กิจกรรมที่เกี่ยวข้อง

สุทธิชัย หยุ่น Facebook Live เปิดใจ"เป๊ก"วรมน ซีอีโอIES กับโครงการลมลาว600เมกะวัตต์

สุทธิชัย หยุ่น Facebook Live ที่เวียงจันทน์ สปป.ลาว เชื่อโครงการลมลาว 600 เมกะวัตต์ ของนักลงทุนเอกชนไทยจะได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลไทย เช่นเดียวกับที่รัฐบาลลาวให้การผลักดัน  เปิดใจ”เป๊ก”วรมน  ขำขนิษฐ์ ซีอีโอหนุ่ม IES ผู้หวังสร้างปรากฎการณ์ พลิกทุ่งกับระเบิด เป็นแหล่งพลังงานลมที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน

ในโอกาสที่ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี  ยกคณะใหญ่เยือนนครหลวงเวียงจันทน์ สสป.ลาว และหารือกับนายทองลุน สีสุลิด นายกรัฐมนตรี เพื่อเสนอทำยุทธศาสตร์ร่วมสองประเทศ (Master Plan) ไม่ว่าจะเป็นด้านการค้า อุตสาหกรรม หรือการลงทุน เพื่อเป็นจุดตั้งต้นในการพัฒนา CLMVT (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม และไทย) ภายใต้กรอบของเออีซี  เมื่อวันที่24 พ.ค.2560  นายสุทธิชัย หยุ่น ผู้บริหารเครือเนชั่นและผู้ดำเนินรายการข่าวชื่อดังของประเทศไทย ซึ่งร่วมเดินทางไปในครั้งนี้ด้วยเพื่อสัมภาษณ์ นายทองลุน สีสุลิด เกี่ยวกัความร่วมมือระหว่างสปป.ลาวและประเทศไทย ก็ Facebook Live  ในเฟซบุค Suthichai  Yoon ช่วงเวลา 19.19 น.เป็นเวลาประมาณ 25 นาที โดยเป็นการพูดคุยนอกรอบ กับ นายวรมน ขำขนิษฐ์ (เป๊ก) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อิมแพค อิเลคตรอนส์ สยาม จำกัด (IES) นักลงทุนเอกชนไทย ที่เข้าไปลงทุนในโครงการ มอนสูน วินด์ พาวเวอร์   ซึ่งเป็นโครงการผลิตไฟฟ้าจากกังหันลม ขนาดใหญ่ที่สุดในอาเซียน 600 เมกะวัตต์  ในแขวงเซกอง ทางตอนใต้ของสปป.ลาว ที่ทางรัฐบาล สปป.ลาว ให้การสนับสนุน

Facebook Live  จากเวียงจันทน์ ครั้งนี้  ให้หัวเรื่องว่า “ โครงการลมๆแล้งๆ”   เพื่อเป็นการแซวนายวรมน และดึงให้ผู้ชมเข้ามาติดตามชมในรายละเอียดในเนื้อหาการสนทนา  โดยนายสุทธิชัย เกริ่นนำในช่วงเริ่มต้นการสนทนาว่า เป็นโครงการที่ให้ความสนใจเป็นพิเศษ  เพราะเป็นโครงการที่นักธุรกิจหนุ่มของไทยจะมาลงทุนสร้างพลังงานจากลมแบบเป็นเรื่องเป็นราว  ไม่ใช่โครงการลมๆแล้งๆที่ไม่เกิดขึ้นจริง   ซึ่งนับว่าเป็น Facebook Live  ตอนหนึ่งของนายสุทธิชัยที่ได้รับการตอบรับจากผู้เข้าชมทางเฟซบุคจำนวนมาก ทั้งกดถูกใจ  ร่วมแสดงความคิดเห็น และแชร์ข้อมูลออกไป  โดยผู้ที่สนใจสามารถติดตามชมย้อนหลังในเนื้อหาทั้งหมดได้ที่  https://www.facebook.com/suthichai.yoon?fref=ts

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center-ENC) ซึ่งติดตามชม Facebook Live ครั้งนี้ด้วย รายงานเนื้อหาสำคัญโดยสรุปจากคำให้สัมภาษณ์ของนายวรมน ซึ่งตอบคำถามนายสุทธิชัย อย่างตรงไปตรงมา  ว่า โครงการพลังงานลมที่ลาว ไม่ใช่โครงการลมๆแล้งๆ  แต่จะเป็นโครงการ  “ลาวลมแรง” มากกว่า

นายวรมน บอกถึงเหตุผลที่มาลงทุนโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมที่ สปป.ลาว เพราะ ลาวยังเป็นประเทศที่มีประชากรน้อย จึงน่าจะมีพื้นที่มากพอในการหาทำเลที่มีศักยภาพในการตั้งโครงการ ซึ่งสภาพภูมิประเทศที่เป็นที่ราบสูงเยอะ  และมีแนวลมมรสุมพาดผ่าน

การมาลงทุนที่ สปป.ลาว มาด้วยความเชื่อว่าจะทำได้ ซึ่งบริษัทมีขั้นตอนกระบวนการในการหาลม อยู่ 4 ขั้นตอนคือ 1. ศักยภาพลมมีตรงไหน  2. เมื่อตั้งโรงไฟฟ้าจากพลังงานลมแล้ว ต้องมีระบบสายส่งที่เชื่อมต่อได้  3.ต้องมีถนนที่จะขนส่งสิ่งของอุปกรณ์ไปติดตั้งได้  และ 4. ต้องไม่อยู่ในพื้นที่เขตป่าสงวน  ซึ่งทั้ง 4 ข้อเป็นความมุ่งมั่นในการทำงาน  จนมาพบพื้นที่ที่มีศักยภาพใน 3 จุด อยู่ที่เซกอง ทางตอนใต้ของลาว และทำการติดตั้งเสาวัดความแรงลม  มีการเก็บสถิติลมทุก 10 นาที  ที่เริ่มมาได้ 4 ปีแล้ว 

นายวรมน เล่าต่อว่า หลังจากที่พบว่ามีพื้นที่ศักยภาพแล้ว ก็เริ่มต้นพัฒนา โดยให้ผู้เชี่ยวชาญมาทำการศึกษา  โดยอุดมการณ์ของบริษัทคือจะต้องทำพลังงานทดแทนที่มีความยั่งยืน  ซึ่งคำว่ายั่งยืนหมายถึงว่าจะต้องสามารถแข่งขันราคากับพลังงานหลักดั้งเดิมได้ (conventional fuel )โดยไม่ต้องอาศัยเงินอุดหนุนจากรัฐ

"คนอาจจะบอกว่าพลังงานลมอาจจะทำได้ถูกก็จริง แต่มันไม่ firm  ลมๆแล้งๆ อย่างที่คุณสุทธิชัยว่า แต่ว่าเทคโนโลยีมันพัฒนาไปมากแล้ว เราเลือกบริษัท Vestas (ผู้นำด้านเทคโนโลยีพลังงานลมของเดนมาร์ก ที่มีการติดตั้งเสากังหันลมมากที่สุดในโลก) มาทำการออกแบบ ใช้เทอร์ไบน์และติดตั้งแบบเทิร์นคีย์ เราคุยกับการไฟฟ้าเดนมาร์ก เขาสามารถคาดการณ์ปริมาณลม on hourly basis (เป็นรายชั่วโมง) ได้ 99% โดยมีข้อผิดพลาดแค่ 0.5%  และเมื่อเดือน มิ.ย. ปีที่แล้วเรามีการจัดงาน Global Wind Day ที่โรงแรมปาร์คนายเลิศ  ก็มีผู้เชื่ยวชาญจากเดนมาร์กมาพรีเซ็นต์ให้เราฟัง  ทำให้เราได้ความรู้เพิ่ม ซึ่งมันสุดยอดมาก ว่า นอกจากพลังงานลมนั้น จะสามารถคาดการณ์ได้อย่างแม่นยำแล้ว ยังสามารถนำไปผสมกับโรงไฟฟ้าพลังน้ำได้อย่างกลมกลืนมาก เป็น hybrid ที่แท้จริง  โดยลมจะมาช่วงหน้าแล้งประมาณ 80% ดังนั้นช่วงหน้าแล้งที่ไม่มีน้ำ เราก็ผลิตไฟฟ้าจากน้ำแค่ 10-20%  ที่เหลือเอาไฟฟ้าจากพลังงานลมเติม มันก็ synergy กันได้ดี" นายวรมน ตอบอธิบาย

โครงการมอนสูน วินด์ พาวเวอร์ ของบริษัท IES ได้รับการสนับสนุนด้านการเงินจากธนาคารพัฒนาเอเซีย (เอดีบี) และธนาคารโลก ซึ่งมีนโยบายให้การสนับสนุนโครงการด้านพลังงานทดแทนอยู่แล้ว  โดยบริษัทเริ่มทำงานกับเอดีบี มาตั้งแต่ปี 2551 ซึ่งเอดีบีเคยให้การสนับสนุนเงินกู้กับโครงการโซลาร์ฟาร์ม ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ขนาด 84 เมกะวัตต์ ที่ จ.ลพบุรี  โดยทำในลักษณะของ project finance  ซึ่งทางเอดีบีชอบ  เพราะสัญญาต่างๆ สามารถบริหารจัดการความเสี่ยงในการลงทุนได้  และโครงการพลังงานลมลาว ที่ทำสัญญาแบบเทิร์นคีย์นั้น ทางบริษัท Vestas รับผิดชอบตั้งแต่เริ่มต้นจนติดตั้งเสร็จ แล้วค่อยส่งมอบให้กับบริษัท ซึ่งทาง Vestas ก็รับความเสี่ยงไปส่วนหนึ่ง  

โครงการนี้ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลลาวให้ใช้พื้นที่ได้ประมาณ 6.8 หมื่นเฮกเตอร์ หรือประมาณ 4แสนไร่ โดยส่วนหนึ่งเป็นพื้นที่ที่ต้องมีการเก็บกู้กับระเบิด ทั้งนี้ การติดตั้งเสากังหันลมนั้นจะใช้พื้นที่ไม่มาก โดยการติดตั้งเสากังหันลม 1 ต้น จะใช้พื้นที่ประมาณ 1.5 ไร่ เท่านั้น  ดังนั้น พื้นที่ส่วนที่เหลือรัฐบาลสามารถจะนำไปใช้ประโยชน์ในทางอื่นได้

พื้นที่โครงการตั้งอยู่ระหว่างชายแดนประเทศไทย และเวียดนาม  ในขณะที่ไกลออกไปหน่อยประมาณ200 กิโลเมตรก็คือชายแดนกัมพูชา เป็นเหมือนสามหลี่ยม Clean Energy  โดยไฟฟ้าที่ผลิตได้จากโครงการ จะต้องสามารถแข่งขันได้กับราคาเฉลี่ยค่าไฟฟ้าของประเทศที่จะเจรจาขายไฟฟ้า  ซึ่งปัจจุบันไฟฟ้าที่ผลิตได้จากโครงการ อยู่ในขั้นตอนการเจรจากับทั้งรัฐบาลไทย และรัฐบาลเวียดนาม

นายวรมน กล่าวด้วยว่า โครงการพลังงานลม ถ้าเริ่มต้นเมื่อ 5 ปีที่แล้ว  อาจจะยาก เพราะต้นทุนการผลิตยังสูง แต่ปัจจุบันที่บริษัทเจ้าของเทคโนโลยีมีการออกแบบให้เหมาะสำหรับแรงลมในภูมิภาคเอเซีย ทำให้มีประสิทธิภาพที่สูงขึ้นและต้นทุนที่ต่ำลง

"หวังเต็มที่ว่าโครงการผลิตไฟฟ้าที่มาจากพลังงานสะอาดจะเป็นที่ต้องการ โดยจุดเด่นของโครงการอยู่ที่การประกอบร่าง คือหนึ่งเราใช้ของที่ดีที่สุดจาก Vestas  สอง เราหาที่ที่ดีที่สุดในลาว  สาม เรามีสถาบันการเงินที่สนับสนุนซึ่งแข็งแรงมาก นอกจากเราจะจ้างงานแล้ว เมื่อต้นทุนค่าไฟฟ้าเราถูก  ก็ทำให้การแข่งขัน ไม่ว่าอุตสาหกรรม  โรงงานอุตสาหกรรม นั้นดีขึ้น”  นายวรมน ตอบเมื่อถูกถามในช่วงท้ายจากนายสุทธิชัย ว่ามีความหวังหรือมั่นใจกี่เปอร์เซ็นต์ว่าโครงการจะประสบความสำเร็จ 

สำหรับโครงการมอนสูน วินด์ พาวเวอร์ ของบริษัท IES มีกำลังการผลิตไฟฟ้าในช่วงเริ่มต้นประมาณ 600 เมกะวัตต์ แต่พื้นที่โครงการที่ได้รับการอนุญาตจากรัฐบาลลาว สามารถที่จะพัฒนากำลังการผลิตเพิ่มขึ้นได้อีก  ในเบื้องต้นคาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณเกือบ 50,000 ล้านบาท โดยเป็นส่วนของเงินกู้ทั้งเอดีบีและธนาคารโลก รวม 70% และส่วนของผู้ถือหุ้นอีก 30%  

รัฐบาลลาวให้การสนับสนุนอย่างจริงจัง ในโครงการดังกล่าวอย่างเต็มที่โดยหวังว่าจะเป็น flagship และเป็นหัวข้อสำหรับวงเสวนาต่างๆในเรื่องของการพัฒนาพลังงานทดแทนของอาเซียนและเป้าหมายการเป็นแบตเตอรี่ของเอเชีย เพราะเมื่อนำพลังงานลมมาผสมกับพลังงานน้ำได้ จะช่วยระบบสายส่งมีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งไฟฟ้าไปถึงมือผู้บริโภคได้ไกลขึ้น

ในช่วงท้ายของ Facebook Live  นายสุทธิชัย ช่วย กล่าวสรุปด้วยความชื่นชมว่า เป้าหมายของการเป็นแบตเตอรี่ของเอเชีย ของรัฐบาลลาว นั้นสุดยอดในความกล้าคิดกล้าทำ และการที่เอกชนจากไทยที่มาและลงมือทำจริง ก็แสดงว่านโยบายนี้สามารถเกิดขึ้นได้จริง  โดยเชื่อว่าคนไทยน่าจะสนับสนุนนโยบายนี้ และหวังว่าทุกคนที่เกี่ยวข้องในรัฐบาลไทยจะเห็นความสำคัญ   เพราะถ้ารัฐบาลลาวให้ต้อนรับนักลงทุนของไทย แล้วไม่ได้รับการต้อนรับจากประเทศไทยเราเอง ก็น่าจะเป็นเรื่องที่แปลกพอสมควร

 

ภาพตัวอย่างโครงการมอนสูน วินด์ พาวเวอร์ ที่เซกอง สปป.ลาว ของบริษัทIES 

กลับสู่กิจกรรมทั้งหมด