กิจกรรมที่เกี่ยวข้อง

“เชฟรอน-คีนัน”เปิดโครงการพัฒนาท่องเที่ยววิถีชุมชนชายฝั่งสุราษฏร์

“เชฟรอน-คีนัน”เปิดโครงการพัฒนาท่องเที่ยววิถีชุมชนชายฝั่งสุราษฏร์

 

เชฟรอน-คีนันร่วมกับจังหวัดสุราษฎร์ธานี เสริมศักยภาพชุมชนชายฝั่ง ชูโครงการพัฒนาท่องเที่ยววิถีชุมชนอย่างยั่งยืน สร้างสมดุลเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ในชุมชนนำร่อง 10 แห่ง มุ่งกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นมากขึ้น

 

บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด และสถาบันคีนันแห่งเอเซีย ได้ลงนามบันทึกความร่วมมือภายใต้ โครงการ “พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในชุมชนชายฝั่งสุราษฎร์ธานี” ร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี  การท่องเที่ยวจังหวัดสุราษฎร์ธานี  มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี และสมาคมผู้ประกอบการท่องเที่ยวในพื้นที่ เพื่อร่วมกันยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ พร้อมทั้งรักษาไว้ซึ่งศิลปวัฒนธรรม และสภาพแวดล้อมที่ดี ผ่านการพัฒนาการท่องเที่ยวให้กับชุมชนในพื้นที่ตามแนวชายฝั่ง จำนวน 10 กลุ่มชุมชน ให้พร้อมสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงคุณภาพที่มีการพัฒนาอย่างยั่งยืน

นางหทัยรัตน์ อติชาติ  ผู้จัดการฝ่ายนโยบายด้านรัฐกิจและกิจการสัมพันธ์ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด กล่าวว่า “โครงการ ‘พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในชุมชนชายฝั่งสุราษฎร์ธานี’ มุ่งสนับสนุนและส่งเสริมศักยภาพกลุ่มท่องเที่ยวในชุมชนชายฝั่งในจังหวัด ให้มีความเข้มแข็งและเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น พร้อมสร้างความรักและความหวงแหนสิ่งแวดล้อม รวมถึงการอนุรักษ์วัฒนธรรมและวิถีชุมชนผ่านการสร้างเครือข่ายการพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชนในพื้นที่ การลงนามบันทึกข้อตกลงครั้งนี้ ถือเป็นการผสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนครั้งสำคัญ เพื่อร่วมกันกำหนดยุทธศาสตร์พัฒนาการท่องเที่ยวในชุมชนอย่างยั่งยืน ที่มาจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งนี้ สุราษฎร์ธานีเป็นจังหวัดที่มีความพร้อมด้านการท่องเที่ยว มีแหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลาย ทั้งทางธรรมชาติ และวัฒนธรรม หากแต่การท่องเที่ยวบนแผ่นดินใหญ่ยังไม่เป็นที่นิยมเทียบเท่ากับบนเกาะต่างๆ ซึ่งโครงการฯ จะส่งผลต่อความสมดุลของรายได้และการจ้างงานในจังหวัดได้มากขึ้น” นางหทัยรัตน์กล่าว

ด้าน นายปิยะบุตร ชลวิจารณ์  ประธานกรรมการ สถาบันคีนันแห่งเอเซีย เปิดเผยถึงภาพรวมการดำเนินงาน ว่า “โครงการฯ มุ่งเป้าในการจัดกิจกรรมเป็นระยะเวลา 22 เดือน ในการร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรที่ได้ร่วมลงนามทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนชายฝั่ง 10 กลุ่มชุมชน โดยสถาบันคีนันจะเข้าไปช่วยสร้างศักยภาพกับชุมชนใน 3 ด้าน คือ การสร้างเครือข่ายผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง การสร้างความเข้าใจและวิสัยทัศน์ร่วมกันถึงการพัฒนาการท่องเที่ยวชุมชน และการสร้างความสามารถในการบริหารจัดการการท่องเที่ยว อาทิ การจัดการโครงสร้างพื้นฐานเพื่อให้พร้อมรองรับนักท่องเที่ยวได้อย่างมีคุณภาพ  การบริหารต้นทุน และออกแบบแพคเกจทัวร์หรือรูปแบบกิจกรรมที่ตรงกับความต้องการของนักท่องเที่ยวกลุ่มเป้าหมายผ่านการอบรมพัฒนาความรู้ จัดทำแผนงาน และประสานความร่วมมือหน่วยงานต่างๆ การคัดเลือกกลุ่มชุมชนเข้าร่วมโครงการ จะใช้เกณฑ์ในเรื่องความพร้อมของพื้นที่และคนในชุมชน อาทิ ความพร้อมโครงสร้างพื้นฐาน ศักยภาพผู้นำ ความดึงดูดและหลากหลายของสถานที่ท่องเที่ยว เป็นต้น โดยระยะแรกจะเริ่มจาก 6 กลุ่มชุมชน ซึ่งจะแบ่งย่อยออกเป็น 3 คลัสเตอร์ตามระยะทางและแหล่งท่องเที่ยวของชุมชนก่อนขยายสู่  4 ชุมชนที่เหลือในระยะต่อไปหลังจากเห็นผลในกลุ่มแรก ซึ่งคาดว่าระยะแรกจะมีผู้ได้รับประโยชน์กว่า 4,000 คน และหลังจบโครงการจะสามารถสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและพึ่งพาตนเองได้ทั้งด้านอาชีพและรายได้โดยยังคงไว้ซึ่งวิถีชีวิตชุมชนศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น และสิ่งแวดล้อมที่ดีรวมถึงสร้างจิตสำนึกรักท้องถิ่นในหมู่เยาวชนลดปัญหากลุ่มเสี่ยงและการย้ายถิ่นที่อยู่”

ขณะที่ นายศุภวัชร ศักดา  รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า “จังหวัดสุราษฎร์ธานีแม้จะมีความพร้อมด้านแหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลายทางธรรมชาติ และวัฒนธรรม แต่ก็ยังประสบปัญหาในเรื่องการพัฒนาการท่องเที่ยวชุมชนอย่างยั่งยืนเพราะภาพรวมนักท่องเที่ยวจะนิยมเที่ยวตามหมู่เกาะมากกว่าการเที่ยวในพื้นที่ชุมชนชายฝั่ง ส่วนหนึ่งเพราะไม่ได้รับข้อมูลข่าวสาร ประกอบกับแหล่งท่องเที่ยวชายฝั่งบางส่วนยังมีปัญหาเรื่องสาธารณูปโภค และการคมนาคม ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ดังนั้นความร่วมมือในครั้งนี้น่าจะส่งผลดีต่อชุมชนชายฝั่งและการท่องเที่ยว ในภาพรวมของจังหวัด ทั้งยังเป็นการตอกย้ำถึงวิสัยทัศน์ของ จ.สุราษฎร์ธานีในการเป็นผู้นำการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ”

ส่วน นายจักรกฤษณ์ เอ่งฉ้วน  รักษาการผู้อำนวยการ สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬา จังหวัดสุราษฎร์ธานี กล่าวเสริมว่า จังหวัดสุราษฎร์ ถือว่ามีแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่สำคัญหลายแห่ง นอกจากประชาชน นักท่องเที่ยวจะสามารถเดินทางมาเพื่อชมธรรมชาติ หรือทำบุญไหว้พระแล้ว ยังสามารถเที่ยวชมชุมชนที่ประกอบอาชีพทางหัตถกรรม หรือการทำผลิตภัณฑ์ต่างๆ ซึ่งเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมถึงชุมชนการเกษตรที่มีความน่าสนใจไม่แพ้กันหากได้รับการวางแผนยุทธศาสตร์ด้านการบริหารจัดการ และประชาสัมพันธ์ที่ดีร่วมกันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจท่องเที่ยวทั้งภาครัฐและเอกชน จะสามารถกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวได้รู้จักและหันมาเที่ยววิถีชุมชนมากขึ้น ทั้งในอนาคตชุมชนนำร่องของโครงการฯ ก็จะเป็นตัวอย่างของชุมชนในเรื่องของการช่วยเหลือตัวเองได้หลังจบโครงการฯ

กลับสู่กิจกรรมทั้งหมด