กิจกรรมที่เกี่ยวข้อง

มาสคอตไทย "น้องพลัง" ฮิตจริงจังในงาน Astana Expo 2017

นาทีนี้ถ้าไม่เอ่ยถึง "น้องพลัง" คงจะไม่ได้ เพราะแม้จะเป็นเพียงแค่ตัวมาสคอตเลียนตัวข้าวโพด แต่ก็สามารถทำให้ชาวคาซัคสถานรู้จักประเทศไทยได้เป็นอย่างดี และยังเป็นขวัญใจของเด็กๆและผู้ปกครองที่เดินทางมาเยี่ยมชมงานมหกรรมโลก Astana Expo 2017  ที่จัดขึ้น ณ กรุงอัสตานา ของสาธารณรัฐคาซัคสถาน

ก้าวแรกของคณะผู้สื่อข่าวที่เดินทางมาพร้อมกับคณะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของไทย (30 มิ.ย. 2560) เพื่อรายงานข่าวการจัดงานของศาลาไทยในงาน Astana Expo 2017 เมื่อวันที่ 1 ก.ค.2560 ที่ผ่านมา คณะผู้สื่อข่าวต่างแปลกใจที่เห็นเด็กๆ หลายคนพยายามเดินตามผู้นำคณะคนไทยที่ถือป้ายเป็นรูปสัญลักษณ์ "น้องพลัง" และต่างส่งเสียงเรียกน้องพลังกันเสมือนมีชีวิตจริง เรียกได้ว่าเป็นขวัญใจเด็กๆชาวคาซัคสถานไปแล้ว

ไม่เพียงเท่านั้น หากคณะฯเดินไปไหนโดยถือป้ายน้องพลัง ชาวคาซัคสถานจะเข้ามาทักทันทีว่าเป็นคนไทยใช่ไหม นี่เป็นตัวอย่างความโด่งดังของน้องพลังที่เรียกได้ว่า นาทีนี้ถ้าเจอตัวต้องขอถ่ายรูปไว้จะได้ไม่ตกเทรนด์

"น้องพลัง" เป็นมาสคอตตัวข้าวโพด ที่มีความโดดเด่นจากตัวที่เป็นสีเหลือง เปลือกสีเขียว พร้อมกับมีดวงตา จมูก และปากที่มีรอยยิ้มอยู่ตลอดเวลา ประกอบกับท่าทางที่หยอกล้ออย่างสนุกสนานกับเด็กๆและผู้ปกครองที่แวะเวียนมาเยี่ยมชมอาคารศาลาไทย ที่ตั้งอยู่ในงาน Astana Expo 2017 ก็สร้างความประทับใจและเป็นที่จดจำได้อย่างรวดเร็ว

ด้วยความโด่งดังและโดดเด่นนี้เอง ผู้สื่อข่าว Energy News Center ศูนย์ข่าวพลังงาน หรือ ENC ที่ไปปฏิบัติหน้าที่รายงานข่าวในงาน Astana Expo 2017 จึงถือโอกาสเชิญน้องที่ปฏิบัติหน้าที่สวมบทเป็นน้องพลังมาพูดคุยด้วยทันที

น้องแพรว บุบผาชื่น ตัวแทนยุวทูตไทยที่เดินทางมาปฏิบัติหน้าที่ในงาน Astana Expo 2017 และเป็นผู้รับบทบาทแต่งมาสคอตเป็นน้องพลัง บอกเล่าเรื่องราวความสนุกสนานจากการสวมบทบาทน้องพลังว่า สนุกมากที่ได้แต่งมาสคอตน้องพลัง โดยคนที่ชื่นชอบส่วนใหญ่จะเป็นเด็กๆ ผู้หญิงและคนแก่  โดยเฉพาะเด็กๆ เมื่อเห็นน้องพลังเดินมาจะรีบวิ่งเข้ามาจับ มากอด บางคนนึกสนุกถึงขั้นผลักแรงๆ จนเกือบล้มก็มีมาแล้ว แต่ก็ได้พยายามทรงตัวให้ดี จึงรอดมาได้

เมื่อสอบถามน้องแพรวว่า ชุดมาสคอตน้องพลังหนักหรือไม่ น้องแพรวตอบว่า ชุดหนักประมาณ 4 กิโลกรัม แต่ไม่เป็นอุปสรรคต่อความสนุกสนานที่ได้หยอกล้อเล่นกับเด็กๆและผู้คนทั่วไป  อย่างไรก็ตาม เมื่อแต่งมาสคอตน้องพลังแล้ว ก็จะมีทีมงานคอยเดินประกบเพื่อช่วยดูรอบๆ ไม่ให้น้องพลังเดินไปชนกับเด็กๆ หรือป้องกันเด็กโถมมาใส่จนล้ม เพราะเมื่อสวมชุดแล้ว ระยะสายตาที่มองเห็นเป็นเพียงทางตรงระดับหนึ่งเท่านั้น

“มีอยู่ครั้งหนึ่งหลังจากแต่งตัวเป็นน้องพลังเสร็จก็เดินออกมา ปรากฏว่าสะดุดหน้าคว่ำลงไปเลย และด้วยความที่ชุดใหญ่และทีมผู้ช่วยไม่อยู่ ทำให้เราต้องใช้พยายามดึงตัวเองขึ้นมาอย่างทุลักทุเล นึกแล้วก็ขำๆ ตัวเองอยู่” น้องแพรวเล่าอย่างอารมณ์ดี

"การแต่งมาสคอตน้องพลัง มีความสุขจริงๆ เราได้เต้น ได้กระโดด โบกมือ โยกตัวไปมา คนที่มองดูเราก็รู้สึกเราเป็นน้องพลังที่น่ารัก ชอบเรา เข้ามากอด ทำให้เรารู้สึกดีมากๆ และสนุกไปกับสิ่งที่ทำอยู่ ส่วนตัวชอบน้องพลังอยู่แล้ว โดยเฉพาะรอยยิ้มกว้างที่เป็นมิตรกับทุกคน ซึ่งคนที่มาดูงานบางส่วนจะมาแบบครอบครัว เมื่อเราเป็นที่สนใจของเด็กๆ พ่อแม่ ก็จะให้ความสนใจกับเราด้วย จึงเป็นส่วนช่วยดึงดูดให้แต่ละครอบครัวเข้าชมอาคารศาลาไทยได้มากขึ้น"

น้องแพรว บอกเล่าด้วยว่า นอกจากแพรวที่แต่งชุดน้องพลังแล้ว ยังมีเพื่อนๆที่เป็นตัวแทนยุวฑูตไทย 19 คน ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาใส่มาสคอต โดย พี่ๆทีมงานจะกำหนดวันและเวลาให้แต่ละคนได้เป็นน้องพลัง โดยแต่ละวันจะออกโชว์ตัว 2 รอบ คือ  รอบ 13.50 น. และอีกรอบคือ 15.10 น. และแต่ละคนจะได้ใส่มาสคอตน้องพลังอยู่คนละ 40 นาที

ชุดมาสคตอน้องพลังจะมีอยู่ 2 ชุด เป็นชุดผ้า และอีกชุดเป็นชุดที่ใช้ลมอัดให้พองอยู่ตลอดเวลาซึ่งมีน้ำหนักเบากว่า และไม่ร้อนเพราะมีลมเป่าอยู่ตลอด

การใส่ชุดมาสคอต มีกฎสำคัญ คือ ทุกครั้งที่ใส่ชุดจะต้องมีทีมงานประกบช่วยดูแล เพราะระดับสายตาเรามองได้แค่ทางตรงเท่านั้นดังที่บอก นอกจากนั้น ยังห้ามเดินถอยหลัง เพราะอาจจะไปชนเด็กๆได้ รวมทั้งห้ามไม่ให้ผู้ชมเห็นหน้าคนที่สวมชุด ห้ามใส่หรือถอดชุดให้คนภายนอกเห็น เพราะเป็นการป้องกันความผิดหวังของคนดู ซึ่งผู้ชมจะจินตนาการว่ามาสคอตนั้นมีตัวตนจริงๆ   

นอกจากนี้น้องแพรวยังเล่าถึงเหตุการณ์กรณีที่ประเทศญี่ปุ่นออกมาระบุว่า น้องพลัง ลอกเลียนแบบมาสคอตสาลี่ของญี่ปุ่นที่ชื่อ "ฟุนัชชี่" ว่า โดยส่วนตัวมองว่าไม่เหมือนกันเลย ซึ่งตอนนั้นทีมงานผู้ใหญ่ให้คำแนะนำกับพวกเราว่า ไม่ให้มองแง่ลบ เพราะไม่ใช่เรื่องร้ายแรง ให้เราสนุกกับงานต่อไป และเหตุการณ์ที่ตกเป็นข่าวก็เป็นประโยชน์กับไทยเพราะทำให้คนรู้จักน้องพลังมากขึ้น

"ในวันที่เกิดกระแสข่าวขึ้น เราก็แต่งชุดน้องพลังเป็นปกติ วันนั้นแพรวเป็นน้องพลัง แพรวเดินไปหน้าอาคารนิทรรศการของประเทศญี่ปุ่นเลย ไปเล่นทักทายกับเจ้าหน้าที่ของญี่ปุ่น เพื่อให้เห็นว่าเราเป็นมิตรที่ดีต่อกันไม่มีปัญหากัน ซึ่งทีมงานก็ยิ้มเล่นทักทายกับเราด้วย"

น้องแพรวทิ้งท้ายไว้ว่า จะเป็นน้องพลังที่สนุกสนานจนถึงวันปิดงาน คือวันที่ 10 ก.ย. 2560 รวมเวลาแล้วก็เท่ากับ 3 เดือน (10 มิ.ย.-10 ก.ย. 2560) ที่ต้องปฏิบัติหน้าที่นี้ แม้จะเป็นเวลานานพอสมควร แต่หากเราทำด้วยความสุขความสนุก น้องพลังก็จะเป็นมาสคอตที่สนุกและมีความสุขไปพร้อมกับเรา และคนที่เข้าชมงานก็จะมีความสุขไปด้วย

กลับสู่กิจกรรมทั้งหมด