กิจกรรมที่เกี่ยวข้อง

เครือข่ายนักวิชาการเรียกร้องนายกรัฐมนตรีกล้าตัดสินใจเดินหน้าโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่

  • Date : 16/02/2017, 18:44.

เครือข่ายนักวิชาการรวมตัวยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี สนับสนุนโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินจังหวัดกระบี่  มั่นใจเทคโนโลยีถ่านหินสะอาด แจงไม่เคยมีข้อมูลทางวิชาการที่ระบุถึงผลกระทบต่อความเจ็บป่วยร้ายแรงหรือสูญเสียชีวิต เรียกร้องนายกรัฐมนตรีใช้ความกล้าหาญในการตัดสินใจเดินหน้าโครงการ

เมื่อวันที่16ก.พ.2560 เครือข่ายนักวิชาการ ซึ่งนำโดยรศ.ดร.ภิญโญ มีชำนะ แกนนำเครือข่ายนักวิชาการสนับสนุนโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินจังหวัดกระบี่ ซึ่งเป็นอดีตหัวหน้าภาควิชา วิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม คณะวิศวกรรมศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย , ศ.ดร.ธราพงษ์ วิทิตศานต์ รองอธิการบดี สำนักงานมหาวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ,นายสุรพันธ์ วงศ์โอภาสี นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน สถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนายอุริช อัชชโคสิต นักวิชาการด้านพลังงาน สถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ร่วมกันลงรายชื่อในหนังสือสนับสนุนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินจังหวัดกระบี่ ถึงนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และเดินทางมายื่นหนังสือให้กับตัวแทนรัฐบาลที่ ศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์ ฝั่งก.พ.

โดยผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center-ENC) รายงานว่า สาระสำคัญในหนังสือสนับสนุน โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินจังหวัดกระบี่ ของเครือข่ายนักวิชาการจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุถึงความจำเป็นในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินจังหวัดกระบี่ว่า เทคโนโลยีถ่านหินสะอาดในทางวิชาการยังไม่เคยมีข้อมูลที่ระบุถึงความเจ็บป่วยร้ายแรง หรือกรณีสูญเสียชีวิตจากกรณีมลภาวะที่ปล่อยจากโรงไฟฟ้า โดยมีตัวอย่างจากทั้งโรงไฟฟ้าถ่านหินของบริษัท บีแอลซีพี เพาเวอร์ จำกัด และของบริษัท โกลว์พลังงาน จำกัด (มหาชน) ซึ่งตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด และมีที่ตั้งอยู่ริมทะเล เช่นเดียวกับโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ โดยโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งสองแห่งมีกำลังการผลิตรวมกันมากกว่า 2,400 เมกะวัตต์ และผลิตไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องมานานกว่า 10 ปีแล้ว ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ปรากฏว่ามีปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมหรือปัญหาด้านสุขภาพของประชาชนที่อยู่รอบโรงไฟฟ้า ปัญหาด้านการประมงและปัญหาด้านการท่องเที่ยวอย่างที่มีความกังวล

นอกจากนี้ในประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เยอรมันนี สหรัฐอเมริกา รวมทั้งประเทศกำลังพัฒนาอย่างจีน อินเดีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย เวียดนาม ตุรกี ต่างก็มีโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินด้วยเทคโนโลยีสะอาดรวมกันหลายร้อยโครงการ ซึ่งตรงข้ามกับข้อมูลที่ฝ่ายต่อต้านคัดค้านอ้างว่าประเทศต่างๆ ทั่วโลกกำลังเลิกใช้พลังงานถ่านหิน

ทั้งนี้เครือข่ายนักวิชาการยังระบุด้วยว่า โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินจังหวัดกระบี่ ผู้ดำเนินโครงการได้ปฏิบัติตามขั้นตอนตามกฎหมายในการก่อสร้างและมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมโครงการที่มีข้อกำหนดดีกว่ามาตรฐานที่กรมควบคุมมลพิษประกาศใช้อยู่ในปัจจุบัน โดยในการตั้งคณะกรรมการไตรภาคีเพื่อศึกษาการดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินจังหวัดกระบี่ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี คณะอนุกรรมการด้านวิชาการก็ได้สรุปแล้วว่า โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินจังหวัดกระบี่แทบจะไม่ได้ก่อปัญหาต่อสิ่งแวดล้อมต่อการท่องเที่ยวและต่อสังคมอย่างมีนัยสำคัญแต่อย่างใด

ปัจจุบันโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินจังหวัดกระบี่ได้ล่าช้ากว่าแผนเดิมไปแล้วอย่างน้อย 4 ปี จากเดิมที่คาดว่าจะเริ่มผลิตไฟฟ้าได้ในปี 2562 แต่มีปัญหาการคัดค้านจากคนบางกลุ่มจึงต้องเลื่อนออกไปถึงปี 2566 ทั้งที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าของจังหวัดในชายฝั่งทะเลอันดามันได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มมากขึ้น เครือข่ายนักวิชาการจึงขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีได้ตระหนักถึงความจำเป็นของโรงไฟฟ้าถ่านหินจังหวัดกระบี่และมีความกล้าหาญที่จะใช้อำนาจตัดสินใจเพื่ออนาคตที่ดีของประเทศ เพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งในจังหวัดกระบี่และประชาชนทั้งประเทศจะได้มีไฟฟ้าใช้อย่างพอเพียงในราคาที่เป็นธรรม

  

 

กลับสู่กิจกรรมทั้งหมด