กิจกรรมทั้งหมด

Date : 22 / 06 / 2016

  • Date : 22 / 06 / 2016
    สนพ.ปิดโครงการร่วมมือไทย เยอรมันตามแผนอนุรักษ์พลังงาน แบบชื่นมื่น

    ครบ4ปีโครงการความร่วมมือไทย-เยอรมัน แบบชื่นมั่น สนพ.ระบุช่วยรัฐเดินหน้างานวิชาการที่เกี่ยวกับการอนุรักษ์พลังงานให้เป็นรูปธรรมหลายโครงการทั้งการพัฒนาดัชนีประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (EEI)  การสนับสนุนการวางกรอบมาตรการส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานโดยผู้ผลิตไฟฟ้า(EERS) ที่ยังเป็นมาตรการใหม่ และไม่เคยดำเนินการมาก่อนในประเทศไทย และข้อเสนอให้มีการพัฒนากลไกการค้ำประกันสินเชื่อ (Credit Guarantee) สำหรับโครงการอนุรักษ์พลังงานและธุรกิจการจัดการพลังงาน (Energy Service Company : ESCO) 

    นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน และโฆษกกระทรวงพลังงาน  เปิดเผยถึง โครงการความร่วมมือไทย – เยอรมัน ตามแผนอนุรักษ์พลังงาน (Thai – German Programme on Energy Efficiency Development Plan, TGP-EEDP) ที่เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่เดือนพ.ค. ปี2555  และมีการจัดสัมมนาเพื่อปิดโครงการในวันที่22มิ.ย.2559 ว่า ตลอดระยะเวลาดำเนินการ 4 ปี ที่ผ่านมา โครงการความร่วมมือดังกล่าว มีส่วนสำคัญในการผลักดันนโยบายอนุรักษ์พลังงานให้สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในภาคอุตสาหกรรมและภาคอาคารธุรกิจ พร้อมทั้งช่วยลดการปล่อยมลพิษและก๊าซเรือนกระจกในประเทศไทย 

    ทั้งนี้การอนุรักษ์พลังงานถือเป็นวาระสำคัญของชาติ ที่ต้องการการมีส่วนร่วมจากประชาชนและจากทุกภาคส่วน เพื่อที่จะลดความเสี่ยงในการเกิดปัญหาขาดแคลนพลังงานในอนาคต อันเนื่องมาจากความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้น โดยผลการดำเนินงานของโครงการได้เสนอแนะนโยบายที่สำคัญและน่าสนใจ อาทิ การพัฒนาดัชนีประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (Energy Efficiency Indicator; EEI) เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการติดตามและประเมินผลมาตรการอย่างมีประสิทธิภาพ การสนับสนุนการวางกรอบมาตรการส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานโดยผู้ผลิตไฟฟ้า(EERS) ที่ยังเป็นมาตรการใหม่ และไม่เคยดำเนินการมาก่อนในประเทศไทย และข้อเสนอให้มีการพัฒนากลไกการค้ำประกันสินเชื่อ (Credit Guarantee) สำหรับโครงการอนุรักษ์พลังงานและธุรกิจการจัดการพลังงาน (Energy Service Company : ESCO) เชื่อมโยงกับกลไกที่มีอยู่แล้วของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ภายใต้กระทรวงการคลัง ที่จะสนับสนุนให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม SMEs รวมถึง ESCO มีความสามารถในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากสถาบันการเงินได้มากขึ้น เพื่อรองรับรูปแบบการดำเนินการของ ESCO อย่างครบวงจร อันนำไปสู่ความสำเร็จของการอนุรักษ์พลังงานตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ของประเทศ 

    โครงการ TGP-EEDP ได้ รับทุนสนับสนุนจากกระทรวงสิ่งแวดล้อม คุ้มครองธรรมชาติ การก่อสร้าง และความปลอดภัยทางปรมาณูแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (BMUB) เพื่อส่งเสริมการทำงานภายใต้แผนอนุรักษ์พลังงานของประเทศไทย โดยมีหน่วยงานความร่วมมือหลักคือ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน และองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) รวมทั้งมีหน่วยงานสนับสนุน ได้แก่ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) บัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และสถาบันวุพแพร์ทาล ประเทศเยอรมนี

    ด้าน นายเพเทอร์ พรือเกล เอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีประจำประเทศไทย กล่าวว่าความสัมพันธ์ทางการทูตอันดีระหว่างประเทศไทยและสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีที่มีต่อกันมากว่า 150 ปี   นำมาซึ่งความร่วมมือกันทางด้านวิชาการ ที่รัฐบาลของเยอรมนี ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการให้คำปรึกษาและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและสนับสนุนการดำเนินงานตามแผนอนุรักษ์พลังงานของประเทศไทย จึงเป็นที่มาของโครงการความร่วมมือไทย – เยอรมัน ตามแผนอนุรักษ์พลังงานนี้   ซึ่งโครงการได้เข้ามามีบทบาทในการสนับสนุนแผนอนุรักษ์พลังงานของประเทศไทยให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ อันจะนำมาสู่ความยั่งยืนด้านพลังงานและการบูรณาการแผนอนุรักษ์พลังงานเข้ากับนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตามเจตจำนงของประเทศไทยที่ได้เสนอต่อที่ประชุม รัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

     

     

     

Date : 21 / 06 / 2016

  • Date : 21 / 06 / 2016
    กลุ่มปตท.คว้า15 รางวัล Corporate Governance Asia 2016

    นิตยสารคอเปอร์เรต กอฟเวอแนนซ์ เอเชีย ซึ่งเป็นนิตยสารด้านการลงทุนและธรรมาภิบาลแห่งเอเชียมอบ 15 รางวัล ประเภทบุคคลและองค์กร ให้แก่ กลุ่ม ปตท. ประกอบด้วย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.)     บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) (ปตท.สผ.)  บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) (ไออาร์พีซี)  และ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (พีทีทีจีซี)  สะท้อนต้นแบบด้านธรรมาภิบาลองค์กรของเอเชีย  ถือเป็นความภาคภูมิใจในฐานะบริษัทพลังงานของคนไทย

    นายประเสริฐ สลิลอำไพ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สื่อสารองค์กรและกิจการเพื่อสังคม บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า  15 รางวัลคอปอร์เรต กอฟเวอร์แนนซ์ ยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย ประจำปี 2016 ทั้งประเภทองค์กรและบุคคล ที่กลุ่มปตท.ได้รับจาก นิตยสารคอเปอร์เรต กอฟเวอแนนซ์ เอเชีย ซึ่งเป็นนิตยสารด้านการลงทุนและธรรมาภิบาลแห่งเอเชียประกอบด้วย 

    ปตท. ได้รับ  6 รางวัล

        - ผู้นำองค์กรยอดเยี่ยมในเอเชียแห่งปี (นายเทวินทร์ วงศ์วานิช) 

        - ผู้บริหารการเงินองค์กรยอดเยี่ยมในเอเชียแห่งปี (นายวิรัตน์ เอื้อนฤมิต) 

        - ผู้บริหารฝ่ายลงทุนสัมพันธ์ยอดเยี่ยม (นายพิจินต์ อภิวันทนาพร)

        - ซีเอสอาร์ยอดเยี่ยม 

         - สื่อสารองค์กรยอดเยี่ยม

         - นักลงทุนสัมพันธ์ยอดเยี่ยม

    ปตท.สผ. ได้รับ 3 รางวัล

        - ผู้บริหารการเงินองค์กรยอดเยี่ยมในเอเชียแห่งปี (นางสาวพรรณนลิน มหาวงศ์ธิกุล) 

        - นักลงทุนสัมพันธ์ยอดเยี่ยม 

        - ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมยอดเยี่ยม

     ไออาร์พีซี ได้รับ 2 รางวัล

        - ผู้นำองค์กรยอดเยี่ยมในเอเชียแห่งปี (นายสุกฤตย์ สุรบถโสภณ)

        - นักลงทุนสัมพันธ์ยอดเยี่ยม

    พีทีทีจีซี ได้รับ 4 รางวัล

        - ผู้นำองค์กรยอดเยี่ยมในเอเชียแห่งปี (นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์)

        - ซีเอสอาร์ยอดเยี่ยม

        - นักลงทุนสัมพันธ์ยอดเยี่ยม 

        - ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมยอดเยี่ยม

     ทั้งนี้  นิตยสารคอเปอร์เรต กอฟเวอแนนซ์ เอเชีย ได้พิจารณารางวัลจากการคัดเลือกตามเกณฑ์ และข้อมูลผลสำรวจความคิดเห็นของนักลงทุน นักวิเคราะห์ กรรมการบริษัท และผู้บริหารหลากหลายบริษัททั่วภูมิภาคเอเชีย ได้แก่ ประเทศจีน ฮ่องกง อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลี ไทย สิงคโปร์ ไต้หวัน ฯลฯ  โดยประเภทบุคคล พิจารณามอบให้ผู้นำองค์กรที่สร้างความเติบโตทางธุรกิจ พร้อมคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม รวมถึงความพยายามในการยกระดับการกำกับดูแลกิจการที่ดีภายในประเทศ ในขณะที่รางวัลสำหรับประเภทองค์กรนั้นพิจารณามอบให้แก่บริษัทที่มีความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องในการพัฒนาการกำกับดูแลกิจการที่ดี มีการเปิดเผยข้อมูลที่มีความโปร่งใส และได้รับการยกย่องอย่างเปิดเผยต่อสาธารณะ 

     

Date : 14 / 06 / 2016

  • Date : 14 / 06 / 2016
    พลังงานรุกสื่อออนไลน์หวังชาวเน็ตเข้าใจเรื่องสำรวจปิโตรเลียม มากขึ้น

    กระทรวงพลังงานรุกสื่อออนไลน์  โซเชียลมีเดีย ปล่อยอินโฟกราฟฟิกใหม่หวังชาวเน็ตเข้าใจข้อเท็จจริงการสำรวจปิโตรเลียมเอราวัณ บงกช มากขึ้น

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  กระทรวงพลังงานได้มีการจัดทำสื่ออินโฟกราฟฟิก เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง เรื่องของพลังงาน  .ในกลุ่มผู้ใช้อินเตอร์เนต  ผ่านช่องทางของสื่อออนไลน์เช่น Website ,Social Media เช่น Facebook ,Twitter ,Line และ Instagram  ที่มีการจัดตั้งขึ้นอย่างเป็นระบบ   โดยปัจจุบันการสื่อสารผ่านสื่อออนไลน์ดังกล่าวสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้เป็นจำนวนมาก

    โดยอินโฟกราฟฟิก 2 ภาพล่าสุด  เป็นหัวข้อเรื่องเกี่ยวกับการเจาะสำรวจก๊าซธรรมชาติในประเทศไทยเฉพาะในแหล่งเอราวัณและบงกช ที่ผลิตก๊าซในสัดส่วน74% ของก๊าซที่ผลิตได้จากอ่าวไทย   มีการนำข้อมูลมาเปรียบเทียบให้เห็นว่า การรักษาระดับการผลิตก๊าซเพื่อให้ประเทศมีก๊าซใช้อย่างต่อเนื่องนั้นผู้รับสัมปทานจำเป็นจะต้อง ลงทุนเจาะก๊าซเพิ่มขึ้นทุกปี  ต้องใช้จำนวนหลุมมากขึ้น และเงินลงทุนสูงขึ้น   โดยข้อมูลการผลิตก๊าซในปี2555 ที่ผลิตก๊าซได้ปริมาณ 2,000 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ต้องใช้หลุมเจาะจำนวน250หลุม ใช้เงินลงทุน75,000 ล้านบาท  ในขณะที่ปี 2558 ที่ผลิตก๊าซได้ปริมาณ2,200 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน   ต้องใช้หลุมเจาะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ478 หลุม ใช้เงินลงทุนเพิ่มเป็นประมาณ100,000 ล้านบาท

    ส่วนอินโฟกราฟฟิก ภาพที่2  เป็นหัวข้อเรื่องความแตกต่างระหว่างการประมูลคลื่นความถี่โทรคมนาคม4G กับการประมูลทรัพยากรปิโตรเลียม   ว่าการประมูลคลื่น4G นั้น เป็นสิ่งที่รัฐจัดสรรคลื่นความถี่ไว้ให้อยู่ เอกชนจึงไม่มีความเสี่ยงว่าจะไม่ได้คลื่น เพื่อทำธุรกิจ   ในขณะที่การประมูล ทรัพยากรปิโตรเลียม นั้น เอกชนต้องลงทุนขุดเจาะสำรวจ เพื่อหาปิโตรเลียม จึงต้องรับความเสี่ยงตั้งแต่เริ่มต้น   ในขณะที่การพิจารณา หาผู้ชนะการประมูล นั้น การประมูล4G สามารถพิจารณาจากรายได้ที่เสนอให้กับรัฐสูงสุดได้  แต่การประมูลทรัพยากรปิโตรเลียม ต้องพิจารณาจากหลายปัจจัย ทั้งแผนงาน  แผนเงิน  ผู้เชี่ยวชาญ  และเทคโนโลยี  เพราะรัฐต้องการที่จะหาผู้ที่มีศักยภาพที่จะค้นพบปิโตรเลียมและสามารถที่จะนำขึ้นมาใช้ประโยชน์ได้

    สำหรับการใช้สื่อออนไลน์เพื่อสร้างความเข้าใจนี้  ถือเป็นช่องทางหลักที่ทางกลุ่มเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย(คปพ.) ใช้ในการสื่อสารกับกลุ่มผู้ใช้อินเตอร์เน็ตมาอย่างต่อเนื่องหลายปีแล้ว ในขณะที่กระทรวงพลังงาน หันมาให้ความสำคัญกับการใช้สื่อออนไลน์ เพื่อสื่อสารทำความเข้าใจ ในช่วง1-2ปีหลังมานี้  จากที่ก่อนหน้านี้ให้ความสำคัญกับการชี้แจงผ่านสื่อกระแสหลัก   

  • Date : 14 / 06 / 2016
    PEAนำร่องให้บริการภาษาเมียนมา กัมพูชา มลายู ผ่านCall Center
    PEA นำร่องเพิ่ม 3 ภาษาอาเซียนให้บริการผ่านCall center 1129 รับแจ้งเหตุไฟฟ้าขัดข้อง พร้อมเปิดคู่สายเพิ่มเป็น 90 คู่สาย รองรับผู้ใช้บริการ 1.8 ล้านรายในปีนี้  
     
    นายเสริมสกุล คล้ายแก้ว ผู้ว่าการ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(PEA) เปิดเผยว่า PEA ได้เปิดโครงการศูนย์บริการข้อมูลผู้ใช้ไฟฟ้า (1129 PEA Call Center)  ระยะที่ 3  ซึ่งศูนย์บริการดังกล่าวจะช่วยให้ข้อมูลข่าวสารและบริการด้านรับแจ้งเหตุไฟฟ้าดับ ไฟฟ้าขัดข้อง รับเรื่องร้องเรียนและรับคำร้องขอใช้ไฟ เป็นต้น โดยเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา 
     
    สำหรับโครงการดังกล่าวระยะที่3 นี้ จะนำร่องใช้ภาษาในภูมิภาคอาเซียนให้บริการ ทั้งภาษาเมียนมา ภาษากัมพูชา และ ภาษามลายู เพิ่มจากเดิมที่มีบริการเป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ  พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีร่างกายไม่สมบูรณ์ ได้มีส่วนร่วมในการปฏิบัติงาน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือสังคม 
     
    อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาศูนย์บริการฯ มีปริมาณของประชาชนที่โทรติดต่อใช้บริการเพิ่มขึ้นทุกปี ในปี 2557 มีจำนวนสาย 1.3 ล้านสาย และในปี 2558 จำนวน 1.5 ล้านสาย ซึ่งคาดว่าในปี 2559 – 2560 จะมีประชาชนติดต่อมาใช้บริการเพิ่มขึ้นประมาณ 1.6 – 1.8 ล้านสายต่อปี ซึ่งในวาระที่ 3 ได้มีการเพิ่มจำนวนคู่สายจาก 60 คู่สายเป็น 90 คู่สาย และเพิ่มจำนวนพนักงานรับสาย เพื่อรับรองผู้ใช้บริการที่มีแนวโน้มที่เพิ่มมากทุกปี 
     
    โดยการดำเนินศูนย์บริการข้อมูลผู้ใช้ไฟฟ้า (1129 PEA Call Center) ระยะที่ 3 มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการประชาชนด้วยการ
     
    นอกจากนี้ได้เพิ่มช่องทางในการติดต่อกับศูนย์บริการข้อมูลผ่านช่องทาง Social Media ได้แก่ Facebook Twitter Website และ E-mai ที่ 1129@pea.co.th โดยจะมีพนักงานตอบคำถามเบื้องต้นให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าประชาชน ตลอด 24 ชั่วโมง
     

Date : 10 / 06 / 2016

  • Date : 10 / 06 / 2016
    กฟผ.ชูกิจกรรม ปลูกป่าแลกข้าว ชวนคนปลายน้ำร่วมเฉลิมพระเกียรติ ในหลวงครองราชย์ 70 ปี

    กฟผ. เดินหน้าชวนคนปลายน้ำร่วมสานพลังชุมชนในผืนป่าต้นน้ำเขื่อนภูมิพล ขยายผลกิจกรรม “ปลูกป่าแลกข้าว” นำข้าวสารส่งต่อคนต้นน้ำ ผู้เสียสละคอยดูแลรักษาผืนป่าต้นน้ำ ให้มีน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล และการเกษตรลุ่มน้ำเจ้าพระยา ตามโครงการแลกข้าวอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ  พร้อมร่วมสร้างฝายหินทิ้งช่วยชะลอน้ำ ฟื้นฟูระบบนิเวศของป่าไม้  

     นายธาตรี ริ้วเจริญ ผู้ช่วยผู้ว่าการกิจการสังคม การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ ครบ 70 ปี  กฟผ. ได้จับมือกับสื่อพันธมิตรร่วมกิจกรรม “ปลูกป่าแลกข้าว” ในเขตพื้นที่เขื่อนภูมิพล  อ.สามเงา  จ.ตาก  ในระหว่างวันที่ 10 -12 มิถุนายน 2559   

    “สำหรับกิจกรรมปลูกป่าแลกข้าว จะเป็นส่วนหนึ่งในการส่งกำลังใจให้คนต้นน้ำของลุ่มน้ำแม่ปิง โดยนำข้าวสารไปฝากให้กับเขื่อนภูมิพล  เพื่อส่งต่อให้ประชาชนและชุมชนต้นน้ำในพื้นที่อำเภออมก๋อย  และอำเภอแม่แจ่ม  จ.เชียงใหม่ ที่เป็นผู้เสียสละทำหน้าที่คอยดูแลรักษาป่าต้นน้ำไม่ให้มีการบุกรุกทำลายป่า พร้อมร่วมปลูกและอนุรักษ์สร้างความชุ่มชื้นให้กับพื้นที่แหล่งต้นน้ำสำคัญของลุ่มน้ำปิงตอนบน ทำให้มีน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพลอย่างต่อเนื่อง และมีน้ำเพื่อการเกษตรในลุ่มน้ำเจ้าพระยาอย่างเพียงพอ ตามโครงการแลกข้าวอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ หรือ ปลูกป่าแลกข้าว  นอกจากนี้ กฟผ. ได้มีการดำเนินงานในโครงการต่างๆ ภายใต้การมีส่วนร่วมกับชุมชน เพื่อให้เกิดการขยายเครือข่ายการดูแลรักษาป่า  โดยปัจจุบันเขื่อนภูมิพลได้สร้างฝายร่วมกับชุมชนมาแล้วกว่า 12,000 ฝาย รวมถึงการสร้างฝายเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตามโครงการ 950 ฝาย ถวายในหลวง นับว่าเขื่อนภูมิพล เป็นเขื่อนอเนกประสงค์ที่อำนวยประโยชน์ให้กับประเทศทั้งด้านการชลประทาน การคมนาคม และการบรรเทาอุทกภัย รวมทั้งยังผลพลอยได้ในด้านการผลิตกระแสไฟฟ้า ซึ่งมีส่วนสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนความเจริญก้าวหน้าของประเทศ สมเป็นเขื่อนที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานพระปรมาภิไธยให้เป็นชื่อเขื่อน”  

    นอกจากกิจกรรม ปลูกป่าแลกข้าวแล้ว ยังได้ร่วมกันสร้างฝายหินทิ้ง เพื่อช่วยชะลอน้ำสร้างความชุ่มชื่นให้กับผืนป่า ช่วยกักเก็บตะกอนดินป้องกันดินทลาย ลดปัญหาภัยแล้ง ในพื้นที่ป่าบริเวณอุทยานแห่งชาติแม่ปิง (ดอยขุนเม่น)  ร่วมกับผู้บริหาร กฟผ. และเหล่าศิลปินดาราจิตอาสา อาทิ  แม็กกี้ อาภา ภาวิไล และลงพื้นที่เรียนรู้โครงการชีววิถีชุมชน ที่บ้านแม่ระวาน อ.สามเงา จ.ตาก ซึ่งชุมชนแห่งนี้มีความเข้มแข็ง ในการร่วมมือกันอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าไม้ รวมถึงการปกป้องผืนป่าในชุมชน  ทำให้ป่าไม้กลับคืนความสมบูรณ์อีกครั้ง  นอกจากนี้ชาวบ้านในชุมชนแห่งนี้ได้ดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพด้วยการทำเกษตรแบบผสมผสานไร้สารพิษ และน้อมนำปรัชญาของ เศรษฐกิจพอเพียงในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาปฎิบัติใช้จนประสบผลสำเร็จ  และได้รับการจัดตั้งให้เป็นศูนย์เครือข่ายปราญช์ชาวบ้านชุมชนแม่ระวานเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ในการดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพด้วยวิธีชีววิถี  โอกาสนี้ได้เข้าเยี่ยมชมเขื่อนภูมิพล เขื่อนอเนกประสงค์แห่งแรกของประเทศไทย ที่เป็นเขื่อนคอนกรีตรูปโค้งเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย ขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียอาคเนย์ และเป็นอันดับที่ 8 ของโลก อีกด้วย

      กฟผ. ยังคงเดินหน้าในโครงการฯ เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายปลูกป่าไม่น้อยกว่าปีละ20,000ไร่ พร้อมรณรงค์ปลูกที่ท้อง ปลูกที่ใจ ปลูกที่ป่า เพื่อปลูกจิตสำนึกอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยปี2559นี้ จัดกิจกรรมในโครงการปลูกป่า กฟผ. จำนวน 5 ครั้ง เน้นที่ป่าชายเลน ป่าต้นน้ำ และป่าชุมชนในพื้นที่รอบเขื่อน และโรงไฟฟ้าของ กฟผ. ซึ่งกิจกรรมครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 2 แล้ว โดยครั้งแรกได้จัดขึ้นที่โรงไฟฟ้าบางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา เมื่อระหว่างวันที่ 4-5 มิถุนายน  ที่ผ่านมา ส่วนในครั้งต่อไปจะจัดที่เขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น, กฟผ.แม่เมาะ จ.ลำปาง และเขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์  ทั้งนี้ผู้สนใจที่จะร่วมกิจกรรมสามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ทาง www.egat-reforest.com