กิจกรรมที่เกี่ยวข้อง

ไทยคว้าแชมป์ ASEAN Energy Awards 2016

ไทยครองแชมป์ ASEAN Energy Awards 2016 รางวัล ASEAN Energy Awards ซึ่งเป็นรางวัลเกียรติยศด้านพลังงานระดับภูมิภาคอาเซียนที่มอบให้เพื่อเชิดชูเกียรติและกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาพลังงานทดแทนและการอนุรักษ์พลังงานในกลุ่มผู้ประกอบการของประเทศสมาชิกเป็นประจำทุกปี โดยในปีนี้ มีการประกาศผลรางวัลภายหลังการประชุมรัฐมนตรีพลังงานอาเซียน ครั้งที่ 34 ระหว่างวันที่ 21-22 ก.ย. นี้ ณ กรุงเนปิดอว์ ประเทศเมียนมา ซึ่งตัวแทนผู้เข้าประกวดจากประเทศไทยสามารถคว้ารางวัลมาครองได้สูงสุดถึง 16 รางวัลจากทั้งหมด 47 รางวัล สูงสุดในกลุ่มประเทศอาเซียน

พลเอก อนันตพร กล่าวต่อว่า การพัฒนาพลังงานทดแทนและการอนุรักษ์พลังงานของประเทศไทย ณ วันนี้ นับว่ามีความก้าวหน้าและประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการปรับปรุงแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พ.ศ.2558–2579 ซึ่งกำหนดเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทน เป็นร้อยละ 30 ของการใช้พลังงานขั้นสุดท้ายในปี 2579 และแผนอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ.2558–2579 ที่ตั้งเป้าหมายในการลดสัดส่วนการใช้พลังงานต่อ GDP ของประเทศ (Energy Intensity) อย่างน้อยร้อยละ 30 ภายในปี 2579 เช่นเดียวกัน ซึ่งการกำหนดแผนดังกล่าวเป็นส่วนกระตุ้นให้เกิดการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และหนึ่งในมาตรการต่างๆ ที่ออกมากระตุ้นให้ทุกภาคส่วนเกิดการลดใช้พลังงานโดยวิธีการสมัครใจ คือ การจัดประกวดสุดยอดรางวัลด้านพลังงานไทยระดับสากล Thailand Energy Awards ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความคิดริเริ่มของผู้ประกอบการไทยทุกภาคส่วนที่ให้ความร่วมมือในการพัฒนาพลังงานรูปแบบต่างๆ อย่างเต็มที่ ด้วยเหตุนี้จึงส่งผลให้ประเทศไทยประสบความสำเร็จต่อการเข้าร่วมการประกวด ASEAN Energy Awards มาอย่างต่อเนื่อง

นายธรรมยศ ศรีช่วย อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กล่าวเพิ่มเติมว่า การที่ประเทศไทยประสบความสำเร็จในเวที ASEAN Energy Awards ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่ประเทศไทยมีพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานมาตั้งแต่ปี 2535 ส่งผลให้ผู้ประกอบการหรือผู้ใช้พลังงานในระดับที่มีการใช้พลังงานสูงๆ ต้องให้ความสำคัญกับเรื่องพลังงานมากขึ้น ประกอบกับภาครัฐยังมีการส่งเสริมและสนับสนุนการอนุรักษ์พลังงาน เพื่อให้การใช้พลังงานของประเทศมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีการมอบรางวัลในประเภทบุคคลพลังงานดีเด่นให้กับผู้ที่มีบทบาทสำคัญด้านพลังงานในภูมิภาคอาเซียน โดยบุคคลากรจากประเทศไทยที่ได้รับรางวัลดังกล่าว ได้แก่ นายชวลิต พิชาลัย รองปลัดกระทรวงพลังงาน นายสุริยันต์ อภิรักษ์สัตยากุล รองอธิบดี กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ นางอัมราพร อัชวังกูล ผู้เชี่ยวชาญด้านอนุรักษ์พลังงาน กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) นายสุนชัย คำนูณเศรษฐ์ ผู้ว่าการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (ปัจจุบัน เกษียณแล้ว)

สำหรับตัวอย่างผู้ประกอบการไทยที่มีผลงานโดดเด่น อาทิ บริษัท ไทยอิสเทิร์น ไบโอ พาวเวอร์  จำกัด ได้รับรางวัลชนะเลิศ ASEAN Energy Awards 2016  ด้านพลังงานทดแทน ประเภทโครงการพลังความร้อนร่วมจากพลังงาน หมุนเวียน บริษัท     ซีพีเอฟ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) รางวัลชนะเลิศ ASEAN Energy Awards 2016 ประเภทพลังงานหมุนเวียนที่ไม่เชื่อมโยงกับระบบสายส่งไฟฟ้า (off-Grid)  จากโครงการผลิตไฟฟ้าชีวภาพจากระบบบำบัดน้ำเสียของบริษัท และบริษัท ทิพย์กำแพงเพชร ไบโอเอนเนอยี่ จำกัด รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ASEAN Energy Awards 2016 ประเภทโครงการพลังงานความร้อนร่วมจากพลังงานหมุนเวียน  

นายก้องกิต โกกนุทาภรณ์​ ประธานเจ้าหน้าที่ด้านปฏิบัติการ บริษัท ไทยอิสเทิร์น ไบโอ พาวเวอร์  จำกัด ผู้ชนะเลิศรางวัล  ด้านพลังงานทดแทน ประเภทโครงการพลังความร้อนร่วมจากพลังงานหมุนเวียน เปิดเผยว่า จุดที่ทำให้บริษัทฯ สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศในประเภทดังกล่าวมาได้ คือ แนวคิดการกำจัดน้ำเสียโดยเปลี่ยนเป็นพลังงานกลับมาใช้ประโยชน์ ทั้งในรูปความร้อน ความเย็น และไฟฟ้า ซึ่งสามารถลดใช้ไฟฟ้าในบริษัทฯ ลงได้ 4-5 ล้านบาท

ทั้งนี้ กลุ่มบริษัท ไทยอินเทิร์น ดำเนินธุรกิจโรงงานน้ำมันปาล์มและโรงงานแปรรูปยางพารา ซึ่งกระบวนการผลิตจะเกิดน้ำเสียกว่า 3 แสนลูกบาศก์เมตรต่อปี ดังนั้นจึงเกิดแนวคิดจัดตั้งบริษัท ไทยอิสเทิร์น ไบโอพาวเวอร์ จำกัด เพื่อนำน้ำเสียมาผลิตเป็นก๊าซชีวภาพ และนำไปใช้ประโยชน์  2 แนวทางหลัก คือ ใช้ทดแทนก๊าซหุงต้ม (LPG) สำหรับอบยางพาราแท่ง สามารถประหยัดต้นทุนได้ 3 ล้านบาทต่อเดือน และนำไปผลิตไฟฟ้าได้ 2 เมกะวัตต์ โดยใช้ในโรงงานเอง 1 เมกะวัตต์ และขายเข้าระบบการไฟฟ้า 1 เมกะวัตต์  ซึ่งการขายไฟฟ้าดังกล่าวได้รับการสนับสนุนเงินจากภาครัฐในรูปแบบเงินสนับสนุนตามต้นทุนที่แท้จริง (FIT) ในอัตรา 4.26 บาทต่อหน่วย  นอกจากนี้ก๊าซชีวภาพที่ได้ยังนำมาใช้ในกระบวนการหล่อเย็นสำหรับเครื่องปรับอากาศในโรงงานได้อีกด้วย

นายก้องกิตกล่าวว่า ขณะนี้ กลุ่มบริษัทฯ มีการเพิ่มกำลังการผลิตสินค้า ส่งผลให้มีน้ำเสียเพิ่มขึ้นจาก 3 แสนลูกบาศก์เมตรต่อปี เป็น 5 แสนลูกบาศก์เมตรต่อปี จึงมีกำลังการผลิตไฟฟ้าสูงสุดถึง 6-7 เมกะวัตต์ แต่มีความต้องการใช้อยู่ 2-3 เมกะวัตต์ จึงผลิตไฟฟ้าออกมาให้พอดีกับความต้องการใช้เป็นหลัก และส่วนที่เหลือกำลังรอการตอบรับสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) เพิ่มเติม และบริษัทฯ มีแผนจะเข้าร่วมประมูลโครงการรับซื้อไฟฟ้าก๊าซชีวภาพ เฟส 2 ที่ภาครัฐเตรียมประกาศออกมาในอนาคต โดยคาดว่าจะร่วมประมูลประมาณ 6 เมกะวัตต์ เนื่องจากมีความพร้อมเพราะได้ลงทุนโรงงานผลิตก๊าซชีวภาพเอาไว้แล้ว

ด้านนายณฤกษ์ มางเขียว รองกรรมการผู้จัดการบริหาร บริษัท ซีพีเอฟ (ประเทศไทย)จำกัด(มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทฯที่ได้รับรางวัลชนะเลิศจากประเภทโครงการพลังงานหมุนเวียนที่ไม่เชื่อมโยงกับระบบสายส่งไฟฟ้า (off-Grid)  กล่าวว่า บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจผลิตอาหารสำเร็จรูป มีน้ำเสียจากกระบวนการผลิตมากถึง 2,100 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ซึ่งเดิมใช้บ่อหมักไร้อากาศแบบเปิด และปล่อยน้ำเสียที่บำบัดแล้วลงสู่ลำคลองสาธารณะ ทำให้ก๊าซชีวภาพที่เกิดขึ้นถูกปล่อยทิ้งสู่บรรยากาศ สร้างมลภาวะด้านอากาศและปัญหากลิ่นเหม็นรบกวน ถือเป็นการสูญเปล่าด้านพลังงานทดแทน บริษัทฯจึงปรับเปลี่ยนมาใช้บ่อหมักไร้อากาศแบบปิด ร่วมกับระบบ Anaerobic Buffer Reactor (ABR) ที่สามารถผลิตก๊าซชีวภาพและนำมาใช้ผลิตไฟฟ้าแทน โดย สามารถผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เองในโรงงานได้ถึง 90 กิโลวัตต์ และลดค่าไฟฟ้าลงได้ 20% จากการจ่ายค่าไฟฟ้าปกติ 

ด้านนายทศพร วิมุกตาคม ผู้จัดการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมชีวมวลชานอ้อย บริษัท ทิพย์กำแพงเพชร ไบโอเอนเนอยี่ จำกัด ซึ่งได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ประเภทโครงการพลังงานความร้อนร่วมจากพลังงานหมุนเวียน กล่าวว่า บริษัทฯ นำชานอ้อยเหลือทิ้งของกระบวนการผลิตน้ำตาลปีละ 7 แสนตัน มาเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าและไอน้ำ โดยผลิตไฟฟ้าได้ 61 เมกะวัตต์ แบ่งไปขายให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(PEA) ประมาณ 16  เมกะวัตต์ อีก 26 เมกะวัตต์จำหน่ายให้โรงไฟฟ้าน้ำตาล และอีก 8  เมกะวัตต์นำไปใช้ในโรงไฟฟ้าเอง ขณะที่ไอน้ำที่ผลิตได้นั้นจะนำไปจำหน่ายให้โรงงานน้ำตาลทิพย์กำแพงเพชร สำหรับหีบอ้อยและการผลิตน้ำตาลอีกด้วย โดยเป้าหมายของบริษัทฯ ต้องการให้เกิดการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่าและดูแลสิ่งแวดล้อมไปในตัว จึงตั้งโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมชีวมวลชานอ้อยขึ้น ซึ่งนอกจากจะกำจัดเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรแล้ว ยังทำให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยและชุมชนได้ประโยชน์จากการจำหน่ายชานอ้อยเพื่อผลิตไฟฟ้าอีกด้วย สำหรับการจัดหาและการใช้งานเทคโนโลยีเพื่อผลิตไฟฟ้าดังกล่าวไม่ยุ่งยาก จึงสามารถนำไปประยุกต์ดำเนินการได้สำหรับทุกๆ โรงงานในทุกพื้นที่ที่มีวัตถุดิบชีวมวลเพียงพอ โดยต้องปรับเปลี่ยนรายละเอียดและกำลังการผลิตให้เหมาะสม"

อย่างไรก็ตามขณะนี้บริษัทฯมีแผนศึกษาการนำใบอ้อยมาผลิตไฟฟ้าด้วย เนื่องจากปัจจุบันชาวไร่อ้อยมีการเผาใบอ้อยและเกิดมลภาวะทางอากาศมาก ดังนั้นจึงมีแนวคิดจะแก้ปัญหาหมอกควันดังกล่าวด้วยการนำใบอ้อยมาผลิตไฟฟ้า ซึ่งช่วยให้โรงงานมีเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นได้อีก 1 เดือน จากเดิมมีชายอ้อยเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าได้นาน 7 เดือนต่อปี จะเพิ่มเป็น 8 เดือนต่อปี  

 

กลับสู่กิจกรรมทั้งหมด