บทความทั้งหมด

Date : 20 / 10 / 2017

  • Date : 20 / 10 / 2017
    Energy Storage Systems บวกพลังงานหมุนเวียน จุดเปลี่ยนพลังงานไทย
    Energy Storage Systems บวกพลังงานหมุนเวียน จุดเปลี่ยนพลังงานไทย 
     
    ปีงบประมาณ 2561 ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่เดือนต.ค.2560 ไปสิ้นสุดเดือนก.ย.2561 กระทรวงพลังงานยังคงให้ความสำคัญต่อนโยบาย Energy 4.0 ที่ยังคงมีแผนงานสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง และหนึ่งในกลไกสำคัญของ Energy 4.0 คือเรื่องของ "ระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage Systems)
     
    ระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage Systems) หรือที่เรียกกันว่า "แบตเตอรี่"  นั้นมีความสำคัญต่อทิศทางการกำหนดนโยบายพลังงานของประเทศ เพราะจะช่วยให้พลังงานหมุนเวียนจากแสงแดดและลมนั้นมีความเสถียรมากยิ่งขึ้น  โดยจะมาช่วยตอบโจทย์พลังงานไฟฟ้าในช่วงที่แสงแดดและลมนั้นผลิตไฟฟ้าไม่ได้  แต่ประเด็นปัญหาของระบบแบตเตอรี่ที่เราต้องการนั้น ปัจจุบันยังคงมีราคาแพง เมื่อนำมาใช้ควบคู่กับพลังงานหมุนเวียนข้างต้น ก็จะทำให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าต่อหน่วยแพงกว่าไฟฟ้าที่มาจากเชื้อเพลิงฟอสซิล อย่างเช่น ก๊าซ หรือ ถ่านหิน 
     
    ถ้าใครได้ลองอ่าน วารสาร Energy Plus ของกระทรวงพลังงานของไทย ซึ่งจัดทำเป็นฉบับสุดท้าย ก็จะได้อัพเดทความก้าวหน้าของระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage Systems ) ในหลายประเทศ เช่น อังกฤษ เป็นประเทศที่ Energy Storage Systems ก้าวเข้าสู่ภาคธุรกิจอย่างรวดเร็ว และได้ประกาศเปลี่ยนพื้นที่อดีตโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดใหญ่ย่าน Barrow-in-Furness, Cumbria ให้กลายเป็นหนึ่งในระบบกักเก็บพลังงานที่ฉลาดและใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยการออกแบบโครงการแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน 49 เมกะวัตต์ รองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าของคนจำนวน 50,000 ครัวเรือน กำหนดแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2561 นี้  
     
    ขณะที่ประเทศเยอรมัน ตั้งเป้าว่าภายในปีพ.ศ. 2593 หรืออีก 33 ปีข้างหน้า เยอรมันจะต้องมีพลังงานทดแทนถึง 80% ของพลังงานไฟฟ้าในประเทศ จากปี พ.ศ. 2559 ที่มีสัดส่วนอยู่ 30% และ Energy Storage Systems จะเป็นพระเอกที่ทำให้ไปสู่เป้าหมาย โดยเยอรมันคาดการณ์การเติบโตของ Energy Storage Systems ว่าจะเกิดแบบก้าวกระโดด โดยเฉพาะแบตเตอรี่กักเก็บพลังงานขนาดใหญ่ เมื่อปีพ.ศ. 2559 ที่ผ่านมามีอยู่ 60 เมกะวัตต์ ก็จะเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า หรือ 200 เมกะวัตต์ในปี 2560 นี้ และในอนาคตคาดว่าจะเติบโตถึง 11 เท่าเลยทีเดียว 
     
    ส่วนประเทศออสเตรเลีย วางแผนลงทุนในโครงการ Energy Storage Systems ขนาดใหญ่ เก็บพลังงานได้ถึง  100 เมกะวัตต์ ใช้เงินลงทุนรวมกว่า 20 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คาดเสร็จในปีหน้านี้ (พ.ศ. 2561)
     
    นอกจากนี้ทั่วโลกยังต้องตกตะลึง เมื่อนักวิจัยจาก Stanford โดยศาสตราจารย์ด้านเคมี Hongjie Dai และนักศึกษาปริญญาเอก Michael Angell  จากมหาวิทยาลัย Stanford ร่วมกันคิดค้นแบตเตอรี่ตัวใหม่จาก "ยูเรี่ย" ซึ่งเป็นสารที่ใช้กันในวงการอุตสาหกรรมปุ๋ยเคมีอยู่แล้ว และส่งผลให้กลายเป็นแบตเตอรี่ที่ราคาถูกที่สุดและเป็นวัสดุที่หาได้ง่ายที่สุดในโลกแถมมีประสิทธิภาพสูงมีอายุการใช้งานยาวนาน สามารถกักเก็บพลังงานทางเลือกและพลังงานแสงอาทิตย์ได้ ซึ่งขณะนี้ได้จดสิทธิบัตรแบตเตอรี่ดังกล่าวแล้ว และกำลังอยู่ขั้นตอนการพัฒนาเพื่อการค้า ซึ่งจากการทดลองพบว่าแบตเตอรี่นี้สามารถชาร์จได้ 1,500 ครั้ง ในการชาร์จแต่ละครั้งใช้เวลา 45 นาที 
     
    สำหรับประเทศไทยนั้น กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ได้เริ่มสนับสนุนโครงการศึกษา วิจัย พัฒนาเทคโนโลยีระบบ  Energy Storage Systems ไปแล้ว โดยปีงบประมาณ 2559 สนับสนุนไปจำนวน 31 โครงการ วงเงินรวมประมาณ 313 ล้านบาท แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ งานวิจัยที่เน้นการประยุกต์ใช้ได้จริง และการวิจัยที่เน้นงานวิจัยและพัฒนา 
     
    โดยในส่วนของการผลิตไฟฟ้า นั้นกระทรวงพลังงาน มีนโยบายการรับซื้อไฟฟ้าจาก SPP Hybrid Firm จำนวน300 เมกะวัตต์  ที่ผู้เสนอขายไฟฟ้าจะต้องเสนอใช้พลังงานหมุนเวียนมากกว่าหนึ่งประเภท โดยห้ามใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในการผลิตไฟฟ้า และต้องมีความเสถียรในการผลิตไฟฟ้าตามเกณฑ์ที่กำหนด  ซึ่งส่วนหนึ่งก็จะต้องมีการใช้ระบบ  Energy Storage Systems  เข้ามาช่วย  ซึ่งในวันที่ 16 ต.ค. 2560 ที่เป็นวันแรกของการเปิดรับข้อเสนอ มีผู้ประกอบการให้ความสนใจยื่นข้อเสนอเข้ามาถึง 541 เมกะวัตต์ ทะลุเป้าหมายที่ตั้งไว้  จุดนี้จะเป็นข้อพิสูจน์สำคัญว่า พลังงานหมุนเวียนและระบบ Energy Storage Systems นั้นจะเข้ามามีบทบาทสำคัญต่ออนาคตการผลิตไฟฟ้าของประเทศได้มากน้อยเพียงใด เพราะในแนวทางการทบทวนแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า PDP 2015 นั้น มีแนวนโยบายออกมาแล้วว่าอยากจะเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนให้เพิ่มมากขึ้น   
     
    นอกจากโครงการ SPP Hybrid  Firm  แล้ว กระทรวงพลังงานเตรียมจะออกนโยบายการส่งเสริมผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (โซลาร์รูฟท็อป) แบบเสรี และรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินเข้าระบบสายส่งไฟฟ้าได้  ซึ่งหากครัวเรือนมีระบบแบตเตอรี่ที่มีประสิทธิภาพสูงจะช่วยกักเก็บไฟฟ้าไว้ใช้ช่วงกลางคืน ส่วนช่วงกลางวันก็ผลิตไฟฟ้าใช้เองจากแผงโซลาร์ที่ติดตั้ง  โครงการดังกล่าวเชื่อว่าจะได้รับความนิยมมากขึ้น และจะช่วยลดความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด(พีค)ของประเทศลงไปได้ในตัวด้วย และลดการก่อสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ลงได้ 
     
    จะเห็นว่าการที่กระทรวงพลังงานตั้งเรื่องของระบบกักเก็บพลังงานเอาไว้เป็นนโยบาย ส่วนหนึ่งก็เพื่อไม่ให้เราตกเทรนด์ของเทคโนโลยี เพราะเมื่อใดที่จุดตัดของราคาพลังงานหมุนเวียน บวกด้วยระบบกักเก็บพลังงาน ขยับลงมาใกล้เคียงกับเชื้อเพลิงฟอสซิล รัฐก็จะสามารถออกนโยบายเพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนและระบบกักเก็บพลังงานได้อย่างเต็มที่  เมื่อนั้นเราจะได้เห็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของวงการพลังงานไทย 
     

Date : 04 / 10 / 2017

  • Date : 04 / 10 / 2017
    15ปี กระทรวงพลังงาน กับ15 เรื่อง ที่หลายคนยังไม่รู้
    15ปีกระทรวงพลังงาน กับ15เรื่องที่หลายคนยังไม่รู้
     
    วันที่3ต.ค.2560ที่ผ่านมา ถือเป็นวันสถาปนาครบรอบ15ปี ของกระทรวงพลังงาน  ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นกระทรวงสำคัญที่มีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ   มีเรื่องราวที่สำคัญทางด้านพลังงานมากมายที่เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลา15ปี  แต่ทางศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center-ENC) เลือกหยิบบางประเด็นที่เห็นว่าเป็นเกร็ดที่น่าสนใจ และที่คิดว่าหลายคนยังไม่รู้มานำเสนอให้อ่าน  15 เรื่อง  ด้วยหวังว่า ผู้อ่านน่าจะมองเห็นภาพของกระทรวงพลังงานได้ชัดขึ้นดังต่อไปนี้ 
     
     
    1. พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ เป็นรัฐมนตรีพลังงานคนที่11 และเป็นรัฐมนตรีคนแรก ที่มียศพลเอก  โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานที่มียศทางทหารก่อนหน้านี้ คือ พลโทหญิง พูนภิรมย์  ลิปตพัลลภ  
     
    นโยบายที่พลเอกอนันตพร เน้นย้ำต่อผู้บริหารระดับสูงกระทรวงพลังงาน สำหรับปีงบประมาณ 2561อยากให้กระทรวงพลังงานมีส่วนช่วยให้เกิดการแข่งขันลงทุนทางธุรกิจ สร้างการเติบโตให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(GDP)มากขึ้น  มีการปรับองค์กร ปรับบุคลากร เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีของโลกและทันต่อนโยบายพลังงาน 4.0 
    (ซ้าย) พงศ์เทพ   (ขวา)  เชิดพงษ์ 
     
    2.รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนแรก คือนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา  จากพรรคไทยรักไทย  เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่3ต.ค.2545 และสิ้นสุดวาระเมื่อวันที่ 8 ก.พ 2546 ในขณะที่ปลัดกระทรวงพลังงานคนแรกคือ นายเชิดพงษ์ สิริวิชช์  โดยงานสำคัญที่สุดของกระทรวงพลังงานในยุคเริ่มต้น คือการสร้างวัฒนธรรมองค์กร เพื่อหลอมรวมข้าราชการที่มาจากต่างกระทรวง ต่างกรม กอง ให้มีวัฒนธรรมการทำงานใหม่ที่เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน 
     
    3.สัญลักษณ์ของกระทรวงพลังงาน ที่เห็นเหมือนเปลวไฟ แท้จริงแล้วนั่นคือ “ โลกุตระ ” ซึ่งเป็น พุทธปัญญา เป็นความหยั่งรู้และความเพียรพยายามในการทำให้หลุดพ้นจากวัฏสงสาร   กระทรวงพลังงานใช้สัญลักษณ์นี้เพื่อต้องการสื่อให้เห็นว่า ทุกหน่วยงานที่รวมกันเป็นกระทรวงพลังงานนั้น มี ความเพียรพยายามในการคิดค้นหากลยุทธ์ที่ดีที่สุด เพื่อให้ประเทศไทยมีพลังงานใช้อย่างมั่นคงเพียงพอ ปลอดภัย คุ้มค่า มีคุณภาพและประสิทธิภาพ ในราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรม 
     
    4.โครงสร้างส่วนราชการของกระทรวงพลังงานประกอบด้วย5หน่วยงานราชการ 2 รัฐวิสาหกิจ 1องค์การมหาชน และ1องค์กรอิสระ  โดย5 หน่วยงานราชการได้แก่ สำนักงานปลัดกระทรวง,กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ,กรมธุรกิจพลังงาน, กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน,สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน  2รัฐวิสาหกิจคือ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) และบริษัทปตท.จำกัด(มหาชน) 1องค์การมหาชนคือ สถาบันบริหารกองทุนพลังงาน  และ1องค์กรอิสระ คือ สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน 
     
    5.สโลแกนประจำกระทรวงพลังงาน คือ" มุ่งมั่นตั้งใจ เพื่อไทยทุกคน" ส่วน ที่ได้เห็น ได้ยิน บ่อยๆว่า  " มีพลังงาน มีความสุข " นั้นเป็นใช้สโลแกนที่ใช้ในแคมเปญ กิจกรรมต่างๆ ของกระทรวงพลังงาน
     
    6.การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และการไฟฟ้านครหลวง เป็น2 รัฐวิสาหกิจด้านพลังงาน ที่ไม่ได้อยู่ในกำกับดูแลของกระทรวงพลังงาน  โดยเมื่่อเริ่มต้น ก่อตั้งกระทรวงพลังงาน รัฐบาลในยุคนั้นเคยมีแนวคิดที่จะโอนย้าย รัฐวิสาหกิจทั้ง2 แห่งนี้มาอยู่ในสังกัดกระทรวงพลังงาน และให้มีระยะเวลาเตรียมความพร้อม2ปี  แต่จนถึงขณะนี้ ผ่านมาแล้ว 15ปี ทั้งการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และ การไฟฟ้านครหลวง ก็ยังคงอยู่ที่สังกัดเดิม คือกระทรวงมหาดไทย  
    (ซ้าย)วิฑูรย์   (กลาง) ธรรมยศ  (ขวา) วีระศักดิ์
     
    7.นายธรรมยศ ศรีช่วย เป็นปลัดกระทรวงพลังงาน คนที่7 และเป็นปลัดกระทรวงที่จะอยู่ในตำแหน่งแค่เพียงปีเดียวก็จะเกษียณอายุ ไปพร้อมกับอธิบดีอีก2 คนคือนายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน และนายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ   ทำให้ปีหน้า เราจะได้เห็นการโยกย้ายผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพลังงานหลายตำแหน่ง
    (ซ้าย)พลเอก ณัฐติพล  (ขวา) พลเอกสุรศักดิ์ 
     
    8. ก่อนมาเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพลังงาน พลเอก สุรศักดิ์ ศรีศักดิ์  นั้นเคยเป็น ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในขณะที่ พลเอก ณัฐติพล กนกโชติ ก่อนมาเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน  ก็เคยเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพลังงาน มาก่อน   ให้เข้าใจง่ายๆคือ ทั้งสองท่านนั้น ถูกโยกย้ายสลับตำแหน่งกัน
     
    (ซ้าย) นันธิกา  (กลาง)พวงทิพย์   (ขวา) สิริพร
     
    9.นางสาวนันธิกา ทังสุพานิช มีชื่อเล่นว่า แอร์  และเป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้ขึ้นเป็น รองปลัดกระทรวงพลังงาน  โดยได้รับแต่งตั้ง จากคณะรัฐมนตรีไปเมื่อวันที่5 ก.ย.2560 ที่ผ่านมา 
     
    10.นางพวงทิพย์ ศิลปศาสตร์  มีชื่อเล่นว่า แมว เป็นผู้หญิงคนที่สอง ที่ได้ขึ้นเป็นอธิบดี โดยเป็นอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ  ซึ่งผู้หญิงคนแรกของกระทรวงพลังงาน ที่ได้ขึ้นเป็นอธิบดี คือ นางสิรพร ไศละสูต เป็นอธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน
     
    พี่แมว นั้นเกษียณอายุราชการไปเมื่อปี 2559  ปัจจุบัน ไปรับตำแหน่ง ผู้อำนวยการบริหารของ สถาบันฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากรด้านปิโตรเลียม(TPTI) ซึ่งเป็นสถาบันที่ฝึกอบรมเตรียมความพร้อมบุคลากรที่จะออกไปทำงานที่แท่นผลิตปิโตรเลียมกลางอ่าวไทย
     
    (ซ้าย) ดร.อารีพงศ์    (ขวา) ดร.คุรุจิต
     
    11.ดร.คุรุจิต นาครทรรพ  มีชื่อเล่นว่า "หนุ่ย" แต่เพื่อนๆหรือคนที่สนิทสนมในวงการ ชอบเรียก "ตาชุ่ม" และ "เคเอ็น "(ชื่อย่อชื่อและนามสกุลเป็นภาษาอังกฤษของดร.คุรุจิต)    โดยดร.คุรุจิต เป็นปลัดกระทรวงพลังงาน ที่มีระยะเวลาทำงานในตำแหน่งน้อยที่สุดคือประมาณ4 เดือน โดยได้รับการแต่งตั้งจากคณะรัฐมนตรี ให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงพลังงานเมื่อวันที่ 19 พ.ค 2558 และเกษียณอายุ เมื่อวันที่ 30 ก.ย.2558 อย่างไรก็ตาม หลังเกษียณอายุราชการ ดร.คุรุจิต ก็ยังมีบทบาทสำคัญในรัฐบาล โดยได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกรรมาธิการสภาปฎิรูปแห่งชาติ(สปช.)ด้านพลังงาน และเป็น ประธานคณะกรรมาธิการสภาปฎิรูปประเทศ(สปท.) ด้านพลังงาน 
     
    12.ดร.อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม มีชื่อเล่นว่า "ตุ้ม" เป็นผู้บริหารระดับสูงคนแรกที่ได้เป็น ปลัดกระทรวงพลังงาน สองรอบ โดยรอบแรก เมื่อวันที่27มิ.ย.2557 ถึง 24พ.ค.2558 และ รอบที่สองเมื่อวันที่1ต.ค.2558ถึง 30ก.ย.2560 โดยผลงานชิ้นโบว์แดง ที่นายธรรมยศ  ปลัดกระทรวงพลังงานคนปัจจุบัน ยกให้เป็นเครดิต คือการจัดทำแผนบูรณาการด้านพลังงาน 5แผนของกระทรวง เพื่อให้มีผู้รับผิดชอบดำเนินการที่ชัดเจน  ประกอบด้วยแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า(PDP ) แผนพัฒนาพลังงานทดแทน (AEDP) แผนอนุรักษ์พลังงาน (EEP) แผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง (Oil Plan )แผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ(Gas Plan )
     
    (ซ้าย) ดร.ทวารัฐ  (ขวา) ดร.สราวุธ
     
    13.ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) มีชื่อเล่นว่า "โจ๊ะ " ถือเป็นโฆษกกระทรวงพลังงานที่หนุ่มที่สุด  และยังเป็นผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงที่มีอายุน้อยที่สุด คือ 48 ปี โดยบทบาทสำคัญของสนพ.ในมือของ ดร.ทวารัฐ คือการขับเคลื่อนนโยบายEnergy 4.0 ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน  ไปสู่การปฎิบัติ อย่างเป็นรูปธรรม อาทิ เรื่องของ ยานยนต์ไฟฟ้า( EV) ระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน (Energy Storage)  การพัฒนาเมืองอัจฉริยะต้นแบบ (Smart Cities -Clean Energy) โดยมีเป้าหมายที่จะช่วยให้ประเทศมีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ มีความมั่นคงทางพลังงาน   สอดรับกับนโยบายThailand 4.0 ของรัฐบาล 
     
    14. ดร.สราวุธ แก้วตาทิพย์  รองอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ และเป็นรองโฆษกกระทรวงพลังงาน  มีชื่อเล่นว่า  " ฟลุ้ค" ถือเป็นหนึ่งหัวขบวนของข้าราชการคนหนุ่มรุ่นใหม่ ที่จะเข้ามารับผิดชอบงานสำคัญของกระทรวงพลังงานในอนาคต  เพราะในวันที่30 ก.ย.2561 ที่ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพลังงานจะเกษียณอายุราชการหลายคน  นั้น  ดร.ฟลุ้ค จะกลายเป็นรองอธิบดี ที่มีอาวุโสสูงสุด ที่มีโอกาสก้าวขึ้นไปทดแทนตำแหน่งที่ว่างลง 
     
     
    15.มาสคอตของกระทรวงพลังงานที่ได้เป็นมาสคอตที่ดังระดับนานาชาติ คือ  "น้องพลัง" ซึ่งเป็นมาสคอตที่ออกแบบจากฝักข้าวโพด เพื่อใช้ในการสื่อสารงาน Astana Expo 2017 ที่จัดขึ้นที่ประเทศคาซัคสถาน  โดยกระทรวงพลังงานของไทย เข้าไปมีส่วนร่วมในการแสดงศักยภาพด้านพลังงานทดแทนของประเทศ ในพื้นที่ อาคารศาลาไทย(Thailand Pavilion) ภายใต้แนวคิด“การพัฒนาด้านพลังงานชีวภาพเพื่อมนุษยชาติ (Bioenergy for All)” 
     
    ความดังของ"น้องพลัง "ถึงขั้นที่ผู้จัดงานขอเชิญให้เป็นสัญลักษณ์ตัวแทนของประเทศไทย ในHall of Fame ของงานWorld Expo ที่นครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน เลยทีเดียว 
     

Date : 02 / 10 / 2017

  • Date : 02 / 10 / 2017
    เชฟรอนฯนำร่องรื้อถอนส่วนบนของ4แท่นหลุมผลิตปิโตรเลียมเดือนพ.ย.นี้
    เชฟรอนฯ นำร่องรื้อถอนส่วนบนของแท่นหลุมผลิตปิโตรเลียม 4 แท่น ประกอบด้วย แท่นหลุมผลิตยะลาเอ (YAWA) แท่นหลุมผลิตจักรวาลบี (JKWB) แท่นหลุมผลิตฟูนานเอ็ม (FUWM) และแท่นหลุมผลิตฟูนานแอล (FUWL) ซึ่ง ไม่มีสมรรถนะเชิงพาณิชย์ ไปกำจัดบนฝั่งเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ในเดือนพ.ย.2560 นี้  โดยระบุขั้นตอนชัดเจน ตั้งแต่การตัดแท่น การยก การขนส่ง และทำความสะอาด ที่เน้นความปลอดภัย และไม่มีสารปนเปื้อน  
     
    เมื่อเร็วๆนี้ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ร่วมกับ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ได้จัดกิจกรรมสัมมนารับฟังความคิดเห็น “โครงการศึกษาการนำส่วนบนของแท่นหลุมผลิตไปกำจัดบนฝั่ง” มีนายชายชาญ เอี่ยมเจริญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี เป็นประธาน ภายในงานมีส่วนราชการ ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐในจังหวัดชลบุรี และผู้มีส่วนได้เสียจากภาคส่วนต่างๆ ตลอดจนผู้แทนจากบริษัท เชฟรอนฯ เข้าร่วมแสดงความคิดเห็น
     
    สำหรับการดำเนินกิจกรรมการรื้อถอนแท่นหลุมผลิตปิโตรเลียม นั้นยังไม่เคยมีการดำเนินการมาก่อนในประเทศไทย  กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติในฐานะหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ในการกำกับดูแลการประกอบกิจการปิโตรเลียมของประเทศ จึงให้มีโครงการศึกษาการนำส่วนบนของแท่นหลุมผลิตไปกำจัดบนฝั่ง โดยมอบหมายให้บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ซึ่งมีองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ในการดำเนินงานรื้อถอนในภูมิภาคอื่นๆ มาก่อน เป็นผู้ดำเนินโครงการนำร่อง เพื่อศึกษาเทคนิคการจัดการที่มีความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของประเทศ รวมทั้งประเมิน และพัฒนาขีดความสามารถด้านการรื้อถอนของผู้ประกอบการไทย ตลอดจนเป็นข้อมูลพื้นฐานในการจัดทำขั้นตอนในการปฏิบัติงานสำหรับการจัดการกับแท่นหลุมผลิตปิโตรเลียมในอนาคต
     
    ทั้งนี้ในการนำร่อง รื้อถอน ส่วนบนของแท่นหลุมผลิตปิโตรเลียมในทะเลที่โครงการฯ ได้พิจารณาเลือกมี 4 แห่ง  ประกอบด้วย แท่นหลุมผลิตยะลาเอ (YAWA) แท่นหลุมผลิตจักรวาลบี (JKWB) แท่นหลุมผลิตฟูนานเอ็ม (FUWM) และแท่นหลุมผลิตฟูนานแอล (FUWL) ซึ่งได้หยุดการผลิตเนื่องจากหลุมผลิตทั้งหมดได้ผลิตจนหมดปริมาณสำรอง ไม่มีสมรรถนะเชิงพาณิชย์ของการเจาะหลุมผลิตเพิ่มเติม และไม่มีแผนการใช้งานในอนาคต โดยเมื่อการดำเนินงานแล้วเสร็จ บริษัท เชฟรอนฯ จะได้จัดทำรายงานการสิ้นสุดโครงการ และนำเสนอกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติต่อไป
     
    นายชายชาญ เอี่ยมเจริญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี 
     
    นายชายชาญ  เอี่ยมเจริญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี  กล่าวว่า จังหวัดชลบุรีมีพื้นที่ที่มีความเกี่ยวข้องกับการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมโดยเป็นที่ตั้งของพื้นที่ก่อสร้างส่วนประกอบของแท่นที่ใช้ในอ่าวไทย รวมทั้งเป็นฐานสนับสนุนบนฝั่งในระหว่างการสำรวจและผลิต รวมถึงอาจใช้เป็นพื้นที่ในการรองรับและจัดการวัสดุที่รื้อถอนขึ้นมาจากอ่าวไทยอีกด้วย การประชุมรับฟังความคิดเห็นในวันนี้ จึงถือเป็นโอกาสอันดี ที่ทุกท่านจะได้รับทราบรายละเอียดโครงการและข้อมูลที่เกี่ยวข้องไปพร้อมกัน เช่น ผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและมาตรการต่างๆ ที่ได้เตรียมการไว้รองรับผลกระทบในประเด็นที่สำคัญ
     
    ดังนั้น หากผู้เข้าร่วมสัมมนามีความคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะใดๆ ก็ขอให้แสดงความคิดเห็นกันอย่างเต็มที่ เพื่อที่จะได้นำข้อคิดเห็นที่ได้รับในครั้งนี้ ไปพิจารณาปรับปรุงแผนและขั้นตอนการดำเนินงานของโครงการด้านสิ่งแวดล้อมจากการรื้อถอนให้มีความครบถ้วน สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น และเป็นการร่วมกันพัฒนาประเทศไทยไปในทิศทางที่ถูกต้อง โปร่งใส และเป็นที่ยอมรับของทุกภาคส่วน
     
    นายอรรถพล  อ่างคำ ผู้อำนวยการกองความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กล่าวว่า การผลิตปิโตรเลียมในอ่าวไทยประกอบด้วยแท่นหลุมผลิต ซึ่งการจัดกิจกรรมการรับฟังความคิดเห็นในครั้งนี้เป็นการศึกษานำส่วนบนของแท่นหลุมผลิตไปกำจัดบนฝั่ง  ซึ่งได้มีการศึกษาเปรียบเทียบกับกรณีในต่างประเทศ แต่มีข้อแตกต่างกับไทยทีมีระยะทาง 150 กิโลเมตร  ความลึกน้ำ 70 เมตร ดังนั้น แท่นหลุมผลิตปิโตรเลียมในอ่าวไทยมีกว่า 300 แท่น จึงได้นำมาเป็นโครงการนำร่องรื้อถอนก่อน 4 แท่น เพื่อศึกษากรณีมีการตัดแท่นหลุมผลิต ทำความสะอาด ยกลงเรือ และขนส่งไปยังพื้นที่จัดการของเสียในจังหวัดชลบุรีจะจัดการอย่างไร
     
     “กิจกรรมที่เกิดขึ้นทั้งหมดทำอยู่เหนือน้ำ  ไม่ว่าจะเป็นการตัดแท่นผลิต การยก ซึ่งได้มีการดูแลเรื่องความปลอดภัย  ที่สำคัญการทำความสะอาด  ต้องไม่มีสารปนเปื้อน ไม่มีสารไฮโดรคาร์บอน การล้างเป็นระบบปิด ไม่มีการระบาย ทิ้งลงน้ำส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยแท่นหลุมผลิตปิโตรเลียมที่ถูกตัดจะต้องเป็นหลุมปิโตรเลียมที่มีการปิดหลุมอย่างถาวรแล้ว ไม่มีการใช้งานมา 1 ปี เพื่อให้เกิดความมั่นใจระหว่างการรื้อถอนว่า ไม่มีสารปนเปื้อนอย่างแน่นอน”
     
    นายสุขสรรพ์  จินะณรงค์  วิศวกรสิ่งแวดล้อมอาวุโส กล่าวว่า  โครงการฯ ได้กำหนดขอบเขตของการดำเนินงาน ประกอบด้วย ส่วนบนของแท่นหลุมผลิตในทะเล 4 แท่น ได้แก่ แท่นหลุมผลิต YAWA  JKWB FUWM และ  FUWL เส้นทางการเดินเรือขนส่งระหว่างตำแหน่งในทะเล ซึ่งเป็นพื้นที่มีกิจกรรมการรื้อถอน และสถานที่แยกชิ้นส่วนและจัดการวัสดุและของเสียจากการรื้อถอน จังหวัดชลบุรี รวมถึงเส้นทางบนบกไปยังสถานที่จัดการของเสีย อย่างไรก็ตาม การประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมที่จะดำเนินการที่สถานที่แยกชิ้นส่วนของส่วนบนของแท่นหลุมผลิต และการจัดการของเสียจะดำเนินการโดยบริษัทเจ้าของสถานที่แยกชิ้นส่วน ซึ่งอยู่ภายใต้ใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานและการกำกับดูแลของกรมโรงงานอุตสาหกรรม 
     
     ทั้งนี้ ภายหลังจากการรื้อถอนของแท่นหลุมผลิตออกแล้ว และมีการเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่แล้ว จะเหลือขาแท่นวางไว้ที่เดิม อย่างไรก็ตาม จะมีการติดตั้งพื้นที่ทำงานชั่วคราว อุปกรณ์แปลงพลังงานแสงอาทิตย์ อุปกรณ์ช่วยทาง และอุปกรณ์สะท้อนเรดาร์บนขาแท่นหลุมผลิตที่ปล่อยไว้ที่เดิม เพื่อแจ้งตำแหน่งให้ผู้ใช้พื้นที่ในทะเลไม่ว่าจะเป็นเรือขนส่งสินค้า และเรือประมง
     
    สำหรับกิจกรรมการรื้อส่วนบนของแท่นหลุมผลิตจะดำเนินการงานตามข้อกำหนดในกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยได้วางแผนโครงการฯ และออกแบบทางวิศวกรรมมาตั้งแต้ต้นปีนี้ คาดว่าจะสามารถเริ่มรื้อส่วนบนของแท่นหลุมผลิตแห่งแรกออกและขนส่งไปจัดการบนฝั่งได้ในเดือนตุลาคม 2560
     
    ส่วนสถานที่แยกชิ้นส่วนและจัดการวัสดุและของเสียจะเริ่มกิจกรรมได้ประมาณเดือนพฤศจิกายน 2560 โดยใช้เวลาประมาณ 45 วัน/แท่นหลุมผลิต รวมประมาณ 180 วัน หรือประมาณ 6 เดือนสำหรับฐานหลุมผลิต 4 แท่น ซึ่งจะมีการดำเนินงานไปจนถึงประมาณเดือนเมษายน 2561
     
    ทางด้านผู้เข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ได้แสดงความคิดเห็นกันอย่างกว้างขวาง  โดยนายสุวิทย์  แซ่ลิ้ม  ตัวแทนจากสำนักงานประมงจังหวัดชลบุรี  กล่าวว่า การรื้อถอนแท่นหลุมผลิตปิโตรเลียมส่วนบนตนคิดว่า บริษัท เชฟรอนฯ ได้พิจารณาความเหมาะสมแล้วให้มีผลกระทบน้อยที่สุด จึงไม่กังวลแต่ประการใด ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทได้ทำการประชาสัมพันธ์ให้ชาวประมงได้รับทราบมาตลอด  อย่างไรก็ตามยังมีความเป็นห่วงเรื่องขาแท่นด้านล่างในอนาคตจะดำเนินการถอนอย่างไร และมีวิธีไม่ให้ก๊าซไหลออกมาส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไร
     
    เช่นเดียวกับนาวาโท ประเสริฐ สุขพิทักษ์  ผู้แทนจากกองทัพเรือ ภาคที่ 1 กล่าวว่า การรื้อถอนแท่นหลุมผลิตออกไปแล้ว  แต่ยังเหลือขาแท่นส่วนล่างอยู่ การดำเนินมาตรการรักษาความปลอดภัยของเรือประมงมีไว้อย่างไร เพื่อให้ชาวประมงเกิดความมั่นใจ 
     
     ต่อคำถามดังกล่าว นายอรรถพล ชี้แจงว่า  แม้ว่ารื้อถอนแท่นหลุมผลิตส่วนบนออกไป เหลือไว้แต่ขาแท่นด้านล่าง แต่ยังคงระยะปลอดภัยไว้ 500 เมตร เหมือนเดิม มีการติดตั้งสัญญาณไฟกะพริบ และอุปกรณ์สะท้อนเรดาร์ไว้จุดเดิมก่อนหน้านี้  เพื่อแจ้งตำแหน่งเรือขนส่งสินค้า และเรือประมง  ซึ่งที่ผ่านมาก็ไม่มีประวัติว่าเรือประมงวิ่งมาชนแท่นแต่อย่างใด
     
    นายอรรถพล ย้ำว่า ส่วนความเป็นห่วงจะมีก๊าซธรรมชาติไหลออกมาจากท่อปิโตรเลียมนั้น ขอเรียนว่า แท่นหลุมผลิตปิโตรเลียมที่มีการรื้อถอนได้หยุดการใช้งานมา 1 ปีแล้ว จึงไม่มีก๊าซปิโตรเลียมหลงเหลืออยู่แล้ว ขณะเดียวกันขั้นตอนการปิดปากหลุมปิโตรเลียมได้นำซีเมนต์อัดลงไป 3-4 ชั้น เมื่อซีเมนต์แข็งตัวก็ได้มีการทดสอบแรงอัดที่มากกว่าในหลุม เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่า ไม่มีปิโตรเลียมไหลออกมาอย่างแน่นอน
     
    ส่วนนายภควัจน์  วงศาวัฒนา หัวหน้าฝ่ายความปลอดภัยในการทำงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชลบุรี   ฝากให้ดูแลความปลอดภัยของลูกจ้างขณะปฏิบัติหน้าที่ พร้อมสอบถามว่า แท่นปิโตรเลียมด้านบนที่มีการรื้อถอนออกจะนำไปจัดการแยกชิ้นส่วนที่ไหน
     
    ในเรื่องนี้ นายสุขสรรพ์ กล่าวให้ความมั่นใจว่า บริษัทรับเหมาได้ปฏิบัติตามกฎหมายแรงงาน เพื่อดูแลความปลอดภัยของลูกจ้างทุกขั้นตอนอยู่แล้ว ส่วนพื้นที่ที่จะใช้เป็นสถานที่แยกชิ้นส่วนแท่นปิโตรเลียม และจัดการวัสดุและของเสียได้เลือกใช้โซนด้านใต้ของท่าเรือแหลมฉบัง  โดยวัสดุและของเสียที่เกิดขึ้นจะกระจายไปจัดการตามสถานที่ต่างๆ เช่น  เตาเผาของปูนซีเมนต์ ที่จังหวัดสระบุรี  หรือนำไปฝังกลบที่จังหวัดระยอง เป็นต้น 
     

     

Date : 01 / 10 / 2017

  • Date : 01 / 10 / 2017
    เวทีอำลาข้าราชการ"อารีพงศ์"มั่นใจ ปลัดพลังงานคนใหม่และข้าราชการรุ่นใหม่ มีศักยภาพ
    สรุปความสำคัญ เวทีอำลาข้าราชการกระทรวงพลังงาน  "อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม"  มั่นใจ ปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่"ธรรมยศ ศรีช่วย"เป็นคนดี มีจุดยืน และมีศักยภาพที่จะทำงานสอดประสานระหว่างหน่วยงาน ให้เป็นหนึ่งเดียว ในขณะที่ข้าราชการรุ่นใหม่ ต้องขยับย้ายทำงานต่างกรมฯเพื่อให้รอบรู้ในการทำงาน  นำพาองค์กรช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ
     
    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center-ENC) รายงานว่า เมื่อวันที่29ก.ย.2560 กระทรวงพลังงานได้จัดงาน"ปลัดกระทรวงพลังงาน อำลาข้าราชการและเจ้าหน้าที่กระทรวงพลังงาน" โดยมีผู้บริหารระดับสูง นำโดยนายธรรมยศ ศรีช่วย รองปลัดกระทรวงพลังงาน ว่าที่ปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่  และผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจในกำกับดูแลของกระทรวงพลังงานทั้งการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)  บริษัทปตท.จำกัด(มหาชน) และข้าราชการ เจ้าหน้าที่กระทรวงพลังงาน เข้าร่วมงานอย่างอบอุ่น  โดยไฮไลท์สำคัญของงาน คือการขึ้นกล่าวคำอำลา ของนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ในฐานะปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นเวทีสุดท้าย ก่อนที่จะเกษียณอายุราชการ 
     
    โดย นายอารีพงศ์ ได้กล่าวแสดงความรู้สึกดีใจ ที่ได้มีโอกาสกลับมารับตำแหน่งปลัดกระทรวงพลังงานและได้ร่วมทำงานกับผู้บริหารและข้าราชการกระทรวงพลังงานอีกเป็นรอบที่สอง  ซึ่งน่าจะเป็นปลัดกระทรวงพลังงานคนเดียวที่ได้กล่าวคำอำลากับข้าราชการถึงสองครั้ง
     
    นายอารีพงศ์ กล่าวว่า ตลอด3ปีที่ผ่านมา ในตำแหน่งปลัดกระทรวงพลังงาน ได้เรียนรู้ประสบการณ์อย่างมากมาย  และเห็นว่ากระทรวงพลังงานเป็นองค์กรที่ทุกคนมีศักยภาพ  และรู้สึกสบายใจ ในวันที่กระทรวงพลังงานมีการจัดงานสัมมนาภายใน ที่พัทยา ที่ได้เห็นข้าราชการรุ่นใหม่ เป็นบุคลากรที่มีศักยภาพเพียงพอที่จะก้าวขึ้นมา  เป็นผู้บริหารระดับสูงต่อไปในอนาคตได้ 
     
     
    นายอารีพงศ์ ได้กล่าวถึง นายธรรมยศ ศรีช่วย รองปลัดกระทรวงพลังงาน ที่จะขึ้นมาเป็นปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่ ว่า ได้มีการผ่องถ่ายงาน ให้นายธรรมยศ มา2-3 เดือนล่วงหน้าแล้ว  และมีความมั่นใจว่า นายธรรมยศ เป็นคนดี  มีจุดยืนในการทำงาน ซึ่งถือเป็นสิ่งที่สำคัญในการทำงาน
     
    นอกจากนี้ยังกล่าวถึง การแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพลังงาน ด้วยว่า  ได้มีการวางแผนล่วงหน้า ให้มีการขยับไปทำงานในกรมต่างๆ  แทนที่จะอยู่ทำงานที่กรมเดียว  เพื่อเป็นการวางผู้นำในอนาคต  ซึ่งได้เริ่มทำกันมา2ปีแล้ว  โดยหวังจะให้กระทรวงพลังงานเป็นองค์กรที่มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและมีบทบาทในการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ 
     
    " หลายๆท่านที่ถูกย้ายไปที่ต่างกรม ท่านอย่าเสียใจ นี่คือโอกาสการเรียนรู้ของท่าน เป็นโอกาสที่จะสร้างให้มีความรอบรู้ในการทำงาน  วันนี้ เราเริ่มต้นจากที่ผู้ใหญ่เป็นหนึ่งเดียวกัน  รู้งานเราจะทำงาน สอดประสานกันอย่างไร เป็นจุดเริ่มต้นที่จะสร้างความเป็นหนึ่งเดียวในกระทรวงพลังงาน  เมื่อมีความเป็นหนึ่งเดียวเมื่อไหร่  กระทรวงพลังงานก็จะเป็นกระทรวงที่มีศักยภาพ ถึงแม้ว่าจะมีบุคลากรแค่1,400คน  แต่งานของท่าน 5-6แสนล้าน นับว่า เยอะมาก  ทั้ง ปตท. กฟผ. วันนี้รวมอยู่เป็นแผนเดียวกัน ผู้บริหารปตท. กฟผ.ก็เป็นหนึ่งเดียวกัน  เชื่อมกันกับกระทรวงพลังงาน "  นายอารีพงศ์ กล่าว 
     
    โดยในช่วงท้าย นายอารีพงศ์ ได้กล่าวขออภัยผู้บริหารและข้าราชการทุกคนที่เคยดุว่า หรือล่วงเกิน โดยยืนยันว่า สิ่งที่ได้ว่ากล่าวไปนั้น ล้วนเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับงาน  ไม่เคยมีเรื่องที่เป็นส่วนตัว
     
     " มาถึงจุดนี้ สิ่งใดที่ในการประชุมระหว่างทาง ผมอาจจะมีอารมณ์ร้อน ใจร้อน จะดุไปเยอะ ไม่มีอะไรอยู่ในเรื่องส่วนตัวแม้เพียงแต่นิดเดียว ท่านไม่ต้องห่วง เวลาเดินผ่านที่ผมต้องดุท่านไป ก็เป็นเรื่องงานทั้งนั้น ก็  ต้องขออภัยที่บางครั้งที่ล่วงเกินไป " นายอารีพงศ์ กล่าว
     
    ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า หลังจากการกล่าวคำอำลาข้าราชการ นายอารีพงศ์  ก็ได้มอบหนังสือพ็อคเกตบุค ชื่อ " ดร.อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ข้าราชการมืออาชีพ จากคลังถึงพลังงาน " ให้กับข้าราชการกระทรวงพลังงานและเจ้าหน้าที่ ที่มาร่วมงานไว้เป็นที่ระลึกด้วย  โดยเป็นหนังสือที่เรียบเรียงถึงประวัติ ชีวิตการทำงานข้าราชการของนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม  ตั้งแต่เริ่มต้นทำงานที่กระทรวงการคลัง และโยกย้ายไปยังหน่วยงานต่างๆ ก่อนที่จะมาเกษียณอายุราชการในตำแหน่งปลัดกระทรวงพลังงาน  จนได้รับฉายาจากสื่อมวลชน ว่าเป็นปลัดแมวเก้าชีวิต