กิจกรรมที่เกี่ยวข้อง

กฟผ.หนุนโครงการ Dark Sky หวังคืนแสงดาวบนท้องฟ้าให้ดอยอินทนนท์

กฟผ. จับมือ หน่วยงานภาคี เดินหน้าโครงการศึกษาวิจัยและส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ (Dark Sky) เพื่อลดมลภาวะทางแสง (Light Pollution) ที่เกิดจากการฟุ้งกระจายของแสงไฟจากแปลงปลูกเบญจมาศในช่วงกลางคืน ส่งผลต่อระบบนิเวศน์ และบดบังความงามบนท้องฟ้าดอยอินทนนท์  นำร่องพื้นที่ หมู่ 7 บ้านขุนกลาง หากประสบความสำเร็จจะขยายผลไปยังพื้นที่อื่นๆ ที่มีปัญหามลภาวะทางแสงต่อไป

เมื่อ6 กันยายน 2560 ที่โครงการหลวง ดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่  ได้มีพิธีลงนามความร่วมมือโครงการศึกษาวิจัยและส่งเสริม การใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดผลกระทบจากมลภาวะทางแสงต่อระบบนิเวศในพื้นที่ดอยอินทนนท์ (Dark Sky) โดยมี นายบุญญนิตย์ วงศ์รักมิตร รองผู้ว่าการกิจการสังคม การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และผู้แทนจากหน่วยงานภาคีเครือข่าย ประกอบด้วย ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) รองศาสตราจารย์ ดร. ณัฐา โพธาภรณ์ ที่ปรึกษามูลนิธิโครงการหลวง  นายสมหวัง เรืองนิวัติศัย ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 ผู้แทนกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช และ รองศาสตราจารย์ ดร.สัมพันธ์ สิงหราชวราพันธ์ รักษาการแทนรองอธิการบดีฝ่ายวิจัยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมลงนามความร่วมมือดังกล่าว

นายบุญญนิตย์ วงศ์รักมิตร รองผู้ว่าการกิจการสังคม กฟผ.

นายบุญญนิตย์ กล่าวว่า โครงการ Dark Sky มีวัตถุประสงค์สำคัญ เพื่อศึกษาและวิจัยการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ต่อพื้นที่ดอยอินทนนท์ทุกมิติ ทั้งด้านการใช้พลังงานไฟฟ้า ด้านดาราศาสตร์ ด้านเกษตรกรรม ระบบนิเวศ อีกทั้งยังส่งเสริมให้เขตพื้นที่ดอยอินทนนท์เป็นเขตสงวนเพื่อท้องฟ้ายามกลางคืน เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืนของธรรมชาติและสิ่งมีชีวิต อีกทั้งเป็นการสร้างองค์ความรู้ในการใช้ไฟฟ้าแสงสว่างในภาคการเกษตรบนดอยอินทนนท์ ที่นิยมปลูกดอกเบญจมาศ ดอกไม้เศรษฐกิจที่สร้างรายได้หลักให้กับชุมชน และมีการใช้แสงสว่างสำหรับการเจริญเติบโตของดอกเบญจมาศในช่วงกลางคืน

ทั้งนี้ ในโครงการวิจัย ในพื้นที่หมู่ 7 บ้านขุนกลาง ดอยอินทนนท์ ที่มีจำนวนครัวเรือนประมาณ 300 ครัวเรือนและใช้หลอดไฟแบบหลอดตะเกียบประมาณ 1 แสนหลอดในรัศมี 5 ตารางกิโลเมตร กฟผ. ได้ทำการทดลองเชิงเปรียบเทียบประสิทธิภาพการใช้แสงสว่างระหว่างแปลงปลูกดอกเบญจมาศที่ใช้หลอดตะเกียบ (ที่ชุมชนใช้อยู่เดิม) กับการใช้หลอด LED แล้วพบว่า การเจริญเติบโตของดอกเบญจมาศไม่แตกต่างกัน  แต่หลอดตะเกียบทำให้เกิดแสงฟุ้งกระเจิงขึ้นสู่ท้องฟ้ามากเกินความจำเป็น ทำให้เกิดมลภาวะทางแสง ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ สิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ  สำหรับหลอด LED มีคุณสมบัติส่องแสงสว่างลงด้านล่าง ไม่ทำให้เกิดแสงฟุ้งกระเจิงบดบังความงามของดวงดาวบนท้องฟ้า  ช่วยรักษาสมดุลของระบบนิเวศให้กลับคืนตามธรรมชาติ อีกทั้งสามารถลดการใช้ไฟฟ้าลงได้ถึงร้อยละ 50 ทำให้ประหยัดค่าไฟฟ้า ซึ่งตอบโจทย์ภารกิจ กฟผ. ในการผลิตไฟฟ้า ควบคู่กับการดูแลรักษาสังคม ชุมชนและสิ่งแวดล้อม  รวมถึงการดำเนินงานการจัดการด้านการใช้ไฟฟ้าในทุกภาคส่วนอย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ การดำเนินงานการจัดการด้านการใช้ไฟฟ้า (Demand Side Management ) ของ กฟผ. มุ่งหมายให้การใช้ไฟฟ้าในทุกภาคส่วนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการปลูกจิตสำนึกด้านการประหยัดพลังงานแก่ประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้า  ซึ่งจากการดำเนินงานดังกล่าวจนถึงปัจจุบัน ส่งผลให้ประเทศประหยัดพลังงานลงได้ประมาณ 4,380 เมกะวัตต์ ลดพลังงานไฟฟ้าได้ถึง 26,000 ล้านหน่วย และช่วยบรรเทาปัญหาภาวะโลกร้อน ด้วยการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศลงได้ 14.8 ล้านตัน 

ด้านนายสมหวัง เรืองนิวัติศัย ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 ผู้แทนกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กล่าวถึงการสนับสนุนว่า กรมอุทยานฯ มีภารกิจในการอนุรักษ์ ส่งเสริมและฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ด้วยการควบคุมป้องกันพื้นที่ป่าอนุรักษ์เดิม และพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมให้กลับมาสมบูรณ์ รวมทั้งการปลูกจิตสำนึกให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการดูแลทรัพยากรท้องถิ่น เพื่อรักษาสมดุลของระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม ดังนั้น จึงให้ความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ และสังคมชุมชน ดำเนินการลดผลกระทบในการใช้แสงสว่างส่วนเกินจากชุมชนในเขตพื้นที่ดอยอินทนนท์ ให้เป็นพื้นที่เขตสงวนเพื่อท้องฟ้ายามราตรี รวมทั้งส่งเสริมให้ชุมชนตระหนักถึงความสำคัญในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม รักษาพื้นที่ป่าไม้ในเขตดอย      อินทนนท์ให้มีความเหมาะสม และมีความสมบูรณ์เพื่อเป็นมรดกทางธรรมชาติของประเทศ

ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า การทำบันทึกข้อตกลงในครั้งนี้ ถือเป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริมด้านดาราศาสตร์ เป็นโครงการที่ทำให้มีความหวังว่าจะเป็นการคืนความมืดสู่ท้องฟ้าบนดอยอินทนนท์อีกครั้ง โดยที่ผ่านมา ดอยอินทนนท์ ถือเป็นเขตอุทยานแห่งชาติ ที่มีนักท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์เข้ามาสัมผัสความเป็นธรรมชาติ และต้องการมาดูดาวในช่วงกลางคืน แต่ปรากฎว่าในช่วงระยะหลัง ที่มีการฟุ้งกระจายของแสงบนท้องฟ้าที่เกิดจากแปลงปลูกดอกเบญจมาศนั้น ก่อให้เกิดมลภาวะทางแสง  ดังนั้น โครงการ Dark Sky  จึงจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างคุ้มค่า ทั้งช่วยประหยัดพลังงานและคืนความสมดุลให้กับระบบนิเวศ บนดอยแห่งนี้เหมือนเมื่อในอดีต โดยที่ไม่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของคนในชุมชน

รองศาสตราจารย์ ดร. ณัฐา โพธาภรณ์ ที่ปรึกษามูลนิธิโครงการหลวง กล่าวถึงความร่วมมือว่า มูลนิธิโครงการหลวง มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะให้การสนับสนุนด้านการศึกษาวิจัยและทดลองการใช้ไฟฟ้าแสงสว่าง ในโครงการฯ นี้ ผลสำเร็จที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานจะถือว่าเป็นผลงานร่วมกันของทุกฝ่าย และเกิดองค์ความรู้ด้านส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าแสงสว่างในภาคการเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพเหมาะสม รวมถึงสร้างผลประโยชน์สูงสุดในเขตพื้นที่ดอยอินทนนท์

ด้าน รองศาสตราจารย์ ดร.สัมพันธ์ สิงหราชวราพันธ์ รักษาการแทนรองอธิการบดีฝ่ายวิจัยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวถึงการดำเนินงานว่า มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้ความสำคัญในการผลิตผลงานวิจัยที่สร้างองค์ความรู้ใหม่ และนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ได้จริง เพื่อพัฒนาชุมชนและสังคมให้เข้มแข็ง  ซึ่งการศึกษาและวิจัย ในโครงการฯ นี้ ถือว่าก่อให้เกิดประโยชน์ให้กับประชากรในพื้นที่เขตดอยอินทนนท์ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เป็นการสร้างคุณค่าให้กับท้องถิ่น ดังนั้น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จึงพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในความร่วมมือกับอีก 4 หน่วยงาน เพื่อให้การดำเนินโครงการนี้บรรลุวัตถุประสงค์และเกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติต่อไป

 

กลับสู่กิจกรรมทั้งหมด