บทความทั้งหมด

Date : 25 / 04 / 2017

  • Date : 25 / 04 / 2017
    ไม่วางใจอากาศร้อน สนพ.ยังเดินหน้ารณรงค์แคมเปญ4ป.ลดพีคไฟฟ้า

    ไม่วางใจอากาศร้อน  สนพ.ยังเดินหน้ารณรงค์แคมเปญ4ป.ลดพีคไฟฟ้า

    ยังคงต้องลุ้นกันต่อไปจนกว่าจะพ้นช่วงกลางเดือนพฤษภาคม ซึ่งน่าจะหมดช่วงฤดูร้อนของปี2560 นี้ ว่าประเทศไทยจะรอดพ้นสถานการณ์ ที่จะเกิดความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หรือพีคไฟฟ้า  ไปได้หรือไม่ ท่ามกลางอุณหภูมิที่ร้อนแตะรับดับ 37-40 องศาเซลเซียส อยู่ในขณะนี้  ซึ่งก็ยังถือว่าโชคยังดี ที่มีมรสุมฤดูร้อน มาช่วยลดระดับอุณหภูมิ ลงไปได้บ้าง

     โดยเมื่อหันกลับไปมองสถิติในปีที่แล้ว นั้น  พบว่าเมื่อปี 2559 เกิดพีคไฟฟ้าขึ้นถึง 7 ครั้ง ซึ่งครั้งที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์นั้น เกิดขึ้นในตอนกลางวัน เมื่อเวลา 14.12 น. ของวันที่ 11 พ.ค. 2559 ที่อุณหภูมิ 36.4 องศาเซลเซียส โดยมียอดความต้องการใช้แตะที่ระดับ 30,972.73 เมกะวัตต์

    สำหรับในปี2560 นี้ ทางกระทรวงพลังงานและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)คาดการณ์ว่าอาจจะเกิดพีคไฟฟ้าที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ครั้งใหม่ ที่ระดับ 32,059 เมกะวัตต์  หรือซึ่งมากกว่า พีคไฟฟ้าของปี2559 ถึงจำนวน 1,086 เมกะวัตต์​ ที่อุณหภูมิระหว่าง 37-40 องศาเซลเซียส   โดยปัจจัยของอุณหภูมิ นับว่ามีส่วนสำคัญกับการใช้ไฟฟ้าของคนไทยมาก  คือทุกอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น 1 องศาเซลเซียส จะทำให้ยอดใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นประมาณถึง 400 เมกะวัตต์

    โดยกระทรวงพลังงาน ขีดเส้นเอาไว้ว่า ถ้ายอดการใช้ไฟฟ้าแตะระดับ 28,000 เมกะวัตต์เมื่อไหร่  ให้ถือเป็นจุดเฝ้าระวังที่สำคัญ เพราะมีโอกาสที่จะเกิดพีคไฟฟ้าได้  ซึ่งเมื่อวันที่ 24-25 เม.ย. 2560ที่ผ่านมา ยอดใช้ไฟฟ้าก็ขึ้นไปแตะระดับ 28,000 เมกะวัตต์ไปเรียบร้อยแล้ว อยู่ที่ประมาณ 28,404 เมกะวัตต์  เพราะมีปัจจัยเรื่องของความร้อนสะสม ที่พระอาทิตย์ตั้งฉากกับประเทศไทยมากที่สุด  แต่โชคดีที่บางจังหวัดเกิด พายุฤดูร้อน ที่ทำให้เกิดฝนตกมาช่วย แต่นั่นก็นับเป็นจุดเสี่ยงที่กระทรวงพลังงานต้องเฝ้าจับตากันอย่างใกล้ชิด 

    อย่างไรก็ตามพีคไฟฟ้า ครั้งใหม่ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปี2560 ที่ระดับ 32,059 เมกะวัตต์ นั้น ทั้งกระทรวงพลังงานและกฟผ. ยังคงมั่นใจจะรองรับสถานการณ์ได้ เพราะยังมีกำลังการผลิตไฟฟ้าที่พึ่งพาได้ในระบบอยู่ประมาณ 34,000-35,000 เมกะวัตต์

    ที่ผ่านมา นายเริงชัย คงทอง ผู้อำนวยการฝ่ายควบคุมระบบกำลังไฟฟ้า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ก็ออกมาสร้างความมั่นใจว่า กฟผ.ได้ทำหนังสือถึงบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) เพื่อให้จัดส่งก๊าซธรรมชาติเหลวนำเข้า(LNG)  สำหรับผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้น เพื่อรองรับพีคไฟฟ้าช่วงปลายเดือนเม.ย.-พ.ค. 2560 นี้แล้ว กรณีเกิดความร้อนสะสมหลังผ่านพ้นเทศกาลสงกรานต์ ที่ประชาชนกลับมาทำงานตามปกติ และมี อุณหภูมิที่สูงเฉลี่ย 40 องศาเซลเซียส  โดย กฟผ.ได้ขอให้ ปตท.จัดส่งก๊าซ LNG เพิ่มอีก 400 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน จากปกติ ปตท.จัดส่งให้ 700 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ทำให้หน้าร้อนนี้ โรงไฟฟ้าของกฟผ.จะได้รับก๊าซ LNG อยู่ที่ 1,100 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน 

    การเฝ้าระวังพีคไฟฟ้าในปี 2560 นี้ แบ่งออกเป็น คือช่วง 3 เดือนสำคัญ คือช่วงแรกใน เดือนปลายเดือนมี.ค.ถึงต้นเดือน เม.ย. ที่มีกรณีการหยุดจ่ายก๊าซจากแหล่งของเมียนมา  แต่ก็ถือว่าผ่านเหตุการณ์ดังกล่าวมาได้  เพราะเกิดฝนตกต่อเนื่องตลอดช่วงของการหยุดจ่ายก๊าซที่ทำให้อุณหภูมิ ไม่ได้ปรับเพิ่มสูงขึ้น

    ส่วนช่วงที่สอง ในเดือนเม.ย. 2560  ก็รอดพ้นการเกิดพีคไฟฟ้ามาได้ เพราะมีเทศกาลสงกรานต์เข้ามาช่วย โดยการที่ประชาชนหยุดงานและ เดินทางไปพักผ่อนจำนวนมาก ทำให้การยอดการใช้ไฟฟ้าลดลงไปด้วย   และช่วงที่สามคือช่วงหลังสงกรานต์ไปจนถึงวันที่15 พ.ค. ที่คาดการณ์ว่าจะเป็นช่วงที่อุณหภูมิเฉลี่ย ที่40องศาเซลเซียส  แล้วประชาชนกลับมาทำงานตามปกติ ​    

    นายทวารัฐ สูตะบุตร  ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) และโฆษกกระทรวงพลังงาน  กล่าวว่ากระทรวงพลังงาน ยังมีความจำเป็นที่จะต้องรณรงค์ให้ประชาชนช่วยกันลดการใช้ไฟฟ้า ที่ช่วงที่คาดว่าจะเกิดพีคไฟฟ้า อย่างต่อเนื่อง ด้วย มาตรการ 4 ป.(  ปิด-ปรับ-ปลด-เปลี่ยน)  ที่ประชาชนสามารถที่จะมีส่วนร่วมได้ด้วยตัวเอง  ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันที่ 15 พ.ค.  คือ ปิดไฟ ดวงที่ไม่จำเป็น ปรับแอร์ เพิ่ม 1องศาเซลเซียส ประหยัด 10% และปรับจาก Cool Mode เป็น Fan Mode  ปลดปลั๊ก เมื่อเลิกใช้  เปลี่ยนอุปกรณ์เบอร์ 5 และ เปลี่ยนเวลาใช้ไฟ 2 ช่วง คือหลีกเลี่ยงช่วงเวลา 13.00-15.00 น. และ 19.00-21.00 น. เพียงเท่านี้ ก็สามารถช่วยลดพีคไฟฟ้าที่จะเกิดขึ้นกับประเทศได้ 

    การเกิคพีคไฟฟ้า นั้น ในภาพรวมแล้วถือว่าไม่เป็นผลดีต่อผู้ใช้ไฟฟ้า เพราะทำให้กฟผ.ต้องสั่งเดินเครื่องโรงไฟฟ้าที่มีต้นทุนการผลิตไฟฟ้าสูง เช่นโรงไฟฟ้าที่ต้องใช้น้ำมันเตา หรือโรงไฟฟ้ากังหันก๊าซ  เพื่อรองรับพีคไฟฟ้า  โดยภาระต้นทุนที่เกิดขึ้นจะไปสะท้อนให้เห็นในค่าเอฟที ที่รวมอยู่ในบิลค่าไฟฟ้าที่จัดเก็บกับประชาชน  อีกทั้งยังทำให้กระทรวงพลังงานต้องวางแผนสร้างโรงไฟฟ้าเผื่อเอาไว้ในอนาคตมากขึ้นด้วย  เพราะไม่สามารถยอมให้เกิดเหตุการณ์ไฟฟ้าดับในวงกว้าง ที่สร้างความเสียหายต่อระบบระบบเศรษฐกิจ ของประเทศได้

    การที่ประชาชนช่วยกันลดใช้ไฟฟ้าในช่วงหน้าร้อน ที่สามารถทำได้ด้วยตัวเองด้วยมาตรการ4ป. จึงเป็นการช่วยลดทั้งภาระค่าไฟฟ้าของตัวเองแล้ว ยังช่วยลดผลกระทบที่จะเกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศด้วย

     

Date : 01 / 04 / 2017

  • Date : 01 / 04 / 2017
    เก็บตกเวทีพลังงานภาคใต้ แจงข้อดี-ข้อเสียตัวเลือกเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า

     ผ่านพ้นไปด้วยดีสำหรับกิจกรรมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และรับทราบความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์พลังงานไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งจัดโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อวันที่ 27 มี.ค.ที่ผ่านมา พร้อมกัน 3 จังหวัด คือ สุราษฏร์ธานี  กระบี่ และสงขลา เพื่อให้ครอบคลุมทุกจังหวัดใกล้เคียงในภาคใต้ทั้ง 14 จังหวัด โดยมีผู้เข้าร่วมทั้ง 3 เวที รวมมากกว่า 3,000 คน โดยกิจกรรมหลักของทั้ง 3 เวที แบ่งเป็น 2  ส่วน ส่วนแรกในภาคเช้า เป็นการสร้างความรู้ความเข้าใจโดยหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงพลังงาน ซึ่ง นำเสนอข้อมูลสถานการณ์พลังงานไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) นำเสนอทางเลือกการสร้างโรงไฟฟ้าในรูปแบบต่าง ๆ ที่มีความเหมาะสม เป็นไปได้ และยอมรับได้ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) นำเสนอข้อพิจารณาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สำหรับทางเลือกต่าง ๆ ที่ กฟผ. นำเสนอ ส่วนในภาคบ่าย จะเป็นการรับทราบความคิดเห็นและนำเสนอข้อคิดเห็นจากตัวแทนภาคส่วนต่าง ๆ จำนวน 25 ท่านในแต่ละเวที

    ภาพรวมของการเปิดเวทีสร้างความรู้ความเข้าใจสถานการณ์ไฟฟ้าในภาคใต้ และรับทราบความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนในครั้งนี้นั้น พบว่าทุกฝ่ายมีความเห็นสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน ว่า ภาคใต้มีความจำเป็นที่ต้องสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มเพื่อให้มีไฟฟ้าเพียงพอต่อความต้องการและป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาไฟฟ้าดับ ส่วนในประเด็นที่ยังมีความเห็นแตกต่างกันอย่างมาก คือ ชนิดของพลังงานที่จะนำมาเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า หากมีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มตามแผน ซึ่งในขณะที่ผู้เข้าร่วมเสนอข้อคิดเห็นส่วนหนึ่งเห็นควรใช้เชื้อเพลิงถ่านหินที่มีปริมาณสำรองสูง สามารถใช้ได้นาน มีราคาถูก ทำให้ต้นทุนไฟฟ้าต่ำ และมีเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพในการจัดการดูแลผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ก็มีฝ่ายเห็นต่างที่เสนอให้ใช้พลังงานทางเลือกอื่นๆ  ทั้งพลังงานหมุนเวียนและพลังงานชีวมวล ซึ่งเชื่อว่ามีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่า รวมถึงมีผู้เสนอให้รับซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศ แทนการสร้างโรงไฟฟ้าในพื้นที่ 

    energynewscenter.com                                                                                                     เวทีรับฟังความคิดเห็นที่จังหวัดกระบี่         

    แจงข้อดี-ข้อเสียพลังงานชนิดต่างๆ

    นอกเหนือจากผู้แทนจากกระทรวงพลังงานได้ฉายภาพสถานการณ์พลังงานไฟฟ้าของไทยและของภาคใต้ให้ผู้เข้าร่วมเวทีพลังงานภาคใต้ได้รับทราบโดยทั่วกันแล้ว กฟผ. ได้รับมอบหมายให้นำเสนอข้อมูลทางเลือกที่เหมาะสมและยอมรับได้ในการสร้างโรงไฟฟ้า โดยผู้แทน กฟผ. ได้นำเสนอข้อดี-ข้อเสียของพลังงานชนิดต่างๆ ทั้งพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล พลังงานหมุนเวียนจากธรรมชาติ และพลังงานทดแทนอื่นๆ อาทิ พลังงานชีวมวลจากพืช พลังงานชีวภาพ พลังงานขยะ พลังงานนิวเคลียร์ รวมทั้งแนวทางรับซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศแทนการสร้างโรงไฟฟ้า

    สำหรับพลังงานหมุนเวียนจากธรรมชาติ ได้แก่ พลังงานลม แสงอาทิตย์ มีข้อดี คือ ไม่มีค่าเชื้อเพลิง ส่วนข้อจำกัด คือ ผลิตไฟฟ้าได้เป็นบางเวลา ไม่มีความเสถียร และมีค่าลงทุนผลิตสูง ในขณะที่พลังงานน้ำ แม้ไม่มีค่าเชื้อเพลิง แต่ก็สามารถผลิตไฟฟ้าได้เป็นบางเวลาเท่านั้น ในขณะที่พลังงานหมุนเวียนอื่นๆ อาทิ พลังงานชีวมวล จากกากปาล์ม เศษไม้ยางพารา กาบ กะลามะพร้าว ก็มีข้อจำกัดเรื่องปริมาณที่ขึ้นอยู่กับฤดูกาล ส่วนก๊าซชีวภาพ หรือ ไบโอแก๊ส นั้น มีข้อดีคือ ผลิตจากของเสียในฟาร์มเกษตรกรรม ช่วยลดค่าใช้จ่ายพลังงานไฟฟ้าในฟาร์ม ส่วนข้อจำกัด คือ ต้องใช้พื้นที่มาก และมีการลงทุนสูง ด้านพลังงานขยะ จะมีความกังวลเกี่ยวกับปัญหาเรื่องกลิ่นและการยอมรับของประชาชน ในขณะที่น้ำมันปาล์ม มีราคาแพงเกินไปที่จะนำมาผลิตไฟฟ้า

    ด้านเชื้อเพลิงฟอสซิล ในส่วนของก๊าซธรรมชาตินั้น มีข้อดี คือ เป็นเชื้อเพลิงสะอาด แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ ปริมาณก๊าซฯ ในอ่าวไทยมีแนวโน้มลดลง ขณะที่ก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ แอลเอ็นจี ที่สามารถนำเข้ามาจากต่างประเทศ ก็ยังมีราคาแพงเมื่อเทียบกับถ่านหินโดยเฉลี่ย อีกทั้งมีความผันผวนตามราคาพลังงานในตลาดโลก ส่วนเชื้อเพลิงน้ำมัน ก็มีข้อดี คือ จัดหาง่าย แต่ก็มี ราคาแพงเมื่อเทียบกับพลังงานอื่น ในขณะที่ถ่านหินนั้น มีข้อดี คือ ราคาต่ำกว่าและมีเสถียรภาพ มีปริมาณสำรองมาก ทั้งยังมี เทคโนโลยีทันสมัยที่สามารถควบคุมคุณภาพสิ่งแวดล้อมได้ดี ส่วนข้อจำกัด คือ ประชาชนมีความกังวลใจเรื่องผลกระทบ สิ่งแวดล้อม เช่นเดียวกับพลังงานนิวเคลียร์ ที่ประชาชนยังกังวลเรื่องความปลอดภัย แม้ต้นทุนค่าไฟต่อหน่วยจะมีราคาถูก อีก ทั้งมีเทคโนโลยีที่ทำให้กระบวนการผลิตไฟฟ้าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม  ส่วนการซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศนั้น  มีความเสี่ยงในแง่ความมั่นคงไฟฟ้าหากต้องพึ่งพาต่างประเทศมากเกินไป อีกทั้งต้องใช้ระบบสายส่งไฟฟ้าเป็นระยะทางไกล

    ทั้งนี้ ผู้แทน กฟผ.  ย้ำว่า หลักการสร้างโรงไฟฟ้าที่สามารถดำเนินการได้นั้น ต้องทำให้เกิดความมั่นคงทางไฟฟ้า ทำให้เกิดความมั่งคั่ง และมีความยั่งยืน (คือมีต้นทุนถูก ส่งเสริมความสามารถในการแข่งขัน) ในขณะเดียวกันก็ต้องดูแลสิ่งแวดล้อมและชุมชนให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างดี  ซึ่งสำหรับโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินในภาคใต้ กฟผ. มีการทำ EIA และ EHIA รวมทั้งมีมาตรการติดตามผลกระทบในระยะก่อสร้างและดำเนินการ และมาตรการติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อม อีกทั้งเลือกใช้เทคโนโลยีการกำจัดมลสารต่างๆที่ทันสมัย และเทคโนโลยีการผลิตที่มีประสิทธิภาพสูง ลดการใช้เชื้อเพลิงและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

    นอกเหนือจากการนำเสนอข้อมูลข้อดี-ข้อเสียของเชื้อเพลิงชนิดต่างๆ แล้ว ทางผู้แทนของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นำเสนอข้อพิจารณาถึงผลกระทบต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  สรุปสาระสำคัญได้ว่า การจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ของโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้า เป็นเครื่องมือที่ได้มาตรฐานในการควบคุมดูแลโครงการไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและประชนชนโดยรอบ อีกทั้งภายหลังการก่อสร้างแล้วเสร็จและในระหว่างการดำเนินโครงการ ประชาชนสามารถที่จะเข้ามาเป็นผู้ตรวจสอบ เพื่อที่จะให้การดำเนินการเป็นไปตามแผนที่ระบุไว้ในรายงาน และจะมีการทำรายงานติดตามผลตลอดโครงการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ชุมชนเกิดความมั่นใจ และได้ประโยชน์จากการมีโรงไฟฟ้าในพื้นที่ 

    แชร์ เห็นด้วย-เห็นต่าง กลางเวที

                                                                                 บางส่วนของผู้แสดงความคิดเห็นบนเวที

    ในส่วนของการรับทราบข้อคิดเห็นจากผู้แทนภาคส่วนต่างๆ นั้น มีทั้งผู้ที่เห็นด้วยกับการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินตามแผน โดยเห็นว่าในการเลือกแหล่งพลังงานสำหรับโรงไฟฟ้า ต้องพิจารณาจากบริบทของไทย ไม่ควรไปเลียนแบบต่างประเทศที่มีบริบทแตกต่างกัน โดยเห็นว่าโรงไฟฟ้าถ่านหิน การอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และอาชีพประมง สามารถดำเนินการควบคู่กันได้อย่างสมดุล โดยนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพมาใช้ เพื่อให้คนในชุมชนใกล้โรงไฟฟ้ามีความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อมต้องได้รับการดูแล ทั้งนี้ หลายท่านที่แสดงความคิดเห็นเชื่อมั่นในเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่จะนำมาใช้หากมีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในภาคใต้ ว่าจะช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และเชื่อมั่นในกระบวนการทำ EIA และ EHIA ที่ผ่านมา อีกทั้งเชื่อว่าภาครัฐจะสามารถควบคุมดูแลไม่ให้เกิดผลกระทบได้ ทั้งยังตั้งข้อสงสัยถึงความเป็นไปได้ในการใช้พลังงานทดแทน อาทิ เชื้อเพลิงชีวมวลจากพืช ว่าปริมาณจะมีเพียงพอต่อความต้องการในการผลิตหรือไม่ นอกจากนั้น ยังยอมรับว่า ถ้าไม่มีการสร้างโรงไฟฟ้ากระบี่ จังหวัดในภาคใต้โดยเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยวขนาดใหญ่อย่างภูเก็ต อาจได้รับผลกระทบด้านปริมาณไฟฟ้าในอนาคต

    อย่างไรก็ตาม มีผู้ไม่เห็นด้วยกับการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน โดยแสดงความเห็นว่ามีปัญหาในกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในโครงการดังกล่าว อีกทั้งกระบวนการจัดทำ EIA และ EHIA ขาดความโปร่งใส ข้อมูลด้านผลกระทบต่อการท่องเที่ยวและประมงยังมีความขัดแย้งกัน และมีความไม่ไว้วางใจว่าภาครัฐจะสามารถควบคุมดูแลผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตประชาชนได้ ทั้งยังมีการตั้งคำถามว่าทำไมจึงไม่ลงทุนสายส่งให้มีความเสถียรภาพเพิ่มมากขึ้น เพื่อนำไฟฟ้าจากทางภาคกลางที่ยังเหลืออยู่ มาใช้ในพื้นที่ภาคใต้ นอกจากนั้น ยังมีการสนับสนุนให้นำพลังงานทดแทนจากพืชเศรษฐกิจของภาคใต้มาใช้ในการเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า เช่น พลังงานจากกากปาล์มน้ำมัน โดยเห็นว่าภาครัฐไม่พยายามสนับสนุนพลังงานทดแทนหรือพลังงานทางเลือกอื่น ๆ ดังนั้น ควรมีตัวเลือกเพื่อให้ประชาชนนำมาใช้ในการเปรียบเทียบข้อดีและข้อเสียเพิ่มมากขึ้น

    ทั้งนี้ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) จะเป็นผู้รวบรวมข้อมูลที่ได้  จัดทำเป็นรายงานเสนอต่อคณะกรรมการการสร้างความรู้ ความเข้าใจ และรับทราบความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์พลังงานไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ ที่ คสช. ตั้งขึ้นเพื่อ พิจารณาต่อไป  

Date : 29 / 03 / 2017

  • Date : 29 / 03 / 2017
    ชะตากรรมพลังงานของประเทศ ฝากไว้ในมือสนช. หนุนตัดทิ้งNOC ก่อนผ่านร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียม

    ประเด็นการพิจารณาร่างแก้ไขพ.ร.บ.ปิโตรเลียม และพ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม ที่ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) จะพิจารณาในวาระที่2และ3 ในวันที่30 มีนาคม 2560 นี้ อยู่ในกระแสความสนใจของคนในสังคม  เพราะมีการเพิ่มเติมมาตรา 10/1 ที่ว่าด้วยการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ หรือNOC เข้าไปรวมอยู่ด้วย ซึ่งเป็นการแก้เกินจากหลักการเดิมที่ สนช.มีมติรับหลักการไปตั้งแต่ วันที่24 มิ.ย.2559 โดยมีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย 

    การเพิ่มเติมมาตรา10/1 ซึ่งมีข้อความว่า ให้มีการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติเมื่อมีความพร้อม โดยพิจารณาจากผลการศึกษาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในรายละเอียดของรูปแบบและวิธีการดำเนินการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ” นั้นฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยซึ่งนำโดย ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรี มองว่า ไม่มีความจำเป็น เพราะโครงสร้างในการบริหารกิจการปิโตรเลียมของประเทศในปัจจุบัน ที่แยกบทบาทของการกำกับดูแลไว้ในมือของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ และบทบาทของการลงทุนเพื่อสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ของบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม หรือปตท.สผ. ซึ่งเป็นฝ่ายปฎิบัติการ นั้นมีประสิทธิภาพที่ดีอยู่แล้ว  ไม่จำเป็นต้องมีการจัดตั้งNOC ขึ้นมาใหม่ ที่จะย้อนยุคไปสมัย50ปีที่แล้ว ในการรวบอำนาจการกำกับดูแลและปฎิบัติการเข้าด้วยกัน เปิดช่องให้นักการเมืองเข้ามาแทรกแซง หาผลประโยชน์  ที่ยากต่อการเข้าไปตรวจสอบให้เกิดความโปร่งใส

    ย้อนเรื่องกลับไปเมื่อปี2557 ในสมัยที่ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เป็นรองนายกรัฐมนตรีคุมทางด้านเศรษฐกิจ และมีดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี เป็นรัฐมนตรีพลังงาน  มีการเปิดเชิญชวนให้เอกชนเข้ามายื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบที่21ภายใต้ระบบสัมปทานไทยแลนด์ทรีพลัส  แต่ปรากฏกว่า มีประชาชนในนามเครือข่ายประชาชนปฎิรูปพลังงานไทย หรือคปพ. ออกมาคัดค้าน ระบบสัมปทาน และอยากจะให้ใช้ระบบแบ่งปันผลผลิต หรือพีเอสซี  เพราะเชื่อว่ารัฐจะได้ประโยชน์ มากกว่าระบบเดิม  ทำให้มีการจัดเวทีชี้แจงกันหลายครั้ง และเวทีที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่20  ก.พ.2558  ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นผู้นำอภิปรายคัดค้าน  ก็ทำให้กระทรวงพลังงานต้องยกเลิกการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่21ออกไป และนายกรัฐมนตรีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็สั่งให้มีการแก้ไขกฏหมายปิโตรเลียม ให้แล้วเสร็จภายใน3 เดือน โดยเปิดให้มีการเพิ่มเติมระบบแบ่งปันผลผลิต(PSC) และระบบจ้างผลิต (SC) ไว้ในกฎหมาย ตามข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้คัดค้าน     

    จุดเริ่มต้นของการเสนอแก้ไข ร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียม จึงเป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ของการเปิดเชิญชวนให้เอกชนยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียม  โดยในระหว่างนั้น ทางสนช. ก็มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาการบังคับใช้พ.ร.บ.ปิโตรเลียม และพ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม  ขึ้นมาศึกษาความเป็นไปได้  ในขณะที่ คปพ. ก็มีการจัดทำร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียมฉบับ ของคปพ.  ซึ่งทั้งสองร่าง มีส่วนที่สอดคล้องกันคือเน้นไปที่ระบบแบ่งปันผลผลิต และการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ หรือในอีกร่างเรียกบรรษัทพลังงานแห่งชาติ ที่รัฐถือหุ้น 100% ขึ้นมา โดยมีเป้าหมายที่จะเข้าไปบริหารจัดการเรื่องของการเปิดเชิญชวนให้มีการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบใหม่ และการบริหารจัดการแหล่งสัมปทานปิโตรเลียม ที่จะหมดอายุ  ทั้งแหล่งเอราวัณ ที่มีกลุ่มบริษัทเชฟรอน เป็นผู้รับสัมปทาน และ แหล่งบงกช ของปตท.สผ. ซึ่งถือเป็นแหล่งปิโตรเลียมที่มีการผลิตก๊าซเฉลี่ยรวมกันประมาณ2,200 ล้านลบ.ฟุตต่อวัน คิดเป็นประมาณ70% ของการผลิตก๊าซในอ่าวไทย

    อย่างไรก็ตาม การนำเสนอร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม ในฝั่งของกระทรวงพลังงานโดยกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ  นั้นมีการแก้ไขเพิ่มเติมระบบแบ่งปันผลผลิตเข้ามาโดยใช้โมเดล ของพื้นที่พัฒนาร่วม(เจดีเอ)ไทย-มาเลเซีย  ที่รัฐมีประสบการณ์อยู่แล้ว ซึ่งไม่จำเป็นต้องตั้งNOCใหม่  ในขณะที่ระบบจ้างผลิต ก็เขียนเป็นหลักการเอาไว้ เพราะเป็นระบบที่ไม่เหมาะกับศักยภาพด้านปิโตรเลียมของไทย

    ทั้งนี้ เมื่อร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียมของกระทรวงพลังงาน ผ่านความเห็นชอบของ คณะรัฐมนตรี และคณะกรรมการกฤษฎีกา ก็ส่งไปให้ สนช.พิจารณา ซึ่ง ที่ประชุมสนช.เสียส่วนใหญ่ก็มีมติรับหลักการในวาระแรกไปด้ยคะแนนเสียงท่วมท้น เมื่อวันที่24 มิ.ย.2559 และให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาแปรญัตติ ใน15 วัน และพิจารณาร่าง) ให้แล้วเสร็จ ภายใน60 วัน  แต่การพิจารณาร่างกฎหมายปิโตรเลียม ก็ถูกขยายกรอบระยะเวลาออกไปถึง6 ครั้ง รวมระยะเวลา210 วัน โดยที่มีการเจรจาต่อรองของคณะกรรมาธิการวิสามัญกลุ่มหนึ่งที่จะให้มีการบัญญัติเรื่องของการตั้งNOC เข้าไปในกฎหมาย โดยอ้างถึงความต้องการของภาคประชาชน (คปพ.)

    แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงานเปิดเผย ว่า  การเพิ่มเติมเรื่องของNOC เข้ามาในกฎหมาย ซึ่งเป็นการแก้ไขเกินหลักการ จึงมีการเจรจาต่อรองหลายครั้ง เพื่อหาทางออก โดยคณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยกลุ่มหนึ่ง บอกว่าจำเป็นจะต้องให้รัฐบาล ที่เป็นผู้นำเสนอร่าง ให้ความเห็นชอบก่อน จึงจะสามารถเพิ่มเติมเข้าไปในกฎหมายได้  ในที่สุด รัฐบาลโดยครม.ก็ต้องยอมให้มีการบัญญัติไว้ในกฎหมาย มาตรา10/1 เพราะไม่เช่นนั้น คณะกรรมาธิการวิสามัญ ก็จะใช้วิธีขอขยายระยะเวลาออกไปอีกเรื่อยๆ  ทำให้กระทบต่อแผนการเปิดประมูลเพื่อหาเอกชนมาบริหารจัดการแหล่งปิโตรเลียมเอราวัณ และบงกช  ที่จะต้องมีความชัดเจนโดยรู้ผลเอกชนที่จะได้รับสิทธิภายในสิ้นปี2560 นี้ หรือล่วงหน้าก่อนสัมปทานปิโตรเลียมหมดอายุ 5ปี เพื่อให้ผู้รับสัมปทานรายเดิมสามารถวางแผนการลงทุน ให้ต่อเนื่อง และรักษาระดับการผลิตปิโตรเลียมในอ่าวไทยในระดับเดิมเอาไว้ 

    ทั้งนี้ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เสนอทางออกของเรื่องนี้ ซึ่งสอดคล้องกับทั้ง นายบวร วงศ์สินอุดม รองประธานสภาอุตสาหกรรมแหล่งประเทศไทย(สอท.) และนักวิชาการด้านวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ดร.ฐิติศักดิ์ บุญปราโมทย์ คือต้องการให้ สนช.พิจารณาตัดมาตรา10/ 1 เกี่ยวกับการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ  ออกจาก พ.ร.บ.ปิโตรเลียม ในวาระที่2 ก่อนที่จะมีการพิจารณาผ่านร่างกฎหมายดังกล่าวเพื่อให้มีผลบังคับใช้  โดยมองว่า เรื่องของการตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ เป็นเรื่องสำคัญ ของประเทศ ที่ควรจะต้องมีการศึกษาถึงผลดีผลเสีย อย่างรอบคอบ  และการจัดตั้งก็ควรจะต้องมีการจัดทำเป็นร่างพ.ร.บ.จัดตั้ง บรรษัทน้ำมันแห่งชาติขึ้นมาโดยเฉพาะ ไม่ใช่เขียนไว้กว้างๆ โดยที่ไม่มีหลักการและวัตถุประสงค์ ใดใดรองรับ

    นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ รองอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ และรองโฆษกกระทรวงพลังงาน ก็เห็นสอดคล้องกันด้วยว่า หากจะต้องตั้งNOC ควรต้องมีการกำกับไม่ให้เกิดการรวบอำนาจในการบริหารกิจการปิโตรเลียม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการผูกขาดอันนำมาซึ่งความไร้ประสิทธิภาพ  และไม่ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานหรือองค์กรที่มีอยู่ จึงจำเป็นต้องมีการศึกษาการจัดตั้งอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึง วัตถุประสงค์ บทบาทภารกิจหน้าที่ โครงสร้างองค์กร รูปแบบการบริหาร การได้มาซึ่งงบประมาณ และบุคลากรที่ชัดเจน  รวมทั้งจะต้องมีพระราชบัญญัติที่จัดตั้งโดยเฉพาะขึ้นมารองรับ 

    ในขณะที่ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด(มหาชน)  นั้นขอให้ภาครัฐตัดสินใจให้ชัดเจนโดยเร็วว่า จะเลือกใช้แนวทางใด มีหรือไม่มีNOC  เพื่อให้ภาคเอกชน สามารถตัดสินใจได้   โดยมองว่าผู้ประกอบการเริ่มหันไปลงทุนในต่างประเทศแทนที่จะเลือกไทย เนื่องจากความไม่ชัดเจนของภาครัฐ ในหลายๆเรื่อง

    ทั้งนี้ นักวิเคราะห์มีการประเมินว่า หากในวันที่30 มี.ค.นี้ สนช.ไม่ผ่านร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียมและพ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม ซึ่งล่าช้ามามากแล้วนั้น จะเกิดผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยตลาดหุ้นจะตก เพราะนักลงทุนไม่มั่นใจรัฐบาลกับสนช. ในขณะที่รายได้รัฐจากค่าภาคหลวง และภาษีปิโตรเลียม หายไปประมาณ 2.4 แสนล้านบาทต่อปี จะต้องนำเข้าแอลเอ็นจีมาทดแทนเพิ่มขึ้น คิดเป็นมูลค่า 3.5 แสนล้านบาทต่อปี  โดยที่ระบบคลังรองรับแอลเอ็นจี จะรองรับไม่เพียงพอ กลายเป็นต้นทุนต่อค่าไฟฟ้าให้เพิ่มขึ้น 1.3 แสนล้านบาทต่อปีในขณะที่ การจ้างงานจะลดลง 1 หมื่นคนต่อปี  เงินลงทุนจะหายไป 1.6 แสนล้านบาทต่อปี รวมถึงมีผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าให้เพิ่มขึ้น 1.3 แสนล้านบาทต่อปี และกระทบผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) 3,000 ราย 

    ชะตากรรมของประเทศจะเป็นอย่างไร จึงขึ้นอยู่กับ มือของสนช.ทุกคนในวันที่ 30 มี.ค. นี้ ว่าจะลงมติผ่านร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียม แบบตัดเรื่องNOC ทิ้งไปก่อนหรือไม่  เพราะนายกรัฐมนตรีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เองก็ส่งสัญญาณชัดว่ารัฐบาลไม่พร้อมที่จะลงทุนตั้งNOC    อย่าปล่อยให้ภาพความล้มเหลวของนโยบายตั้งNOC เวเนซุเอลา และเม็กซิโก มาหลอนคนไทย



     

     

Date : 27 / 03 / 2017

  • Date : 27 / 03 / 2017
    พลังงานรอบโลก: โอเปกและพันธมิตรยังไม่ยืดเวลาลดผลิตถึงสิ้นปี หารืออีกครั้ง 25 พ.ค.

    พลังงานรอบโลก: โอเปกและพันธมิตรยังไม่ยืดเวลาลดผลิตถึงสิ้นปี หารืออีกครั้ง 25 พ.ค.

    ชาติสมาชิกกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ หรือ โอเปก และประเทศพันธมิตร ประชุมหารือที่คูเวต เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อประเมินผลการดำเนินการตามข้อตกลงลดกำลังการผลิต เพื่อยกระดับราคาน้ำมันในตลาดโลก ท่ามกลางคำถามว่าปริมาณน้ำมันส่วนเกินในตลาดที่ยังมีอยู่ จะทำให้ต้องขยายกรอบเวลาการลดกำลังการผลิตอีกหรือไม่ ขณะที่สต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐทำสถิติเพิ่มขึ้นสูงสุด ส่งผลกดดันราคาน้ำมันร่วงลงหลุดระดับ 50 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล

    สำนักข่าวต่างประเทศ สำรวจความคิดเห็นนักวิเคราะห์จำนวนหนึ่ง พบว่าทั้งหมดเห็นตรงกันว่า โอเปกและพันธมิตรมีทางเลือกน้อยมาก และจำเป็นต้องเดินหน้าลดกำลังการผลิตต่อไป

    อย่างไรก็ตาม  เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมาตามเวลาในประเทศไทย คณะกรรมการร่วมซึ่งประกอบด้วยรัฐมนตรีจากชาติสมาชิกกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ หรือ โอเปก และประเทศพันธมิตรผู้ผลิตน้ำมันนอกกลุ่ม ออกแถลงการณ์ภายหลังการหารือ ระบุว่า คณะกรรมการฯ ตกลงที่จะพิจารณาว่าจะขยายเวลาการลดกำลังการผลิตน้ำมันไปอีก 6 เดือนจนถึงสิ้นปี 2560 นี้ หรือไม่ จากข้อตกลงเดิมร่วมกันที่ตกลงลดการผลิตน้ำมันตั้งแต่ 1 ม.ค. จนถึงสิ้นเดือน มิ.ย. ปีนี้  โดยในแถลงการณ์ดังกล่าวระบุว่า คณะกรรมการ ได้ขอให้กลุ่มวิชาการ (Technical Group) และสำนักเลขาธิการโอเปก ทบทวนสถานการณ์ตลาดน้ำมันและให้ข้อเสนอแนะกลับมาในเดือน เม.ย. ว่าจะมีการขยายเวลามาตรการการลดกำลังการผลิตโดยสมัครใจออกไปหรือไม่

    ก่อนหน้าแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ มีการเผยแพร่ร่างแถลงการณ์ฉบับไม่เป็นทางการที่ระบุว่า คณะกรรมการเสนอแนะให้โอเปกและพันธมิตรขยายการลดกำลังการผลิตออกไปอีก 6 เดือน อีกทั้งและกระตุ้นให้ประเทศที่ร่วมข้อตกลง ทำการลดการผลิตให้ได้ 100% ตามที่กำหนดไว้

    ทั้งนี้ ภายหลังโอเปกและพันธมิตร ยังไม่ตัดสินใจยืดระยะเวลาการลดกำลังการผลิตออกไปในทันที ทำให้เหล่านักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ราคาน้ำมันดิบจะร่วงลงอีกจากข่าวดังกล่าว

    อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีกลุ่มโอเปกจะประชุมกันอีกครั้ง ในวันที่ 25 พฤษภาคมนี้ ที่กรุงเวียนนา เพื่อตัดสินใจว่าจะขยายเวลาลดกำลังการผลิตน้ำมันหรือไม่ ขณะที่นักวิเคราะห์จากสถาบันการเงินต่างๆ รวมทั้ง Bank of America Corp., Commerzbank AG และ Citigroup คาดการณ์ว่า ประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่จะยืดเวลาการลดกำลังการผลิตน้ำมันไปจนถึงสิ้นปีนี้

     

    คาดความต้องการไฟฟ้าในเมียนมาพุ่งแตะ 3,500 เมกะวัตต์

    สื่อท้องถิ่นของเมียนมา รายงานว่า กระทรวงไฟฟ้าและพลังงานเมียนมา เปิดเผยว่า ความต้องการใช้ไฟฟ้าทั้งหมดของเมียนมาจะเพิ่มขึ้นแตะระดับ 3,500 เมกะวัตต์ในช่วงฤดูร้อนปีนี้ และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 4,500 เมกะวัตต์ในปี 2021 ขณะที่ กระทรวงฯ จะสามารถผลิตไฟฟ้าได้ 17,700 ล้านหน่วยในช่วงปีงบประมาณนี้

    ทั้งนี้ โดยการใช้ไฟฟ้าอยู่ที่ 6,500 ล้านยูนิตในช่วงปี 2010-2011 และเพิ่มเป็น 13,600 ล้านยูนิต หรือเพิ่มขึ้น 200% ในปี 2015-2016  โดยภายใต้แผนแม่บทไฟฟ้าแห่งชาติ กระทรวงฯ คาดการณ์ว่า การใช้ไฟฟ้าแต่ละปีจะเพิ่มขึ้นกว่า 13% และในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้น 16%

    สำหรับปีงบประมาณปีนี้ เมียนมาผลิตไฟฟ้าจากพลังงานน้ำจำนวน 9,700 ล้านยูนิต และจากเชื้อเพลิงฟอสซิล 8,000 ล้าน    ยูนิต โดยในปี 2015-2016 ที่ผ่านมา เมียนมามีการผลิตไฟฟ้าทั้งสิ้น 15,900 ล้านยูนิต