บทความทั้งหมด

Date : 14 / 06 / 2017

  • Date : 14 / 06 / 2017
    รวมฮิตมาสคอตพลังงาน ยุค Energy4.0

    เป็นที่รับทราบกันดีในประชาชนทั่วไปว่า เรื่องของภาคพลังงาน เป็นเรื่องที่สร้างความเข้าใจยาก เพราะค่อนข้างมีความซับซ้อน นอกจากเรื่องของปิโตรเลียม ที่ไล่มาตั้งแต่ธุรกิจต้นน้ำคือการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม จนกระทั่งถึงธุรกิจปลายน้ำ ทั้งก๊าซธรรมชาติ น้ำมันดิบ ธุรกิจโรงกลั่น ธุรกิจค้าปลีก น้ำมันสำเร็จรูป แล้ว ยังแบ่งภาคออกไปเป็นเรื่องของ ไฟฟ้า ที่มาจากหลายแหล่งเชื้อเพลิง ทั้งที่เป็นฟอสซิล(ก๊าซฯ น้ำมัน ถ่านหิน) และพลังงานทดแทน (พลังงานแสงอาทิตย์ ลม ขยะ ชีวมวล  ก๊าซชีวภาพ พลังน้ำ) และเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ เป็นต้น  

    เมื่อการสื่อสารเรื่องของพลังงานให้คนเข้าใจ มีข้อจำกัด เพราะการอธิบายที่ยากไป ยาวเกินไป หรือวิชาการมากเกินไป คนก็อาจจะไม่ตอบรับ หรือให้ความสนใจอย่างที่ควรจะเป็น กระทรวงพลังงาน จึงมีแนวคิดในการสร้างตัวการ์ตูนสัญลักษณ์ หรือ มาสคอต ในลักษณะต่างๆ มาช่วยดึงความสนใจให้คนที่ยังไม่มีพื้นฐานความรู้ด้านพลังงานมาก่อน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน เกิดความประทับใจในตัวมาสคอต นั้นๆ แล้วได้ค่อยๆ เรียนรู้ ไปพร้อมความรู้สึกสนุกสนานในคาแรกเตอร์ต่างๆ ของตัวมาสคอตเหล่านั้น  อย่างสอดรับกับยุค Thailand 4.0 และ Energy 4.0  ที่มีการพัฒนาตัวมาสคอตด้านพลังงาน เข้าไปอยู่ในช่องทางการสื่อสารรูปแบบใหม่ อย่างเช่น Line application หรือสร้างเป็นตัวละคร Animation ผูกเป็นเรื่องราว ให้ผู้คนได้ติดตาม

    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center-ENC) ได้รวบรวมเหล่าบรรดาตัวการ์ตูน มาสคอต หรือมาสคอต ด้านพลังงาน ทั้งที่เคยผ่านหูผ่านตา และที่หลายคนยังไม่เคยรู้จัก มาให้ได้รู้จักกันมากขึ้น

     1.”ก็อตจิ (Godji)” ของปตท.  ถือได้ว่าเป็นตัวมาสคอตพลังงาน ที่คนทั่วไปรู้จักมากที่สุด และเป็นตัวมาสคอตที่ช่วยในการสื่อสารแบรนด์ของปตท.ให้คนจดจำได้ดีที่สุด โดยเฉพาะกับธุรกิจน้ำมันของปตท.  โดย ปตท.เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ก็อตจิ และมีการสร้างตัวละครอื่นขึ้นมาให้กลายเป็นครอบครัวก๊อตจิ  พัฒนาให้เป็นการ์ตูน Animation และเรื่องราวผจญภัยสอดแทรกด้วยสาระด้านพลังงาน เป็นตอนๆ ออกฉายทางทีวี และทาง youtube ที่มีเด็กๆติดตามชมเป็นจำนวนมาก  นอกจากนี้ ยังสร้าง ก็อตจิ ให้เป็นสติ๊กเกอร์ไลน์ ให้ผู้คนได้ส่งถึงกัน ตอกย้ำความเป็นตัวแทนในแบรนด์ ปตท.

    2.”น้องพลัง”(Pa-Lang) ของกระทรวงพลังงาน เป็นมาสคอตที่ออกแบบจากฝักข้าวโพด เพื่อใช้ในการสื่อสารงาน Astana Expo 2017 ที่ประเทศไทยโดยกระทรวงพลังงานเข้าไปมีส่วนร่วมในการแสดงศักยภาพด้านพลังงานทดแทนของประเทศ ในพื้นที่ อาคารศาลาไทย(Thailand Pavilion) ภายใต้แนวคิด“การพัฒนาด้านพลังงานชีวภาพเพื่อมนุษยชาติ (Bioenergy for All)”  โดยคนไทยและคนต่างประเทศรู้จัก มาสคอต ”น้องพลัง”มากขึ้น เพราะกระแสดราม่า จากนายฮิโระ โยชิมูระ นายกเทศมนตรีเมืองโอซากา ทวิตข้อความว่า มาสคอต ”น้องพลัง” ไปคล้ายกับตัวการ์ตูน ผลไม้สาลี่ ชื่อดังของญี่ปุ่น ที่ชื่อ Funassyi (ฟุนัชชี่)  

    อย่างไรก็ตาม “น้องพลัง” ยังทำหน้าที่ เป็นตัวแทนประเทศไทย เพื่อเชิญชวนให้ชาวคาซัคสถาน เข้ามาเยี่ยมชมอาคารศาลาไทย ในงาน Astana Expo 2017ไปจนถึงวันที่ 10 กันยายน 2560  หลังจากนั้นก็ต้องติดตามดูว่า กระทรวงพลังงาน จะหยิบเอาตัวมาสคอต “น้องพลัง” มาใช้ในการสื่อสารเรื่องราวด้านพลังงานในโอกาสอื่นๆอีกหรือไม่

     

    3. “หิ่งห้อย” เป็นมาสคอตตัวเอกที่กระทรวงพลังงาน ภูมิใจนำเสนอและใช้เป็นสัญลักษณ์ตัวแทนของกระทรวงพลังงาน เพื่อสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจ ถึงการสร้างพลังในตัวเอง โดยหิ่งห้อยถือเป็นสัตว์ที่มีแสงสว่างในตัวเอง เปรียบเหมือนประเทศไทยที่สามารถผลิตพลังงานใช้เองได้  จึงถูกนำไปร่วมกิจกรรมมากมาย ที่กระทรวงพลังงานเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นและเกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วมของประชาชน ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา อาทิ กิจกรรม มีพลังงานมีความสุข  งานครบรอบ 10 ปีกระทรวงพลังงาน และการรณรงค์ประหยัดพลังงานของพลังงานจังหวัดเกือบทุกแห่ง ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา

    4. "เหมียวมั่น" เป็น มาสคอตแมว ที่สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) นำมาใช้เป็นตัวแทนของการรณรงค์ประหยัดพลังงานในโครงการรวมพลังหารสองประหยัดชัวร์ ด้วยสัญลักษณ์ของแมวที่ไว้ผมทรงหน้าม้าและการแสดงออกอย่างมั่นใจ สื่อถึงความมั่นใจว่าหากประชาชนช่วยกันปิดไฟฟ้าที่ไม่ใช้ ปรับอุณภูมิเครื่องปรับอากาศมาที่ 25 องศา ปลดปลั๊กไฟที่ไม่ใช้ และเปลี่ยนอุปกรณ์มาเป็นรุ่นประหยัดไฟฟ้า ก็จะช่วยให้เกิดการประหยัดพลังงานได้แน่นอน 


     

    5. "ถ่านน้อย" เป็นมาสคอตที่ออกแบบมาจากก้อนถ่านหิน ซึ่งการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) นำมาใช้เป็นตัวแทนในการสื่อสารเรื่องของถ่านหินเทคโนโลยีสะอาด ช่วยสร้างความน่าสนใจในการให้ความรู้ความเข้าใจเรื่องถ่านหินสะอาด และลดความหวั่นกลัวของประชาชน ทั้งนี้มาสคอต"ถ่านน้อย"ประจำอยู่ที่โรงไฟฟ้าแม่เมาะ และในพิพิธภัณฑ์ถ่านหินลิกไนต์แม่เมาะ หากใครได้ไปเยี่ยมชมงานแม่เมาะเฟสติวัล รวมถึงเยี่ยมชมโรงไฟฟ้าแม่เมาะ จ.ลำปาง และพิพิธภัณฑ์ถ่านหินลิกไนต์แม่เมาะ ก็จะได้พบกับเจ้าตัวมาสคอต "ถ่านน้อย" มาคอยต้อนรับเสมอ 

     

    6. “ฮีโร่พลังคิด” เป็นมาสคอต ของสนพ. ที่เน้นการสื่อสารด้านการอนุรักษ์พลังงาน กับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นเยาวชน  เพื่อ“ร่วมสร้างสรรค์อนาคตพลังงานของชาติ” ทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ 1) รับรู้ความจริงเพื่ออนาคตพลังงาน 2) ใช้อย่างสร้างสรรค์เพื่ออนาคตพลังงาน 3) สร้างแรงบันดาลใจเพื่ออนาคตพลังงาน  โดยช่วงหนึ่ง “ฮีโร่พลังคิด”  ถูกออกแบบให้อยู่ในสติ๊กเกอร์ไลน์ ใน 16 คาแรคเตอร์ ที่คนนิยมดาวน์โหลดไปใช้ โดยแบ่งออกเป็นสองส่วน คือ ส่วนที่ใช้แสดงอารมณ์ต่างๆ และส่วนที่เป็นการแนะนำการประหยัดและลดใช้พลังงาน 

    7. “น้องฮอทไลน์” เป็นมาสคอต ขวัญใจคนต่างจังหวัด เพราะมักออกงานกิจกรรมร่วมกับพลังงานจังหวัด เพื่อประชาสัมพันธ์เบอร์โทรด่วน (ฮอทไลน์) ถึงกระทรวงพลังงาน ในทุกเรื่องที่มีปัญหาเกี่ยวข้องกับด้านพลังงาน คือหมายเลข 021407000

     

    8.  DEDE Man and The Gang  เป็นมาสคอต ล่าสุด ที่กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.) เปิดตัวสู่สายตาประชาชนไปเมื่อวันที่ 11มิ.ย.2560ที่ผ่านมา ภายใต้โครงการรณรงค์ส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงพลังงาน โดยมีการสร้างเป็นสติ๊กเกอร์ไลน์ ให้ประชาชนได้ดาวน์โหลดไปใช้งานได้ฟรี เพียงกดรับ DEDE Man and The Gang  เป็นเพื่อนทางLine Application  ซึ่งพพ. หวังว่าคนรุ่นใหม่ที่ชอบการสื่อสารผ่านช่องทางไลน์ จะเข้าใจถึงสาระความรู้เกี่ยวกับเชื้อเพลิงชีวภาพมากขึ้น 

     

Date : 13 / 06 / 2017

  • Date : 13 / 06 / 2017
    สิ่งที่เหมือนและแตกต่างระหว่างพลังงานทดแทนกับพลังงานหมุนเวียน

    สิ่งที่เหมือนและแตกต่าง ระหว่างพลังงานทดแทนกับพลังงานหมุนเวียน

    คนที่ติดตามอ่านข่าวด้านพลังงาน  อาจจะรู้สึกสับสนอยู่บ้าง ว่าตกลงกระทรวงพลังงาน จะเน้นการส่งเสริมอะไรกันแน่ ระหว่างพลังงานทดแทน ที่ภาษาอังกฤษใช้ว่า Alternative Energy หรือว่าพลังงานหมุนเวียน ที่ใช้ว่า Renewable Energy หรือเรียกสั้นๆว่า RE  ลองมาหาคำตอบกันดู

    คำตอบก็คือกระทรวงพลังงานมีนโยบายที่จะส่งเสริมทั้งพลังงานทดแทนและพลังงานหมุนเวียน นั่นแหละ โดยเลือกใช้คำว่าพลังงานทดแทน ในแผน เพื่อที่จะสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจว่าเป็นประเภทพลังงานที่จะมาทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิล (ก๊าซ น้ำมัน ถ่านหิน)  ทั้งที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้า ความร้อน และเป็นเชื้อเพลิงในภาคการขนส่ง ซึ่งได้แก่ พลังงานแสงอาทิตย์  พลังงานลม พลังงานจากขยะ   ชีวมวล (ไบโอแมส ) ก๊าซชีวภาพ(ไบโอแก๊ส)  พลังงานน้ำ ทั้งเขื่อนขนาดใหญ่และเขื่อนขนาดเล็ก พลังงานจากคลื่นในทะเล   พลังงานจากความร้อนใต้พิภพ และเชื้อเพลิงชีวภาพ คือ เอทานอล ไบโอดีเซล   ทั้งนี้ในมุมของต่างประเทศพลังงานทดแทนนั้นหมายรวมถึง พลังงานนิวเคลียร์ด้วย ส่วนของประเทศไทยนั้น พลังงานนิวเคลียร์ ยังไม่นำมารวมอยู่ในแผน AEDP 

    ที่ผ่านมากระทรวงพลังงาน มีการจัดทำเป็นแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (Alternative Energy Development Plan : AEDP2015) ที่ใช้ระหว่างปี2558-2579 โดยบูรณาการร่วมกับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ  หรือแผนพีดีพี   ซึ่งในแผนพีดีพีฉบับล่าสุด จะต้องมีการส่งเสริมให้มีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน ในสัดส่วน20% ในปี2579 แต่หากคิดรวมในภาพรวมทั้งที่ใช้ผลิตเป็นไฟฟ้า ความร้อน และเชื้อเพลิงในภาคขนส่ง การส่งเสริมพลังงานทดแทนตามแผน AEDP2015 จะมีสัดส่วน 30 %ของการใช้พลังงานขั้นสุดท้ายในปี 2579  ซึ่งในส่วนนี้ นายกรัฐมนตรีของไทย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มีนโยบายที่จะให้เพิ่มสัดส่วนของพลังงานทดแทนเพิ่มขึ้น เป็น40% และกรมพัฒนาพลังานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานกำลังอยู่ในระหว่างการศึกษาศักยภาพพลังงานทดแทนรายภาคเพื่อนำมาใช้ในการปรับปรุงแผนAEDP  ให้สอดคล้องกับนโยบาย

    ส่วนการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน หรือ RE นั้น ต้องการใช้สื่อสารให้ประชาชนเข้าใจถึง พลังงานที่ใช้ไปแล้วไม่มีวันหมดสามารถหมุนเวียนกลับมาได้อีก โดยเฉพาะ พลังงานแสงอาทิตย์  พลังงานลม พลังงานจากขยะ   ชีวมวล  ก๊าซชีวภาพ และพลังน้ำที่เน้นเฉพาะเขื่อนขนาดเล็ก  และส่วนใหญ่จะใช้ในเรื่องของการนำมาผลิตเป็นไฟฟ้า มากกว่าความร้อนหรือเชื้อเพลิงในภาคการขนส่ง

    โดยในภาคการผลิตไฟฟ้า กระทรวงพลังงานมีนโยบายการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่มีการใช้เชื้อเพลิงแบบผสมผสาน หรือที่เรียกว่า RE Hybrid  เพื่อให้การผลิตไฟฟ้ามีความเสถียร (Firm)  มากขึ้น

    ในแผนAEDP 2015นั้นตั้งเป้าหมายการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนเอาไว้ ภายในปี2579   พลังงานแสงอาทิตย์ จำนวน 6,000 เมกะวัตต์  ชีวมวล 5,570 เมกะวัตต์ พลังงานลม 3,002 เมกะวัตต์ พลังน้ำขนาดใหญ่ 2,906 เมกะวัตต์  พลังน้ำขนาดเล็ก 376 เมกะวัตต์ ก๊าซชีวภาพจาก(พืชพลังงาน) 680 เมกะวัตต์ และจากของเสีย น้ำเสีย 600 เมกะวัตต์ และจากขยะชุมชน 500 เมกะวัตต์ และขยะอุตสาหกรรม50 เมกะวัตต์

    ข้อมูลจากกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ระบุว่า ในปี2557 การใช้พลังงานทดแทน  ของประเทศไทย จะอยู่ในรูปของพลังงานความร้อนมากที่สุด คิดเป็นสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 60 ของการใช้พลังงานทดแทนทั้งหมด รองลงมา ได้แก่ เชื้อเพลิงชีวภาพ และไฟฟ้า โดยในปี 2557 การใช้พลังงาน ความร้อนคิดเป็นร้อยละ 64 เชื้อเพลิงชีวภาพ และไฟฟ้า คิดเป็นร้อยละ 19.7 และ 16.3 ตามลำดับ

    ทั้งนี้ กระทรวงพลังงาน มีการวางยุทธศาสตร์ส่งเสริมการพัฒนาพลังงานทดแทน เอาไว้ 3ด้าน  คือ1ยุทธศาสตร์ การเตรียมความพร้อมด้านวัตถุดิบและเทคโนโลยีพลังงานทดแทน  โดยจะต้องมีการพัฒนาความสามารถในการผลิต บริหารจัดการวัตถุดิบ ด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม  2 ยุทธศาสตร์ การเพิ่มศักยภาพการผลิต การใช้ และตลาดพลังงานทดแทนและ3ยุทธศาสตร์ การสร้างจิตสำนึกและเข้าถึงองค์ความรู้ข้อเท็จจริงด้านพลังงานทดแทน

    อ่านมาถึงบรรทัดนี้ คงจะหายสงสัย วัตถุประสงค์ของการสื่อความกันแล้วว่า  เรื่องไหนควรจะใช้ พลังงานทดแทน และเรื่องไหนที่จะใช้พลังงานหมุนเวียน 

Date : 30 / 05 / 2017

  • Date : 30 / 05 / 2017
    กฟผ. สนองนโยบายรัฐ พร้อมเป็นหลักลงทุนพลังงานหมุนเวียน

    กฟผ.สนองนโยบายรัฐ พร้อมเป็นหลักในการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนในอนาคต 2,000 เมกะวัตต์ ควบคู่กับโรงไฟฟ้าฟอสซิล ในระยะเปลี่ยนผ่านการพัฒนาประเทศ ในขณะที่นักวิชาการชี้รัฐต้องบริหารจัดการเชื้อเพลิงให้มีความเหมาะสม โดยคำนึงทั้งปัจจัยด้านเศรษฐศาสตร์ ความมั่นคงทางด้านพลังงาน  เทคโนโลยีด้านวิศวกรรม และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ระบุพลังงานหมุนเวียนไม่สามารถทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิลได้ทั้งหมด เหตุต้นทุนสูง ใช้พื้นที่มาก และไม่มีความแน่นอนในการผลิตไฟฟ้า

    เมื่อวันที่30 พ.ค.2560 ที่ กฟผ. สำนักงงานใหญ่ บางกรวย มีการจัดเสวนาเรื่อง “พลังงานทดแทน กฟผ. ความท้าทายในยุค 4.0” โดยมี นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการประจำสำนักผู้ว่าการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ดร.ภิญโญ  มีชำนะ นักวิชาการด้านเทคโนโลยีถ่านหินสะอาด  และ ดร.บุญรอด สัจจกุลนุกิจ นักวิชาการด้านพลังงานทดแทน ร่วมการเสวนาในครั้งนี้ โดยได้รับความสนใจจากพนักงาน กฟผ.เข้าร่วมการรับฟังเต็มที่นั่งห้องประชุม เกษมฯ อาคาร ต.040 ชั้น 9 พร้อมทั้งมีการถ่ายทอดงานเสวนาผ่านช่องทาง Facebook Live ของฝ่ายสื่อสารองค์การ กฟผ. ด้วย

    นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการประจำสำนักผู้ว่าการ กฟผ. กล่าวว่า  กฟผ. ได้จัดทำแผนลงทุนพลังงานหมุนเวียนให้สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงพลังงาน ซึ่งขยายเพิ่มจากเดิม 500 เมกะวัตต์ เป็น 2,000 เมกะวัตต์ โดยคาดว่าจะสามารถนำเสนอให้กระทรวงพลังงานพิจารณาให้ความเห็นชอบได้อีกครั้งภายในเดือน มิ.ย. นี้  จากเดิมที่ก่อนหน้านี้ กฟผ. ได้เคยนำเสนอแผนไปแล้วเมื่อเดือนธ.ค. 2559 แต่กระทรวงพลังงานสั่งให้นำกลับมาทบทวนใหม่

    โดยในแผนพลังงานหมุนเวียน 2,000 เมกะวัตต์ ที่เดิมเคยประมาณเอาไว้ว่าจะต้องใช้เงินลงทุน 2 แสนล้านบาท นั้น นายสหรัฐ กล่าวว่า ได้มีการปรับลดวงเงินลงทุนลงเหลือประมาณ 150,000 ล้านบาท เนื่องจากได้มีการลดสัดส่วนการลงทุนการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงชีวมวลลง และเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) ให้มากขึ้น โดยเน้นโครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำ( Floating Solar ) ซึ่งใช้พื้นที่อ่างเก็บน้ำ หรือเขื่อนเก็บน้ำของ กฟผ.เป็นหลัก และอยู่ในระหว่างการเจรจาเพื่อขอใช้พื้นที่อ่างเก็บน้ำของกรมชลประทาน

    ในส่วนของการลงทุนผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงชีวมวล นั้น กฟผ. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และวิสาหกิจชุมชน จะร่วมกันส่งเสริมให้มีการปลูกไม้โตเร็วเพื่อเป็นวัตถุดิบป้อนให้กับโรงไฟฟ้าของ กฟผ. ซึ่งจะเลือกพื้นที่ ที่สภาพดินเสื่อมโทรม ไม่เหมาะกับการปลูกพืชเศรษฐกิจอื่นๆ  โดย กฟผ. ยืนยันว่าการผลิตไฟฟ้าจากชีวมวลจะไม่ไปแย่งวัตถุดิบกับเอกชน อย่างที่มีข้อกังวล

    ทั้งนี้ ในแผนพัฒนาพลังงานหมุนเวียนที่ปรับปรุงใหม่นั้น แบ่งเป็นการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ 901เมกะวัตต์ จาก ชีวมวล596 เมกะวัตต์ จากพลังงานลม 231 เมกะวัตต์  จากพลังน้ำ 164 เมกะวัตต์ จากก๊าซชีวภาพ 56 เมกะวัตต์ จากขยะ 50 เมกะวัตต์ และจากพลังงานความร้อนใต้พิภพ 2 เมกะวัตต์

    สำหรับการลงทุนในช่วงเริ่มต้น ซึ่งกำหนดเป็นแผน 5 ปีนั้น (2560-2564) ถือว่ามีความชัดเจน  โดย กฟผ. จะมีการลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน จำนวนรวมประมาณ 180 เมกะวัตต์ โดยเน้นโครงการสำคัญ อาทิ โซลาร์เซลล์ลอยน้ำ (Floating Solar ) โครงการนำร่องระบบโซลาร์เซลล์ ควบคู่ไปกับระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage ) รวม 50 เมกะวัตต์ การลงทุนพลังงานลม จำนวน 24 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นการนำร่องระบบ Wind Hybrid  Fuel  Cell ที่ลำตะคอง การผลิตไฟฟ้าจากชีวมวล(Biomass) จำนวน 18 เมกะวัตต์ ที่ตั้งเป้าจะเป็นผู้นำโรงไฟฟ้าชีวมวลที่ทันสมัย เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

    นายสหรัฐ กล่าวด้วยว่า การลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนของ กฟผ.นั้น จะต้องมีต้นทุนค่าไฟฟ้าต่อหน่วยที่ต่ำกว่าที่เอกชนลงทุน และในภาพรวมยังมีความจำเป็นจะต้องดำเนินการควบคู่กันไปกับโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิล ในช่วงระยะเปลี่ยนผ่าน เช่นเดียวกับในหลายๆประเทศ

    ดร.ภิญโญ มีชำนะ  นักวิชาการด้านเทคโนโลยีถ่านหินสะอาด  กล่าวว่า การพิจารณาเลือกเชื้อเพลิงชนิดใดหรือโรงไฟฟ้าแบบใดในการผลิตไฟฟ้าสำหรับประเทศ นั้น ต้องคำถึงทั้งปัจจัยด้านเศรษฐศาสตร์ ความมั่นคงทางด้านพลังงาน  เทคโนโลยีด้านวิศวกรรม และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยความท้าทายในการนำพลังงานแสงอาทิตย์และลมมาใช้นั้น หากเป็นการทดแทนเชื้อเพลิงหลักทั้งหมด จะต้องใช้พื้นที่จำนวนมหาศาล  นอกจากนี้ พลังงานหมุนเวียนดังกล่าว ยังผลิตไฟฟ้าได้ไม่สม่ำเสมอ โดยผลิตได้เฉพาะช่วงที่มีแสงแดดและลมเท่านั้น  อีกทั้งยังต้องมีโรงไฟฟ้าฟอสซิลมาช่วย Backup ให้ และต้องมีการอุดหนุนค่าไฟฟ้า จึงจะเกิดขึ้นได้

    มีตัวอย่างของรัฐออสเตรเลียใต้ ที่หันมาส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนโดยยกเลิกโรงไฟฟ้าถ่านหิน จนเกิดกรณีไฟฟ้าดับวงกว้างในรัฐถึง 3 ครั้ง รวมทั้งมีราคาค่าไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้นจากเดิมถึง 12%

    ดร.บุญรอด สัจจกุลนุกิจ นักวิชาการด้านพลังงานทดแทน  กล่าวว่า การพัฒนาพลังงานหมุนเวียนของไทย จะต้องมีการผสมผสานกับเชื้อเพลิงประเภทอื่นในสัดส่วนที่เหมาะสม โดยให้ความสำคัญกับความมั่นคงด้านพลังงานเป็นสำคัญ  โดยที่ผ่านมา การส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนยังไม่ส่งผลกระทบต่อระบบผลิตไฟฟ้าโดยรวมมากนัก เพราะยังมีสัดส่วนที่น้อย คือประมาณ 8% แต่ก็เป็นสัดส่วนที่ถือว่าไทยเป็นผู้นำด้านพลังงานหมุนเวียนในภูมิภาคอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการพูดถึงการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนที่จะเพิ่มสัดส่วนไปถึง 25% และ 40%   นั้น ผลกระทบต่อระบบผลิตไฟฟ้าโดยรวมจะมีมากขึ้นและเป็นความท้าทายที่จะต้องมีระบบการบริหารจัดการให้ดี

    สำหรับในแง่ศักยภาพของพลังงานหมุนเวียนของไทยนั้น ที่ยังถือว่ามีศักยภาพที่ดีคือ พลังงานแสงอาทิตย์ และชีวมวล ซึ่งที่ผ่านมาถือว่ามีการพัฒนาไปได้อย่างรวดเร็ว โดยการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ นั้นมีจุดแข็งตรงที่มีการดำเนินการและบำรุงรักษาซึ่งไม่ยุ่งยาก ไม่มีค่าเชื้อเพลิง การผลิตสอดคล้องกับโหลดความต้องการใช้ไฟฟ้าที่มีมากในช่วงเวลากลางวัน  ส่วนจุดอ่อนคือ ยังมีต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่อหน่วยสูง แม้ว่าจะมีแนวโน้มราคาที่ลดลง และกรณีที่ไม่ได้เชื่อมโยงกับระบบสายส่งนั้น จะต้องมีระบบกักเก็บ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง และอายุการใช้งานต่ำ

Date : 28 / 05 / 2017

  • Date : 28 / 05 / 2017
    3ปีERSฟันธงไม่เอาNOCเร่งรัฐเดินหน้าบริหารจัดการแหล่งเอราวัณ บงกช ด้วยระบบสัมปทาน

    3ปี ERS ปิยสวัสดิ์  คุรุจิต  มนูญ ประสานเสียงไม่เอาบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ(NOC)เตือนซ้ำรอยวิกฤต เวเนซุเอลา  ชี้ระบบสัมปทานไทยแลนด์ทรี เหมาะสมสำหรับการบริหารจัดการแหล่งสัมปทานหมดอายุ เอราวัณ บงกช  เร่งรัฐรีบดำเนินการก่อนที่ประเทศจะเสียโอกาสด้านพลังงานไปมากกว่านี้   ในขณะที่มุมมองของบริษัทสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ยังเห็นว่าไทยเป็นประเทศที่มีเสน่ห์ด้านการลงทุนเพราะไม่มีปัญหาการก่อการร้าย  แต่แหล่งปิโตรเลียมไม่ได้มีศักยภาพสูงมากพอที่รัฐจะเรียกผลตอบแทนสูงเกินจริง

    ในงานDinner Talk  3ปีERS ซึ่งจัดขึ้นที่ สมาคมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถนนพญาไทเขต ปทุมวัน กรุงเทพฯ เมื่อช่วงค่ำของวันที่26 พ.ค.2560 ขึ้นข้อความบนเวทีเอาไว้ว่า” ยืนหยัดปฎิรูปพลังงานเพื่อความยั่งยืนของคนไทยทุกคน “ นอกเหนือจากการกล่าวนำสรุปภาพรวมการผลักดันแนวทางการปฎิรูปพลังงาน ต่อรัฐบาลทั้งในส่วนที่ประสบความสำเร็จและในส่วนที่ยังมีความล่าช้า ของนายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์  ในบทบาทของประธานกลุ่มปฎิรูปพลังงานเพื่อความยั่งยืน (ERS) แล้ว  ยังมีการเสวนาในหัวข้อ “อนาคตพลังงานไทย จะรุ่งหรือร่วง” โดยผู้ร่วมเสวนา ประกอบด้วยนายปิยสวัสดิ์ นายคุรุจิต นาครทรรพ อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน และประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านพลังงาน ของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) นายมนูญ ศิริวรรณ  นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน และ นางสาวศิริพร ไชยสุต   ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทในธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ซึ่งมีประสบการณ์การลงทุนในต่างประเทศ  ดำเนินรายการโดย นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย ผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างแบรนด์และสื่อสารการตลาด 

    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center –ENC) ซึ่งร่วมรับฟังการเสวนาในครั้งนี้ด้วย รายงานสรุปประเด็นสำคัญจากการเสวนา โดย ทั้งนายปิยสวัสดิ์ นายคุรุจิต และนายมนูญ ต่างให้ความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า รัฐไม่จำเป็นจะต้องตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ( National Oil Company )หรือNOC ขึ้นมาใหม่ โดยโครงสร้างการบริหารจัดการผลประโยชน์ด้านปิโตรเลียมในปัจจุบัน ที่มีการแยกบทบาทการกำกับดูแล หรือRegulator คือกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ และบทบาทของการเป็นหน่วยลงทุนและดำเนินกิจการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม คือ ปตท. และปตท.สผ. ออกจากกัน นั้น  มีประสิทธิภาพที่ดีอยู่แล้ว

                                                                 ปิยสวัสดิ์ ยันรัฐไม่จำเป็นต้องตั้งNOC เพราะกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติทำหน้าที่ได้ดีอยู่แล้ว

    “ ไม่มีความจำเป็นใดใดทั้งสิ้นที่จะต้องมีNOC โดยเฉพาะแบบที่คปพ.(เครือข่ายประชาชนปฎิรูปพลังงานไทย) นำเสนอ เพราะ จะนำไปสู่หายนะ  สิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศเวเนซุเอล่า คือสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในประเทศไทย หากเราจะเดินตามแบบนั้น   “ นายปิยสวัสดิ์ กล่าวแสดงความเห็น เมื่อถูกตั้งคำถามจากผู้ดำเนินรายการว่า ประเทศไทยควรจะมีการตั้งNOC ขึ้นมาใหม่หรือไม่

    เขากล่าวด้วยว่า  จากประสบการณ์ที่เคยทำงานในกระทรวงพลังาน  กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติถือ เป็นหน่วยงานที่มีประสิทธิภาพที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับหน่วยงานอื่นๆในกระทรวงพลังงาน   โดยไม่ต้องตั้งหน่วยงานอะไรขึ้นมาใหม่ ให้สิ้นเปลืองงบประมาณ  โดยถ้าจะปรับให้มีความคล่องตัวมากขึ้น ก็สามารถออกหลักเกณฑ์ขึ้นมาเป็นของตัวเองโดยเฉพาะได้

    นายปิยสวัสดิ์ ยังกล่าวด้วยว่า  ในช่วงที่มีการพิจารณาเรื่องนี้ ใน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ทั้ง สื่อมวลชน คอลัมนิสต์ อาวุโส หนังสือพิมพ์เกือบทุกฉบับ  มีข้อมูลสะสม เรื่องNOC จาก กลุ่มERS  เก็บเอาไว้อยู่แล้ว  รอจังหวะเวลาที่เขาจะพูด เขียนบทความเขียนข่าว  คัดค้านการตั้งNOC  เท่านั้น   นั้นแสดงว่า  การให้ข้อมูล ข้อเท็จจริง กับประชาชน อย่างต่อเนื่อง ในช่วงที่ผ่านมา ของกลุ่มERS นั้นได้ผล

    “เรา ต้องใจเย็น ทำด้วยวิธีสุภาพบุรุษ เพื่อ ผลักดันให้รัฐบาลทำในสิ่งที่ถูกต้อง    ไม่ต้องไปเดินขบวน ยื่นหนังสือ เหมือนกับบางกลุ่ม   รัฐบาลต้องฟังคนในกลุ่มกว้างมากขึ้น    เมื่อมีคนกลุ่มเล็กๆมาโวยวาย มาประท้วงคัดค้าน อะไร  ไม่ได้หมายความว่าคนทั้งประเทศจะเห็นด้วย  “นายปิยสวัสดิ์ กล่าว

    นาย ปิยสวัสดิ์  กล่าวแสดงความเห็นด้วยว่า พรบ.ปิโตรเลียม ฉบับเดิมที่มีอยู่มันดีอยู่แล้ว สามารถที่จะใช้ออกสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่21  และ สัมปทานปิโตรเลียมที่จะหมดอายุ(เอราวัณ และบงกช)  ได้โดยที่ไม่ต้องไปแก้ไขเพิ่มเติม อะไร โดยการที่มีการไปแก้ไข แล้วจะไป เรียกเก็บผลประโยชน์ที่มากเกินไป ก็ไม่มีใครอยากจะลงทุนโดยเฉพาะในช่วงที่ราคาน้ำมันลดต่ำลงมามาก   

    “กรณีของประเทศไทยต้องดูภาพรวมด้วยว่า บริษัทน้ำมันเขามีทางเลือกอะไร ในแหล่งปิโตรเลียมของเราที่หร่อยหรอลงไป  กฎหมายที่มีอยู่เดิมทำได้อยู่แล้ว  การไปแก้กฎหมายเพิ่มทางเลือกเข้ามา เกรงว่า จะยิ่งทำให้เกิดความล่าช้า เพราะต้องมานั่งคิดว่าจะเอาอะไร สัมปทานหรือพีเอสซี  หรือจ้างผลิต  รัฐบาลจะตัดสินใจได้เร็วแค่ไหน   ว่าจะเอาระบบไหน เลือกมาแล้วก็ยังมีรายละเอียดอีกเยอะแยะ ในขั้นตอนของการประกาศเชิญชวน ประมูลแข่งขัน   ซึ่งเกรงว่าระยะเวลาจะยืดเยื้อไปพอสมควร   โดยในการจัดหาพลังงานของประเทศ  เรื่องสำคัญที่สุดคือเรื่องของการจัดการสัมปทานปิโตรเลียมที่จะหมดอายุ  เพราะสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่21จะทำก็ได้ไม่ทำก็ได้ เพราะว่า ถึงจะออกไป โอกาสที่จะค้นพบก๊าซหรือน้ำมันนั้นมีไม่มากอยู่แล้ว  เพราะในสัมปทานรอบที่20 ที่ออกประกาศไปเมื่อปี2550 จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่มีการผลิต “ นายปิยสวัสดื กล่าว

     

                        คุรุจิต ระบุ รัฐไม่ควรเสียเวลากับพีเอสซีและNOC   แหล่งเอราวัณ บงกช ต่อเดินหน้าผลิตก๊าซให้ต่อเนื่อง ลดการนำเข้าพลังงาน

    ในขณะที่นายคุรุจิต นาครทรรพ อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน และประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านพลังงาน ของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)  กล่าวว่า  เราเห็นประสบการณ์ในอดีต ก็ไม่อยากจะให้รัฐไปทำอะไรที่มันเสียเวลา กับสิ่งที่มันจะไม่มีประสิทธิภาพ คือการตั้ง NOC  หรือการเลือกใช้ระบบพีเอสซี   เพราะเมื่อปี 2525 ที่เกิดวิกฤตราคาน้ำมัน ตลาดโลก ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูง  ก็มีคนเคยเสนอให้การเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่13 เป็นระบบ พีเอสซี  โดยต้องการจะใช้รัฐได้ผลประโยชน์เพิ่มขึ้น  แต่ในที่สุดก็ลองให้มีการแก้ไข ผลตอบแทนของรัฐให้คล้ายกับระบบพีเอสซี ลือกใช้ระบบสัมปทาน ที่เรียกว่าไทยแลนด์ทู ที่จะมีการเก็บค่าภาคหลวงเพิ่มขึ้น เก็บโบนัสพิเศษ สูงถึง 52.5% ของรายได้ ถ้าหากมีการผลิตเกิน40,000บาร์เรลต่อวัน  แต่แหล่งปิโตรเลียมของไทย เป็นแหล่งเล็ก เมื่อไปสำรวจเจอแหล่งขนาด  2,000 บาร์เรลต่อวัน  ก็ไม่มีใครอยากจะผลิต เนนื่องจากรัฐเรียกเก็บผลประโยชน์สูง  ทำให้ การสำรวจหยุดนิ่งไป7ปี จนต้องมีการเร่งแก้ไข ในปี 2532 ไม่เช่นนั้น อุตสาหกรรมการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของไทยจะไปไม่รอด   

    เป็นระบบสัมปทาน ไทยแลนด์ทรี ที่มีการปรับลดค่าภาคหลวง สำหรับแหล่งเล็ก และจัดเก็บเพิ่มขึ้นสำหรับแหล่งใหญ่  คือพบปิโตรเลียมมากเก็บมาก พบน้อยเก็บน้อย  ถือเป็นเป็นระบบที่ดี  และทำให้มีการลงทุนอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันนี้

    “เราจะไปไล่นักลงทุน ด้วยระบบพีเอสซี ที่ เต็มไปด้วยโต๊ะซึ่งต้องใช้ดุลยพินิจเยอะๆ มันเสียเวลา  ระบบสัมปทานไทยแลนด์ทรีของเรามันดีอยู่แล้ว ที่แยกระบบกำกับดูแล แยกระบบโอเปอเรเตอร์ ออกจากกัน อยู่ดีดี จะตั้งNOC เพื่อจะเอามารวมกันแล้วจะใช้วิธีล็อบบี้ มันไม่ส่งเสริม ประสิทธิภาพ  ระบบสัมปทานที่ไทยใช้นั้นนั้นโปร่งใส ไม่มีการเจรจา ตลาดเป็นตัวกำหนดราคา ทุกคนอยู่ภายใต้ระบบเดียวกันในเรื่องของมาตรฐานความปลอดภัย  คนที่บริหารต้นทุนได้ถูกที่สุด มีประสิทธิภาพที่สุด ก็จะอยู่ได้   ความพยายามที่จะกล่าวหารัฐว่าไม่น่าเชื่อถือ  บกพร่อง  กล่าวหาว่าไม่รักษาผลประโยชน์ของประเทศ   และเสนอ ระบบมาแทนที่คิดจะเก็บตังค์ไว้กับตัวเองแล้วให้พวกตัวเองมาบริหาร  เราไม่ควรจะเสียเวลากับเรื่องแบบนี้อีกแล้ว “ นายคุรุจิต กล่าว

    นายคุรุจิต ยังสรุปภาพรวมด้านพลังงานในช่วง 3ปีที่ผ่านมาด้วยว่า  มีสิ่งที่ดำเนินไปในทิศทางดีหลายๆเรื่อง คือการที่รัฐบาลกล้าปรับโครงสร้างราคาพลังงาน ทั้ง แอลพีจี   เอ็นจีวี  ที่ช่วยให้การชดเชยก็ลดลง  การนำเข้าลดลง 

    นอกจากนี้เรื่องของพลังงานทดแทนก็มีความโปร่งใสในการจัดการมากขึ้น ทั้งการ เปลี่ยนโซลาร์ฟาร์มชุมชน 800 เมกะวัตต์ เป็นโซลาร์ราชการและสหกรณ์   โซลาร์ฟาร์มค้างท่อเปลี่ยนจากระบบแอดเดอร์มาเป็นฟีดอินทารีฟ แล้วให้COD ทันที โดยถ้าไม่ดำเนินการตามกำหนดก็ให้ยกเลิก  ความไม่โปร่งใสที่มีการเอาใบอนุญาตไปขาย ก็หายไป   ซึ่งเรียกชื่อเสียงความน่าเชื่อถือให้กลับมา  ส่วนการแต่งตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการพลังงานหรือ เรกูเลเตอร์7 คนโดยรวม ก็น่าจะให้คะแนนดี เพราะตั้งใจทำงาน สามารถกำกับค่าเอฟที และค่าผ่านท่อก๊าซได้ดีพอสมควร แต่ก็ยังช้าเรื่องTPA Code  และเรื่องแบ่งแยกท่อก๊าซ 

    ส่วนเรื่องที่รัฐบาลยังลังเลและทำได้ช้า คือ การประกาศเชิญชวนให้เอกชนมายื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียม รอบที่21 เดิมตัดสินใจแล้ว แต่ไม่กล้าประกาศเพราะไปฟังเสียงแย้ง  ทำให้ต้องมีการแก้ไขกฎหมายเพิ่มเติมระบบพีเอสซีและระบบเอสซีเข้าไป   ในมุมมองนักลงทุนก็จะมองว่าประเทศไทย ไหว้ครูนาน ถ้าเป็นเมืองนอกเขาชกไปแล้ว  อีกเรื่องคือเรื่องแก้ปัญหาพื้นที่ทับซ้อนไทยกับ กัมพูชา  ที่สะดุดเพราะไม่ใช่เรื่องกระทรวงพลังงานหน่วยงานเดียวแต่ไปเกี่ยวข้องกับกระทรวงต่างประเทศด้วย  และการที่รัฐบาลติดปัญหาภายในประเทศมาก เลยไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่อง นี้เท่าที่ควร

    เรื่องของการดำเนินการตามแผนพีดีพี  ยังทำได้ไม่ดี เพราะยังไม่สามารถสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่กระบี่ได้  ซึ่งรัฐควรจะเดินหน้า แต่ เสียเวลาไป2ปี แล้วก็ยังไม่ได้ทำ ซึ่งจะกระทบต่อความมั่นคงไฟฟ้าในภาคใต้ และประเทศโดยรวมในอนาคต  ได้  

    นายคุรุจิต ยังแสดงความเป็นห่วง เรื่องสัมปทานปิโตรเลียม หมดอายุ   โดยถึงแม้รัฐบาลตั้งใจที่จะดำเนินการ โดยมีมติกพช.ออกมาแล้ว2 ครั้งปี2558  และปี2559 กพช.ที่มีมติให้เป็นการประมูลแทนการเจรจา แต่ก็ยังไม่สามารถดำเนินการได้  โดยความสำคัญของแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมที่จะหมดอายุ ทั้งเอราวัณ ของเชฟรอน และแหล่งบงกชปตท.สผ.  คือมีการผลิตก๊าซตาม daily contract quantity. หรือ DCQ  ประมาณ 2,200ล้านลบ.ฟุตต่อวัน  ถือเป็นแหล่งก๊าซที่มีราคาที่ ถูกกว่าLNG นำเข้า  เพราะ มีสูตรราคาที่ผูกไว้กับน้ำมันเตา  ซึ่งทำให้ประเทศไทยได้ประโยชน์จากการมีแหล่งพลังงานที่ถูกกว่าการนำเข้าอยู่มาก  

    นอกจากนี้ก๊าซในอ่าวไทย มีองค์ประกอบของอีเทน บิวเทน โพรเพน  ถือเป็นrich gas  สามารถนำมาเข้าโรงแยกก๊าซ ทำLPG  ช่วยลดนำเข้าLPG  และเป็นวัตถุดิบของอุตสาหกรรม ปิโตรเคมี  ซึ่งถ้าหากการผลิตไม่ต่อเนื่อง  ก๊าซจากต้นทางมันหายไป จะทำให้ไทยต้องไปหาแหล่งวัตถุดิบใหม่ที่ต้นทุนสูงกว่า  คนจะตกงาน เพราะมันมีอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ต่อไปอีก  

    “ บางทีเรามาเถียงเรื่องไม่ควรเถียง เช่นเถียงว่าควรจะใช้ ระบบอะไร ในการบริหารจัดการปิโตรเลียม   เสียเวลามา4 ปี แล้วยังไมได้ทำอะไร สุดท้ายถ้าไม่จบ เราต้องไปนำเข้าLNG   สิ่งที่เราเถียงกันไปในที่สุด ก็ไม่มีใครชนะเลย ประเทศล้มเหลวในการจัดหาพลังงาน  เพราะก๊าซจากอ่าวไทยที่หายไปทำให้ประเทศต้องนำเข้าก๊าซ ในคุณภาพที่แย่ลง ราคาที่แพงขึ้น และรัฐจัดเก็บค่าภาคหลวงและภาษีอะไรไม่ได้เลย  แต่กลับต้องเอาไปจ่ายให้ประเทศผู้ขาย LNG  มันจึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีทางออกในเรื่องนี้ “ นายคุรุจิต กล่าว

                                                                      มนูญฟันธงอนาคตพลังงานไทยส่อแววร่วง เผย3ปัจจัยเสี่ยงด้านพลังงาน

    ด้าน นายมนูญ ศิริวรรณ  นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน หนึ่งในแกนนำกลุ่มERS กล่าวว่า ถ้าถามว่าอนาคตพลังงานไทยจะรุ่งหรือจะร่วง  มองว่ามันน่าจะไปในทางที่จะร่วงเสียมากกว่า  โดยขณะนี้ประเทศไทยมีความเสี่ยงอยู่3ประการที่จะนำพาไปสู่อนาคตด้านพลังงานที่ค่อนข้างจะมืดมน  คือ

    1 ไทยมีแนวโน้มที่จะเป็นประเทศที่นำเข้าพลังงานจากภายนอก มากขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต หรือเป็นประเทศที่จะต้องพึ่งพิงพลังงานจากภายนอก สูงเกือบ100% หมายความว่าเราต้องนำเข้าพลังงานหมดเลย ไม่ว่าจะเป็นน้ำมัน  LNG หรือLPG  แนฟทา ที่เป็นวัตถุดิบของปิโตรเคมี  หรือถ่านหิน  สิ่งเหล่านี้เป็นพลังงานจากฟอสซิลที่เราต้องนำเข้าทั้งหมด  ไฟฟ้าก็ต้องนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน เพราะไม่สามารถที่จะสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ได้ตามที่เราต้องการ  

     การที่มีคนบอกว่าเราสามารถจะมีพลังงานทดแทนพลังงานหมุนเวียน  มาใช้แทนพลังงานจากฟอสซิลได้ นั้น จะทดแทนได้มากแค่ไหน   พลังงานทดแทนที่ว่านี้ เป็นสิ่งที่คนไทยทำได้เองทั้ง100% หรือไม่   เพราะไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์  ก็ต้องนำเข้าแผงโซลาร์เซลล์   พลังงานลม เราก็ต้องนำเข้ากังหันลม   ดังนั้นถ้าเรายิ่งส่งเสริมให้เกิดพลังงานทดแทนมากเท่าไหร่ การนำเข้าแผงโซลาร์เซลล์ และกังหันลมก็มากเท่านั้น  พลังงานลม เราก็ต้องนำเข้ากังหันลม  ในอนาคตเราหนีไม่พ้นที่จะเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงาน100% หรือเกือบ100%  เพราะแหล่งพลังงานในประเทศเราก็จะหมดไปเรื่อยๆ

    ความเสี่ยงประการที่สองคือ การบริหารจัดการพลังงานของรัฐบาล ที่ติดขัดไปหมด   เดินหน้าต่อไปไม่ได้ เพราะมีคนกลุ่มหนึ่งประท้วง กดดัน   ซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องบริหารจัดการของรัฐบาล ข้อเรียกร้องเหล่านี้ ไม่ให้มีมากจนประเทศเดินหน้าต่อไม่ได้

    “โอกาสมันไม่ได้อยู่กับเราตลอด  บริษัทที่จะมาลงทุนสำรวจผลิตก๊าซในประเทศ งบประมาณเขามีจำกัด   เราต้องแข่งขันกับประเทศอื่น ถ้าประเทศไทยยังไม่พร้อมเขาก็โยกไปลงทุนประเทศอื่นแทน  และถ้าโอกาสมันผ่านไปแล้ว ยากที่จะเรียกกลับมาได้  ทรัพยสินปิโตรเลียม  ที่ยังอยู่ใต้ดิน  คนที่คิดว่ามันจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นั้นก็อยากจะบอกว่า ยุคหินหมดไปไม่ใช่เพราะว่าหินมันหมดโลก แต่เพราะว่าหินมันหมดคุณค่า  ในอนาคตถ้าเทคโนโลยีมันเปลี่ยนไปเป็นรถยนต์ไฟฟ้า  ถ้าก๊าซ น้ำมัน ที่เก็บไว้แล้วไม่ได้ ขุดขึ้นมาใช้ มันอาจจะไม่มีค่าเลย ก็ได้ “นายมนูญ กล่าว

    สำหรับความเสี่ยงประการที่สาม คือความรู้ความเข้าใจประชาชนเกี่ยวกับเรื่องพลังงาน ที่ถูกบิดเบือน ทำให้มีการปลุกระดมขึ้นมาคัดค้านนโยบายรัฐ   ซึ่งรัฐต้องนำข้อมูลความรู้ด้านพลังงานที่ถูกต้อง เข้าถึงประชาชนให้มากกว่านี้

                                                                   ศิริพร เผยไทยยังมีเสน่ห์ด้านการลงทุนด้านสำรวจและผลิตปิโตรเลียมแต่ต้องรีบช่วงชิงโอกาส

    ในมุมมอง ของนางสาว ศิริพร  ไชยสุต  ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทที่อยู่ในธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ซึ่งมีประสบการณ์การลงทุนในต่างประเทศ   กล่าวว่า ประเทศไทยตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ   มีโอกาสตรงข้างหน้า และมีความจำเป็นที่จะต้องช่วงชิงโอกาส  เช่นเดียวกับที่รัฐบาลอังกฤษ มีการออกกฎหมายลดภาษีเพื่อดึงดูดให้นักลงทุนอยู่ ลงทุนต่อเนื่องด้านสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ได้อย่างทันท่วงที แม้จะมีเสียงคัดค้านอยู่มากก็ตาม  เพราะเห็นว่าสิ่งที่รัฐบาลกล้าตัดสินใจสวนกระแสนั้น  จะเกิดประโยชน์ ต่อคนอังกฤษ คน ไม่ตกงาน   รัฐบาลเขามีความเข้าใจดีว่านักลงทุนในอุตสาหกรรมนี้ จะไม่รอให้ราคาน้ำมันตกลงมามากๆก่อนแล้วค่อยย้ายการลงทุน  แต่เขาจะปรับแผนการลงทุนแต่เนิ่นๆ ดังนั้นการตัดสินใจของรัฐบาล จึงแก้ไขปัญหาได้ทันต่อเหตุการณ์  

    “ ประเทศไทยถือว่ายังมีเสน่ห์อยู่มาก เราไม่มีสงคราม เราไม่มีเรื่องศาสนา เรื่องเผ่าพันธุ์ เหมือนกับบางประเทศที่ นักลงทุนจะต้องทำงานไปอพยพคนไป  การอนุมัติโครงการในบางประเทศประเด็นเรื่องการก่อการร้าย หรือ ปัญหาเรื่องความปลอดภัย เป็นปัจจัยที่ผู้ลงทุนต้องคำนึงถึง  แต่ประเทศไทยเราไม่มีเลย  จึงควรจะช่วงชิงโอกาสอันนี้   ถ้าอยากจะเดินหน้าประเทศไทย  ก็ต้องเดินหน้าพลังงานไทยด้วย  “นางสาว ศิริพร กล่าว