตั้งรองอธิบดี ขึ้นมาเป็นผู้ตรวจราชการแทนนายยงยุทธ ด้วย โดยมีข่าวว่ามีการวางตัวนายหร่อหยา จันทรัตนา รองอธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.)  เอาไว้ 
     
    สำหรับนายธนธัช จังพานิช  ผู้ตรวจราชการกระทรวงพลังงานที่เกษียณอายุราชการ นั้น ผ่านการสรรหาจะได้ไปรับตำแหน่งใหม่ คือผู้จัดการสำนักบริหารกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เปิดขึ้นมาใหม่ เพื่อให้การบริหารจัดการกองทุนมีประสิทธิภาพ มากขึ้น 
     
    ตำแหน่งใหม่ใน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)
    บางส่วนของผู้บริหารที่ได้รับตำแหน่งใหม่ในกฟผ. เรียงจากซ้ายไปขวา สหรัฐ,ปราณี,สืบพงษ์,บุญญนิตย์ 
     
     
    ตำแหน่งที่น่าสนใจของกฟผ.ซึ่งเป็นตำแหน่งใหม่ และโครงสร้างการบริหารใหม่ คือตำแหน่ง รองผู้ว่าการพลังงานหมุนเวียนและพลังงานใหม่ เพื่อมาดำเนินการตามแผนลงทุนพลังงานหมุนเวียน20ปี ของกฟผ.ซึ่งจะใช้เงินลงทุนกว่า1.7แสนล้านบาท โดยมีการแต่งตั้งให้ นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการประจำสำนักผู้ว่าการ เป็น รองผู้ว่าการพลังงานหมุนเวียนและพลังงานใหม่  เป็นคนแรก
     
    นอกจากนี้ ในการประชุมบอร์ดกฟผ.ที่มีนายอารีพงศ์เป็นประธาน เมื่อวันที่ 17 พ.ค.2560 ที่ผ่านมา  ก็ได้มีมติให้ความเห็นชอบการสับเปลี่ยนหมุนเวียนและแต่งตั้งตำแหน่งรองผู้ว่าการ ประจำปี2560 จำนวน 8 ตำแหน่ง ดังนี้ 1.นายจักษ์กริช พิบูลย์ไพโรจน์  รองผู้ว่าการพัฒนาธุรกิจ ดำรงตำแหน่งเป็น รองผู้ว่าการประจำสำนักผู้ว่าการ  2.นายบุญญนิตย์ วงศ์รักมิตร  รองผู้ว่าการกิจการสังคม ดำรงตำแหน่งเป็น  รองผู้ว่าการพัฒนาธุรกิจ  3.นายสืบพงษ์ บูรณศิรินทร์ รองผู้ว่าการบริหาร ดำรงตำแหน่งเป็น รองผู้ว่ากิจการสังคม  4.นางภาวนา อังคณานุวัฒน์ รองผู้ว่าการทรัพยากรบุคคล  ดำรงตำแหน่งเป็น รองผู้ว่าการบริหาร 5.นางสาว ปราณี ตั้งเสรี ผู้ช่วยผู้ว่าการกฎหมาย ดำรงตำแหน่งเป็น รองผู้ว่าการกฎหมายและธรรมภิบาล 6.นายกฏชยุตม์ บริบูรณ์จตุพร  ผู้ช่วยผู้ว่าการพัฒนาและแผนงานโรงไฟฟ้า  ดำรงตำแหน่งเป็น รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้า  7.นายวิบูลย์ ฤกษ์ศิระทัย ผู้ช่วยผู้ว่าการวิศวกรรมระบบส่ง  ดำรงตำแหน่งเป็น รองผู้ว่าการพัฒนาระบบส่ง และ8.นายอดุลย์ พิทักษ์ชาติวงศ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการควบคุมระบบกำลังไฟฟ้า  ดำรงตำแหน่งเป็น  รองผู้ว่าการระบบส่ง ทั้งนี้จะมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่  1 ตุลาคม2560 เป็นต้นไป 
     
    ตำแหน่งใหม่ในบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน)
    ผู้บริหารปตท.ที่ได้รับการแต่งตั้งในตำแหน่งใหม่ เรียงจากซ้ายไปขวา อรรถพล,ชาญศิลป์,จิราพร,เพียงพนอ
     
    เมื่อเร็วนี้ บอร์ดปตท.ได้มีการแต่งตั้งผู้บริหาร 4 ตำแหน่ง ดังนี้
     
    1.นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริหารกลยุทธ์กลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย ให้ดำรงตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานและบริหารความยั่งยืน
    2.นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจน้ำมัน ให้ดำรงตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลายและรักษาการแทนในตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารกลยุทธ์กลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย อีกหน้าที่หนึ่ง
    3.นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ปตท. บริหารธุรกิจค้าปลีก จำกัด (PTTRM) ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ รักษาการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจน้ำมัน
    4.นางสาวเพียงพนอ บุญกล้ำ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักกฎหมาย ให้ดำรงตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการใหญ่สำนักกฎหมาย
     
    โดยทิศทางการดำเนินธุรกิจของ ปตท.ได้กำหนดกรอบการลงทุนในอนาคตให้สอดคล้องเป้าหมายการพัฒนาแบบยั่งยืน (Sustainable Development Goals หรือ SDG) โดยมุ่งเน้นการลงทุนที่ให้สังคมและชุมชนมีส่วนร่วม (Inclusive Business) มากขึ้น โดยเฉพาะทิศทางกลยุทธ์ด้าน Treasure กลุ่ม ปตท.ได้ใช้แนวทาง “PTT 3D”  ได้แก่ กลยุทธ์ Do Now คือ การมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน เพื่อสร้างรายได้และลดต้นทุนต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา และการเพิ่มขีดความสามารถทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะการนำระบบดิจิตอลมาประยุกต์ใช้ในองค์กรทุกภาคส่วนพร้อมกับการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน
     
    กลยุทธ์ Decide Now เป็นการขยายการเติบโตที่ต้องเร่งตัดสินใจ เพื่อนำไปสู่การลงทุนของธุรกิจในอนาคตให้สอดคล้องกับศักยภาพทางการเงินของกลุ่ม ปตท. โดยการขยายการลงทุนในธุรกิจหลัก  การลงทุนในสายโซ่อุปทานของก๊าซธรรมชาติเหลว  การลงทุนในพลังงานหมุนเวียน และการแสวงหาโอกาสลงทุนในภูมิภาคและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง
    ส่วนกลยุทธ์ Design Now คือการเร่งสร้างธุรกิจใหม่ให้มีการเติบโตแบบก้าวกระโดดในอนาคต โดยการแสวงหาโอกาสทางธุรกิจ และพัฒนาธุรกิจในรูปแบบใหม่ๆ ที่ตอบสนองทิศทางโลกาภิวัฒน์  เทคโนโลยีและนวัตกรรม เช่น การลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่คุณค่าด้านไฟฟ้า (Electricity Value Chain)  และธุรกิจใหม่ภายใต้ห่วงโซ่คุณค่าด้านชีวภาพ (Bio-Based Value Chain) เป็นต้น
     

Date : 08 / 09 / 2017

  • Date : 08 / 09 / 2017
    กฟผ. พร้อมลุยลงทุน 1.7 แสนล้าน ตามแผนพลังงานหมุนเวียน 20 ปี เปิดโมเดลโรงไฟฟ้าประชารัฐวิสาหกิจ

    เปิดแผนพัฒนาพลังงานหมุนเวียน 20 ปีของ กฟผ. 2,000 เมกะวัตต์ล่าสุด หลังผ่านความเห็นชอบจากบอร์ด กฟผ. ไปเมื่อวันที่ 28 ส.ค.2560 ที่ผ่านมา โดย กฟผ. จะลงทุนเองทั้งหมด เน้นพลังงานแสงอาทิตย์มากสุด 900 เมกะวัตต์ รองลงมาคือ ชีวมวล 595 เมกะวัตต์ พลังงานลม 229 เมกะวัตต์ คาดใช้เงินลงทุนรวมประมาณ 172,600 ล้านบาท

    นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการพลังงานหมุนเวียนและพลังงานใหม่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ตั้งขึ้นใหม่ เพื่อเน้นถึงความสำคัญของ กฟผ. ต่อการดำเนินโครงการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนและวิจัยพัฒนาพลังงานใหม่ ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว ศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center-ENC)  ว่า แผนพัฒนาหมุนเวียน 20ปี (2558-2579) ของ กฟผ. ซึ่งมีการปรับปรุงใหม่ล่าสุด ได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการ กฟผ. ที่มีนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม เป็นประธาน ไปแล้วเมื่อวันที่ 28 ส.ค. 2560 ที่ผ่านมา ซึ่งขั้นตอนต่อไป จะนำเสนอต่อกระทรวงพลังงาน และจะเป็นส่วนหนึ่งที่อยู่ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (Power  Development Plan - PDP) ที่จะมีการปรับปรุงใหม่แทน PDP2015 ในปัจจุบัน

    โดยสาระสำคัญของแผนพัฒนาหมุนเวียน 20 ปีของ กฟผ. ที่ปรับปรุงใหม่ล่าสุดนี้ ยังยืนยันให้มีการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนตามนโยบายของกระทรวงพลังงาน คือจาก 500 เมกะวัตต์ เป็น 2,000 เมกะวัตต์ มีโครงการลงทุนทั้งสิ้น 144 โครงการวงเงินลงทุนปรับลดลงจากเดิมที่ตั้งไว้  2 แสนล้านบาท เหลือประมาณ 172,600 ล้านบาท และยังมีแนวโน้มที่จะปรับลดลงได้อีกตามต้นทุนพลังงานหมุนเวียน  แบ่งเป็นการลงทุนผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์มากสุด  900 เมกะวัตต์ รองลงมาคือชีวมวลเน้นวัตถุดิบจากไม้โตเร็ว จำนวน 595 เมกะวัตต์  พลังงานลม 229 เมกะวัตต์ พลังน้ำ 169 เมกะวัตต์ ก๊าซชีวภาพ/พืชพลังงาน 56 เมกะวัตต์ และจากขยะ 50 เมกะวัตต์ 

    ทั้งนี้ ในแผนระยะสั้น 5 ปี  (2560-2564) ซึ่งค่อนข้างจะมีความชัดเจนในรายละเอียดของโครงการลงทุนแล้ว จะมีการลงทุนรวม 208 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ 125 เมกะวัตต์ พลังน้ำ 43.5 เมกะวัตต์ พลังงานลม 24 เมกะวัตต์ ชีวมวล 14.5 เมกะวัตต์ และขยะ 1 เมกะวัตต์

    นายสหรัฐ กล่าวว่า โครงการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนทั้ง 2,000 เมกะวัตต์ กฟผ. จะเป็นผู้ลงทุนเองทั้งหมด  เนื่องจากในแผน PDP 2015  มีการแบ่งสัดส่วนการพัฒนาโครงการของเอกชนและ กฟผ. ไว้แล้ว โดยการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนของ กฟผ. จำนวน 2,000 เมกะวัตต์นั้น คิดเป็นสัดส่วนเพียงประมาณ 10% ขณะที่ภาคเอกชนมีสัดส่วน 90% ของการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนทั้งหมดของประเทศ 19,684 เมกะวัตต์ตามแผน PDP 2015 ทั้งนี้ กฟผ. เป็นรัฐวิสาหกิจจะได้รับผลตอบแทนการลงทุนประมาณ 6-7% เท่านั้น และต้องทำต้นทุนค่าไฟฟ้าต่ำกว่าภาคเอกชน ทำให้ไม่ส่งผลกระทบต่อค่าไฟฟ้า

    สำหรับแผนลงทุนพลังงานหมุนเวียนของ กฟผ. นี้จะใช้เงินลงทุนจากกำไรของ กฟผ. เอง หลังการนำกำไรส่วนหนึ่งส่งรัฐบาล รวมถึงการออกพันธบัตรและเงินกู้จากสถาบันการเงินในประเทศ ซึ่งถือว่ามีความพร้อมในการดำเนินการตามแผนดังกล่าว ในการลงทุนส่วนหนึ่งจะใช้โมเดล “โรงไฟฟ้าประชารัฐวิสาหกิจ” โดย กฟผ. เปิดโอกาสให้ภาคเกษตรกรในรูปแบบสหกรณ์หรือวิสาหกิจชุมชนเข้าร่วมลงทุน 10-20% ในโรงไฟฟ้าชีวมวล อันจะเป็นการสร้างรายได้ให้ภาคเกษตรกร 2 ส่วน ส่านแรกจากการขายเชื้อเพลิงชีวมวล ส่วนที่สองเป็นเงินปันผลจากโรงไฟฟ้า

    ทั้งนี้ หากดำเนินการแผนพัฒนาพลังงานหมุนเวียน 20 ปี ได้ตามแผนดังกล่าว จะช่วยลดการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เฉลี่ย 3.8 ล้านตันต่อปี และลดการนำเข้าเชื้อเพลิงเฉลี่ย 560 KTOE ต่อปี