กิจกรรมที่เกี่ยวข้อง

มูลนิธิพลังแห่งการเรียนรู้ สนับสนุนทุนการศึกษาให้เยาวชนที่มาเข้าค่ายสมาธิ ณ สำนักสงฆ์ภูถ้ำพระ

มูลนิธิพลังแห่งการเรียนรู้ให้การสนับสนุนทุนการศึกษาแก่นักเรียนที่มาเข้าค่ายสมาธิ ประจำปี2560  ที่สำนักสงฆ์ ภูถ้ำพระ  บ้านชาด ต.นาโก อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์   สร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับเยาวชนได้ใกล้ชิดธรรมะและธรรมชาติในช่วงปิดเทอม

กิจกรรมค่ายสมาธิและมอบทุนการศึกษาให้กับเด็กนักเรียนที่มาร่วมเข้าค่ายดังกล่าว จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี โดยทุนการศึกษาในปี2560 นี้ได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิพลังแห่งการเรียนรู้   ซึ่งได้รับความสนใจจากนักเรียนชั้นมัธยมต้น และชั้นประถมศึกษาลงชื่อสมัครเข้ามา  จำนวน82 คน จาก9 โรงเรียนในอ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์  ประกอบด้วย โรงเรียนบัวขาว โรงเรียนคำบงพิทยาคม   โรงเรียนไค้นุ่นวิทยาพูน  โรงเรียนบ้านห้วยม่วง   โรงเรียนหนองห้างพิทยา  โรงเรียนกุฉินารายณ์   โรงเรียนอำนวย  โรงเรียนนาไคร้พิทยาสรรพ์  และโรงเรียนโนนคำวิทยา  มาเข้าค่ายเพื่อศึกษาอบรมธรรมะ และฝึกการนั่งสมาธิ ที่ลานธรรมแห่งใหม่ ของสำนักสงฆ์ ภูถ้ำพระ  ในช่วงระหว่างวันที่17-19 มี.ค. 2560 ที่ผ่านมา  ก่อนที่จะได้รับทุนการศึกษา

โดยพิธีการมอบทุนการศึกษา จัดขึ้นในเช้าวันที่19 มี.ค.  มี นายพิชัย ส่งสุขเลิศสันติ นายอำเภอกุฉินารายณ์ เป็นประธานในการมอบ ร่วมกับ คณะผู้สื่อข่าวจากกรุงเทพมหานครที่เดินทางมาร่วมปฎิบัติธรรมในครั้งนี้

นายพิเชษฐ์ โพธิไสย์ ตัวแทนนักเรียนจากโรงเรียนบัวขาว เล่าถึงประสบการณ์ที่ได้มาเข้าค่ายสมาธิที่สำนักสงฆ์ภูถ้ำพระ เป็นเวลา 2 คืน 3 วัน ว่าได้ทำกิจกรรมด้านสมาธิอย่างต่อเนื่องร่วมกับเพื่อนๆ โดยเฉพาะช่วงกลางคืน ที่ได้ฝึกทั้งกำลังกายและกำลังใจ เพราะต้องเดินจงกรมตั้งแต่ 5 ทุ่มถึงเที่ยงคืน และตื่นตี 3 เพื่อมาสวดมนต์ทำวัตรเช้า  และตี 4 ก็เดินจงกรมต่อ  โดยมีความประทับใจที่สามารถฝึกตัวเอง ให้นั่งสมาธิอยู่นิ่งๆ ได้นานขึ้น และกล้าที่จะอยู่ในความมืด  และหากมีการจัดกิจกรรมค่ายสมาธิในปีต่อไป  ก็อยากที่จะมาเข้าร่วมกิจกรรมอีก

ด้านน้องๆ จากโรงเรียนกุฉินารายณ์ ทั้ง ด.ญ. นัฐภัสสร คนหาญ, ด.ญ.ชนัญชิดา คนกล้า และด.ญ.โสภิดา แสงเทพ นักเรียนชั้นม.1 เล่าว่า ช่วงที่ตัดสินใจเข้าค่ายสมาธิ เพราะเห็นว่าปิดเทอมแล้วและอยู่บ้านก็ไม่ได้ทำอะไร มาออกค่ายก็ได้เจอเพื่อนใหม่ๆ มากขึ้น โดยคุณครูบอกว่ามานอนที่วัดและก็มานั่งสมาธิแค่นั้น แต่สิ่งที่คิดไม่เหมือนกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง 
เพราะการเข้าค่ายครั้งนี้ไม่ได้สะดวกสบายเหมือนอยู่บ้าน  ต้องกางเต็นท์นอนแถมพวกเราก็เจอพายุฝนเปียกกันไปหมด พื้นที่เข้าค่ายเป็นพื้นที่ปฏิบัติธรรมที่เป็นธรรมชาติมากๆ ไม่มีไฟฟ้า พวกเราใช้ไฟฉาย เทียน เป็นแสงสว่างตอนกลางคืน แต่สิ่งนี้ก็ทำให้พวกเราค่อยๆ ชินกับความมืด ลดความกลัวลงไปจากแต่ก่อนมาก และการปฏิบัติธรรมทั้งสวดมนต์ นั่งสมาธิ เดินจงกรม ตลอดการเข้าค่ายก็ทำให้จิตใจสงบขึ้น การฟังการเรียนรู้อะไรก็ดีขึ้นมีสมาธิมากขึ้น รวมทั้งได้มีประสบการณ์ร่วมกับเพื่อนใหม่ๆ และได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติมากขึ้น พวกเราจะนำส่ิงที่ได้ไปใช้กับการเรียนและการใช้ชีวิตในอนาคต  

ทิ้งท้ายด้วยน้องซันบลู  วัย 9 ขวบ  เล่า สิ่งที่ได้รับจากการเข้าค่ายครั้งนี้ คือ การได้นั่งสมาธิ  จากปกติ อยู่ที่บ้านไม่เคยได้ฝึกนั่งสมาธิเลย  พร้อมแสดงถึงวิธีการนั่งสมาธิที่ได้เรียนรู้จากการเข้าค่ายสมาธิครั้งนี้ ให้ผู้สื่อข่าวดูด้วยว่า  ต้องเริ่มจากการนั่งขัดสมาธิ เท้าขวาทับเท้าซ้าย  ส่วนมือวางบนหน้าตัก เอามือขวาทับมือซ้าย จากนั้นก็หลับตา ทำสมาธิ  
น้องซันบลู เล่าว่า การนั่งสมาธิ ช่วยฝึกจิตใจ ให้สงบนิ่งได้  ทำให้มีสมาธิมากขึ้น และนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ โดยเฉพาะเรื่องการเรียน ทำให้ฟังครูรู้เรื่องขึ้น และยังได้ความอดทนในการเรียนหนังสือด้วย เพราะการมาเข้าค่ายที่นี่ ได้เจอทั้งอากาศหนาวเย็น  และความมืด  ทำให้ตอนนี้ น้องซันบลู บอกว่า ไม่กลัวความมืด เหมือนแต่ก่อนแล้ว และอยากจะนำประสบการณ์จากการมาเข้าค่ายในครั้งนี้  ไปบอกต่อเพื่อนๆ ในโรงเรียนคนอื่นๆ ที่ไม่ได้มาเข้าค่าย  ให้มาร่วมกิจกรรมในปีต่อไป 

ส่วนตัวน้องซันบลู เอง บอกว่าอยากจะมาร่วมกิจกรรมค่ายสมาธิ ในครั้งต่อไปอีก  เพราะจะทำให้ได้ประสบการณ์หลายอย่าง ทั้งได้นั่งสมาธิ  ได้เดินจงกรม  ได้ฟังพระเทศน์ ถึงแม้จะไม่ค่อยรู้เรื่องมากนัก แต่เป็นประสบการณ์ใหม่ที่ยังไม่เคยปฎิบัติมาก่อน  แถมยังได้เห็นสิ่งแปลกใหม่ เช่น งูที่กำลังกินเขียด (หัวเราะ)  และได้เห็นแมงป่อง ด้วย  จึงอยากให้เพื่อนๆ ทุกคน ได้มาฝึกสมาธิ กันมาก ๆ

 

 

กลับสู่กิจกรรมทั้งหมด