กิจกรรมที่เกี่ยวข้อง

รัฐมนตรีพลังงานลงพื้นที่ติดตามงาน200จังหวัดกลุ่มภาคกลางพร้อมร่วมกิจกรรมปลูกป่า

  • Date : 17/08/2017, 15:19.
รัฐมนตรีพลังงาน ลงพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี-นครปฐม เพื่อตรวจติดตามสถานการณ์พลังงานภาคกลาง เน้นย้ำให้บูรณการทำงานและรับมือภัยธรรมชาติ ป้องกันผลกระทบด้านพลังงานต่อประชาชน พร้อมร่วมกิจกรรมปลูกป่า “โครงการประชารัฐร่วมใจ  ปลูกต้นไม้ให้แผ่นดิน” ณ บริเวณเขื่อนศรีนครินทร์ ในพื้นที่ตำบลท่ากระดาน อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี และติดตามตัวอย่างโครงการส่งเสริมการลงทุนด้านอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทนด้วยเงินทุนหมุนเวียน (ESCO Revolving Fund) ปีงบประมาณ 2558 ของกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) 
 
เมื่อวันที่17ส.ค.2560 พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน  พร้อมด้วย นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน คณะผู้บริหาร ระดับสูง และสื่อมวลชน ลงพื้นที่ จังหวัดกาญจนบุรี และนครปฐม  เพื่อติดตามสถานการณ์พลังงาน 20 จังหวัดในกลุ่มภาคกลาง พร้อมเยี่ยมชมศักยภาพการดำเนินงานโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ และร่วมกิจกรรมปลูกป่า “โครงการประชารัฐร่วมใจ  ปลูกต้นไม้ให้แผ่นดิน” ณ บริเวณเขื่อนศรีนครินทร์ ในพื้นที่ตำบลท่ากระดาน อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี
 
โดยในการติดตามสถานการณ์พลังงานของภาคกลาง20 จังหวัดในกลุ่มภาคกลาง ได้แก่ เขตตรวจราชการที่ 1 คือ จังหวัดปทุมธานี สระบุรี พระนครศรีอยุธยา นนทบุรี เขตตรวจราชการที่ 2 คือ ลพบุรี ชัยนาท อ่างทอง สิงห์บุรี  เขตตรวจราชการที่ 4 คือ กาญจนบุรี นครปฐม สุพรรณบุรี ราชบุรี เขตตรวจราชการที่ 5 สมุทรสงคราม สมุทรสาคร เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และเขตตรวจราชการที่ 18  คือ พิจิตร กำแพงเพชร นครสวรรค์ และอุทัยธานี   พลเอกอนันตพร ได้ กำชับให้พลังงานจังหวัด และเจ้าหน้าที่กระทรวงพลังงานในพื้นที่ทุกคนให้ทำงานอย่างบูรณาการ ติดตามดูแลสถานการณ์พลังงานอย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ เช่น ภัยธรรมชาติ เหตุฉุกเฉิน เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบด้านพลังงานต่อประชาชนผู้บริโภค เนื่องจากพลังงานถือเป็นหนึ่งในกลไกลสำคัญในการขับเคลื่อนภาคเศรษฐกิจ และสังคมของประเทศ
 
นอกจากนี้ได้เยี่ยมชมศักยภาพการดำเนินงานของเขื่อนศรีนครินทร์ และโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) พร้อมร่วมกิจกรรมปลูกป่า "โครงการประชารัฐร่วมใจ  ปลูกต้นไม้ให้แผ่นดิน" ตามนโยบายของรัฐบาลที่รณรงค์ให้ ภาครัฐ เอกชน และประชาชนทั่วประเทศ ร่วมปลูกต้นไม้ เพื่อฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าไม้ บนพื้นที่สาธารณะ พื้นที่ป่า หรือพื้นที่รัฐที่ทางราชการกำหนดไว้ โดยเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 7 ส.ค.-30 ก.ย. 2560 เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา ครบรอบ 65 พรรษา และร่วมสืบสานแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ในการฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรป่าไม้  
    
พล.อ.อนันตพร  กล่าวถึง การติดตามระดับปริมาณน้ำเขื่อนศรีนครินทร์  ในปัจจุบัน ว่ามีน้ำไม่น้อยว่า 70% ของพื้นที่อ่าง ซึ่งยังสามารถรองรับน้ำช่วงหน้าฝนและเก็บไว้ใช้ช่วงหน้าแล้งได้อย่างไม่น่าวิตกแต่อย่างใด
 
ทั้งนี้ เขื่อนศรีนครินทร์ถือเป็นเขื่อนอเนกประสงค์ที่มีความสำคัญแห่งหนึ่งของประเทศไทย ที่ช่วยอำนวยประโยชน์ต่อประชาชนในพื้นที่ทั้งด้านการชลประทาน และการผลิตไฟฟ้า โดยตัวเขื่อนสามารถรองรับปริมาณน้ำได้ 17,745 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งช่วยเสริมระบบชลประทานโครงการแม่กลองใหญ่เพื่อการอุปโภคบริโภคในพื้นที่การเกษตรกว่า 4 ล้านไร่ และสามารถกักเก็บน้ำที่ไหลหลากในช่วงดูฝน เพื่อช่วยบรรเทาอุทกภัยในเขตลุ่มน้ำแม่กลองให้ลดน้อยลง
 
สำหรับในส่วนของการผลิตไฟฟ้านั้น กฟผ. ได้ติดตั้งเครื่องกำเหนิดไฟฟ้า จำนวน 5 เครื่อง กำลังการผลิตรวม 720 เมกะวัตต์  ซึ่งสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้เฉลี่ยปีละประมาณ 1,250 ล้านกิโลวัตต์ต่อชั่วโมง เพื่อช่วยเสริมความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้า
 
พล.อ.อนันตพร กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ยังมีการติดตามโครงการส่งเสริมการลงทุนด้านอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทนด้วยเงินทุนหมุนเวียน (ESCO Revolving Fund) ปีงบประมาณ 2558 ของกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ที่ได้สนับสนุนเงินลงทุนในลักษณะเงินกู้ดอกเบี้ยอัตราคงที่ 3.5% ต่อปี (Flat Rate) โดยมีระยะเวลาการผ่อนชำระคืนไม่เกิน 5 ปี ให้กับบริษัท พี.พี.แพ็กเกจจิ้ง จำกัด ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์พลาสติกและโฟมสำหรับบรรจุอาหาร ตั้งอยู่ที่ถนนพุทธมณฑลสาย 5 ตำบลไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม
 
โดยเป็นการติดตามดูความก้าวหน้าภายหลังจากที่ได้มีการส่งเสริมการลงทุนโดยการให้เช่าซื้ออุปกรณ์ประหยัดพลังงาน ในโครงการติดตั้งอุปกรณ์ปรับลดแรงดันไฟฟ้า จำนวน 2 เครื่อง คือ ขนาดพิกัด 1,000 kVA และขนาดพิกัด 1,500 kVA ภายใต้งบประมาณส่งเสริมจำนวน 6,452,100 บาท ซึ่งการเข้าร่วมโครงการดังกล่าวส่งผลให้บริษัทสามารถประหยัดพลังงานไฟฟ้าได้เท่ากับ 464,000 กิโลวัตต์ต่อปี  หรือเทียบเท่า 0.04 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ(ktoe) ต่อปี  คิดเป็นเงินที่ประหยัดได้ 1.78 ล้านบาทต่อปี นอกจากนี้ยังสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ได้ 0.0003 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี
 
ทั้งนี้ ESCO Revolving Fund ปีงบประมาณ 2558 กระทรวงพลังงาน โดยกรม พพ.ได้ดำเนินการส่งเสริมไปแล้วทั้งหมด 23 ราย สามารถประหยัดพลังงานไฟฟ้าให้กับประเทศได้เท่ากับ 17.63 กิกะวัตต์ (GWh) ต่อปี คิดเป็นเงินที่ประหยัดได้ 45 ล้านบาทต่อปี หรือลดการนำเข้าน้ำมันดิบ 6.25 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ
 
กลับสู่กิจกรรมทั้งหมด