กิจกรรมทั้งหมด

Date : 31 / 08 / 2016

  • Date : 31 / 08 / 2016
    กฟผ.สนับสนุน 22ล้าน จัดนิทรรศการถาวรด้านพลังงานไฟฟ้าที่กรุงเทพและร้อยเอ็ด

    กฟผ. มอบเงิน 22 ล้านบาท สนับสนุนสำนักงาน กศน. จัดทำห้องนิทรรศการถาวรด้านพลังงานไฟฟ้าให้กับศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ) และ ศูนย์วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมเพื่อการศึกษาร้อยเอ็ด เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ด้านพลังงานสู่สังคม   

    วันนี้ (31 สิงหาคม 2559) นายกรศิษฎ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)  มอบเงินสนับสนุนการจัดทำห้องนิทรรศการถาวรด้านพลังงานไฟฟ้า จำนวน 22,000,000 บาท ให้กับ นายสุรพงษ์ จำจด เลขาธิการ สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (สำนักงาน กศน.) โดยมีผู้บริหารของทั้ง 2 หน่วยงาน ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ ห้องประชุม 201 อาคารสำนักผู้ว่าการ สำนักงานใหญ่ กฟผ. อ.บางกรวย จ.นนทบุรี

    นายกรศิษฎ์ ภัคโชตานนท์ กล่าวว่า  กฟผ. ร่วมกับ สำนักงาน กศน. ในการพัฒนาโครงการนิทรรศการถาวรด้านพลังงานไฟฟ้า โดยดำเนินการจัดทำสื่อการเรียนรู้ด้านพลังงานที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานประเภทต่างๆ ให้กับ ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ) และ ศูนย์วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมเพื่อการศึกษาร้อยเอ็ด  เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้และสร้างประสบการณ์แก่เยาวชน นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ได้อย่างมีประสิทธิภาพ  สำหรับภายในห้องนิทรรศการจัดแบ่งเป็น 6 ส่วน ได้แก่ วิวัฒนาการไฟฟ้า, หลักการเกิดไฟฟ้า, เทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้า, ไฟฟ้ามาถึงเราได้อย่างไร, เผชิญวิกฤตพลังงานไฟฟ้า และการอนุรักษ์พลังงานไฟฟ้า โดยจะนำเสนอในรูปแบบการจัดนิทรรศการด้วยสื่อที่ทันสมัยและกิจกรรมการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับพลังงานไฟฟ้า ที่ สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง เพื่อให้ตระหนักถึงคุณค่าของพลังงานไฟฟ้า และนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างยั่งยืน ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณต้นปี 2560

    นอกจากการพัฒนาสื่อการเรียนรู้ให้กับ สำนักงาน กศน. ในครั้งนี้แล้ว ที่ผ่านมา กฟผ. ยังให้การส่งเสริมและสนับสนุนในด้านการแบ่งปันความรู้สู่สังคม (Learning for Society) มาอย่างต่อเนื่อง  โดยแบ่งการดำเนินงานเป็น 2 ส่วน คือ ในโรงเรียน โดยดำเนินการผ่านกิจกรรมห้องเรียนสีเขียว ร่วมกับโรงเรียนที่มีความประสงค์และมีความพร้อม เพื่อใช้ในการเรียนการสอนและเสริมสร้างอุปนิสัยประหยัดพลังงาน และ นอกโรงเรียน โดยจัดสร้างอาคารศูนย์นวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้ กฟผ. (EGAT Learning Center) รวมทั้งสิ้น 7 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ ศูนย์นวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้ราชานุรักษ์ เขื่อนศรีนครินทร์ จ.กาญจนบุรี, ศูนย์นวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้พลังคิด กฟผ.จะนะ จ.สงขลา, ศูนย์นวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์, ศูนย์นวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้ลำตะคอง จ.นครราชสีมา, ศูนย์นวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้แม่ออน จ.เชียงใหม่, พิพิธภัณฑ์ศูนย์ถ่านหินลิกไนต์ศึกษา (เหมืองแม่เมาะ) จ.ลำปาง และที่ ศูนย์นวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้ กฟผ. สำนักงานกลาง จ.นนทบุรี  ซึ่งถือเป็น Model Plantที่สามารถเข้าไปเรียนรู้ได้จริง และเป็นการเรียนรู้แบบครบวงจร โดยศูนย์นวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้ กฟผ. สำนักงานกลาง จะมีการบริหารจัดการอย่างเป็นเอกภาพ ร่วมกับศูนย์การเรียนรู้ฯ ทุกแห่งทั่วประเทศ เพื่อต้องการให้เป็นศูนย์การเรียนรู้สำหรับเยาวชนและประชาชนทั่วไป ได้เข้ามาศึกษาหาความรู้เรื่องพลังงาน ช่วยให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของพลังงานไฟฟ้า และมีความรู้ความเข้าใจในกระบวนการผลิตไฟฟ้า ตลอดจนมีความเข้าใจในภารกิจของ กฟผ. มากยิ่งขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่ความร่วมมือสนับสนุนการพัฒนาระบบไฟฟ้าของประเทศให้มีความมั่นคง ตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน

  • Date : 31 / 08 / 2016
    กระทรวงพลังงานลงนามเดินหน้าขยายระบบท่อส่งน้ำมันภาคอีสาน

    กระทรวงพลังงาน เดินหน้าโครงการขยายระบบขนส่งน้ำมันทางท่อ ล่าสุดลงนามเอ็มโอยูกับกลุ่มเอสซี หนุนก่อสร้างท่อไปยังภาคอีสาน เงินลงทุน 1 หมื่นล้านบาท คาดแล้วเสร็จ ก.ค. 2563

    พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) มีมติเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2558 เห็นชอบให้กระทรวงพลังงานดำเนินโครงการ ขยายระบบการขนส่งน้ำมันทางท่อไปยังภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งน้ำมันของประเทศนั้น ขณะนี้ มีผู้สนใจลงทุนในการขยายระบบการขนส่งน้ำมันทางท่อทั้ง 2 เส้นทางเรียบร้อยแล้ว และในวันที่ 31 สิงหาคม 2559 กรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) ซึ่งได้รับมอบหมายจาก กพช. ให้เป็นผู้ดำเนินการพิจารณาสนับสนุนผู้ลงทุนที่จะมาพัฒนาโครงการฯ ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU)  กับบริษัท ไทย ไปป์ไลน์ เน็ตเวิร์ค จำกัด (TPN) ภายใต้กลุ่มบริษัท เอส ซี กรุ๊ป (SC Group) เพื่อสนับสนุนโครงการขยายระบบขนส่งน้ำมันทางท่อไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

    ทั้งนี้ ธพ. จะดำเนินการประสานขอความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องในการวางท่อขนส่งน้ำมัน การออกใบอนุญาตให้ผู้ลงทุน และให้ข้อเสนอแนะ แนะนำ รวมถึงข้อคิดเห็นต่อการดำเนินงาน ให้สอดคล้องกับแนวนโยบายของรัฐ ในโครงการขยายระบบขนส่งน้ำมันทางท่อไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยก่อนหน้านี้ทาง ธพ. ได้มีการลงนาม MOU กับทางบริษัท ขนส่งน้ำมันทางท่อ จำกัด (FPT) เพื่อลงทุนก่อสร้างขยายระบบท่อน้ำมันไปยังภาคเหนือแล้ว

    สำหรับโครงการขยายระบบการขนส่งน้ำมันทางท่อไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้น จะทำการต่อขยายจากระบบการขนส่งน้ำมันทางท่อที่มีอยู่เดิมของบริษัท ท่อส่งปิโตรเลียมไทย จำกัด (THAPPLINE) ที่คลังน้ำมันอำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี ไปยังคลังน้ำมันปลายทางที่ จังหวัดขอนแก่น เป็นระยะทางประมาณ 350 กิโลเมตร ใช้งบประมาณในการลงทุนประมาณ 10,000 ล้านบาท ซึ่งหลังจากที่ ธพ. ได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) แล้ว ทางบริษัทฯ จะไปดำเนินการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ต่อไป และคาดว่าจะสามารถเริ่มก่อสร้างได้ต้นปี 2561และเปิดใช้งานได้ปลายปี 2563 ตามแผน

    พล.อ. อนันตพร กล่าวว่า โครงการขยายระบบการขนส่งน้ำมันทางท่อไปยังภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นโครงการที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งน้ำมันของประเทศ สร้างความมั่นคงด้านการจัดหาพลังงาน เอื้อต่อนโยบายการเก็บสำรองน้ำมันสำเร็จรูปในคลังส่วนภูมิภาค ส่งผลให้มีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่เชื่อถือได้ (Reliable) ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์ด้านเศรษฐศาสตร์ต่อประเทศ รวมถึงยังเป็นการรองรับการขยายตัวด้านการใช้น้ำมันในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย ในการก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางพลังงานของภูมิภาค และยังลดความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงในการขนส่ง ลดปัญหาด้านอุบัติเหตุรวมถึงแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม

    “นอกจากนั้น โครงการฯนี้ ยังเป็นโครงการสำคัญที่มีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศด้วยมูลค่าการลงทุน 2 เส้นทาง รวมเกือบ 2 หมื่นล้านบาท” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานกล่าว   

Date : 25 / 08 / 2016

  • Date : 25 / 08 / 2016
    หลักเกณฑ์ใหม่ค่าบริการก๊าซธธรรมชาติคาดบังคับใช้ได้ต้นปี2560

    กกพ.เตรียมออกหลักเกณฑ์ใหม่เกี่ยวกับโครงสร้างอัตราค่าบริการก๊าซธรรมชาติ ครอบคลุมค่าบริการใช้ท่อก๊าซฯ ,ค่าจัดหาขนส่งก๊าซฯ, ค่าบริการคลัง LNG ,และค่าขายปลีกก๊าซฯ  คาดประกาศใช้ต้นปี 2560 

    นายพรเทพ ธัญญพงศ์ชัย ประธานกรรมการกำกับกิจการพลังงาน เปิดเผยหลังเป็นประธานเปิดงาน สัมมนาเรื่อง “การรับฟังความคิดเห็นผลการศึกษาโครงการทบทวนโครงสร้างอัตราค่าบริการก๊าซธรรมชาติ”เมื่อวันที่25ส.ค. ว่า ปัจจุบันบริบทของธุรกิจก๊าซธรรมชาติ ในประเทศไทยได้มีการเปลี่ยนแปลงไปมาก อีกทั้งได้มีการประกาศใช้ข้อกำหนดเกี่ยวกับการเปิดให้ใช้หรือเชื่อมต่อระบบส่งก๊าซธรรมชาติและสถานีแอลเอ็นจีแก่บุคคลที่สาม (Third Party Access Code: TPA Code) ตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2558 ดังนั้น เพื่อให้การกำหนดอัตราค่าบริการก๊าซธรรมชาติมีความสอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน มีความชัดเจน โปร่งใส เป็นธรรม ตลอดจนสอดคล้องตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 โดยมาตรา 65 กำหนดให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน หรือ กกพ. กำหนดหลักเกณฑ์อัตราค่าบริการของผู้ได้รับใบอนุญาต

    นายวีระพล จิรประดิษฐกุล คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) และในฐานะโฆษก กกพ. กล่าวว่า เพื่อให้หลักเกณฑ์และอัตราค่าบริการท่อก๊าซฯปัจจุบันซึ่งใช้มาตั้งแต่ปี 2550 สอคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน กกพ.จึงได้จัดรับฟังความเห็นร่างหลักเกณฑ์การกำหนดอัตราค่าบริการท่อก๊าซธรรมชาติ โดยเตรียมประกาศใช้ในต้นปี 2560 นี้  โดยจะครอบคลุมใบอนุญาต 4 ใบ ได้แก่ 1. ใบอนุญาตที่เกี่ยวกับค่าบริการใช้ท่อก๊าซฯ ซึ่งปัจจุบันมีบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) เป็นเจ้าของเพียงรายเดียว และ กกพ.กำหนดค่าบริการท่อก๊าซฯที่ใช้อยู่ปัจจุบันประมาณกว่า 20 บาทต่อล้านบีทียู โดยอัตราดังกล่าวต้องปรับใหม่เนื่องจากจะมีการลงทุนท่อก๊าซฯ เพิ่มขึ้น เช่น ท่อก๊าซฯเส้นที่4 และท่อก๊าซฯเส้นที่5 รวมถึงท่อก๊าซฯ ย่อยอื่นๆอีก 
    2.ใบอนุญาตเกี่ยวกับค่าจัดหาและขนส่งก๊าซฯ ซึ่งปัจจุบันมี ปตท.เป็นผู้ดำเนินการเพียงรายเดียว และ ปตท. มีการคิดผลตอบแทนที่ต่างกันระหว่างผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) ในอัตราผลตอบแทน 9.33% ของต้นทุนก๊าซฯ ขณะที่ผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่ (IPP) ปตท.คิดผลตอบแทน 1.75% ของต้นทุนก๊าซฯ อย่างไรก็ตาม กกพ.จะรับฟังความเห็นและออกหลักเกณฑ์ค่าจัดหาและขนส่งก๊าซฯ ระหว่าง IPP และ SPP ให้เกิดความเป็นธรรมสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงมากขึ้น 


    3. ใบอนุญาตเกี่ยวกับค่าบริการใช้คลังก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG) โดยปัจจุบันคิดค่าบริการเฉลี่ยประมาณ 25 บาทต่อล้านบีทียู ทั้งนี้ต้องปรับปรุงใหม่เนื่องจากในอนาคตไทยจะมีทั้งคลังLNG บนบก และคลัง LNG ลอยน้ำ (FSRU) ซึ่งอัตราจะแตกต่างกันตามการลงทุน และให้สะท้อนต้นทุนแท้จริงและเป็นธรรมกับผู้ใช้ด้วยและ 4.ใบอนุญาตค้าปลีกก๊าซฯ ซึ่งปัจจุบันมีผู้ค้าส่งก๊าซฯ เพียง 3 ราย คือ ปตท. บริษัทลูกของ ปตท. และบริษัทในเครืออมตะ ทั้งนี้ที่ผ่านมาราคาน้ำมันเตาและก๊าซ LPG ที่จำหน่ายให้ผู้ใช้รายย่อยมีความผันผวนตามราคาน้ำมันโลก ดังนั้น กกพ.จะต้องปรับสูตรการจำหน่ายปลีกให้เกิดความเป็นธรรมทั้งผู้ซื้อและผู้ขายต่อไป

     
    "หลังจากรับฟังความเห็นในครั้งนี้แล้ว กกพ.จะเปิดรับฟังความเห็นทางเว็บไซต์ กกพ.อีก 15 วันและจะเสนอ และจะกำหนดอัตราค่าบริการที่เกี่ยวข้องกับใบอนุญาตทั้ง 4 ใบดังกล่าว จากนั้นจะเสนอคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) พิจารณาต่อไป โดยคาดว่าจะออกหลักเกณฑ์ได้สิ้นปี 2559 นี้และมีผลบังคับใช้ในต้นปี 2560 " นายวีระพล กล่าว 

  • Date : 25 / 08 / 2016
    เชฟรอนลงนามเช่าเรือกักเก็บปิโตรเลียมเบญจมาศ2อีก10ปี

    บริษัท เชฟรอน ออฟชอร์ (ประเทศไทย) จํากัด ลงนามในข้อตกลงเช่าเรือกักเก็บปิโตรเลียมเบญจมาศ 2 จากบริษัท เอ็มไอเอสซี ออฟชอร์ โฟลทติ้ง เทอร์มินอล จำกัด ในกลุ่มบริษัทเอ็มไอเอสซี เบอร์ฮาด โดยคาดว่าเรือเบญจมาศ 2 จะเริ่มปฏิบัติการได้ในไตรมาสที่ 2 ปี 2561 เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานด้านการผลิตปิโตรเลียมของเชฟรอนในอ่าวไทย

    พิธีดังกล่าวมี นายไพโรจน์ กวียานันท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เชฟรอน ออฟชอร์ (ประเทศไทย) จํากัด และ นายซาเยด ฮาชิม บิน ซาเยด อับดุลลาห์ รองประธานกรรมการบริหารธุรกิจนอกฝั่ง บริษัท เอ็มไอเอสซี เบอร์ฮาด และผู้อำนวยการ บริษัท เอ็มไอเอสซี ออฟชอร์ โฟลทติ้ง เทอร์มินอล จำกัด  เป็นผู้ร่วมลงนามโดยมีบริษัทผู้ร่วมทุนของเชฟรอนร่วมเป็นสักขีพยานในพิธี ประกอบด้วย ดร. สมพร ว่องวุฒิพรชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) นายมิโนรุ ฟูกูดะ กรรมการผู้จัดการ ผู้จัดการทั่วไป, สาขากรุงเทพฯ บริษัท มิตซุย ออยล์ เอ็กซโปลเรชั่น จำกัด นายภาวุฒิ ยูถะสุนทร ผู้จัดการใหญ่ บริษัท พลังโสภณ จำกัด และนางภัทรินทร์ จิระพจชพร ผู้จัดการทั่วไป บริษัท คริสเอ็นเนอร์ยี่ (กัลฟ์ ออฟ ไทยแลนด์) ลิมิเต็ด โดยพิธีลงนามฯ ได้รับเกียรติจากผู้บริหารของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติร่วมเป็นสักขีพยาน

     โดยขอบเขตการดำเนินงานภายใต้ข้อตกลงนี้ประกอบด้วย งานด้านวิศวกรรม การจัดซื้อ การก่อสร้าง การติดตั้ง การเช่า และการปฏิบัติงานของเรือกักเก็บปิโตรเลียมเบญจมาศ 2 เป็นระยะเวลา 10 ปี ซึ่งเรือลำใหม่นี้จะนำมาแทนที่เรือเบญจมาศ เอกซ์พลอเรอร์ ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เพื่อสนับสนุนการผลิตปิโตรเลียมอย่างปลอดภัยและต่อเนื่องในแปลงสัมปทาน บี8/32 และจี4/43 ของเชฟรอนในอ่าวไทย

     เรือเบญจมาศ 2 จะนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการกักเก็บและขนถ่ายปิโตรเลียม รวมถึงระบบความปลอดภัยและปกป้องสิ่งแวดล้อมที่ล้ำหน้า เรือลำนี้มีความจุมากกว่า 117,000 คิวบิกเมตร หรือสามารถกักเก็บปิโตรเลียมได้ 740,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ โดยประมาณ

     “เราต้องขอขอบคุณรัฐบาลที่ได้ให้การสนับสนุนและความร่วมมือตลอดระยะเวลากว่า 53 ปีที่ผ่านมา การลงทุนครั้งสำคัญนี้คือข้อพิสูจน์ความมุ่งมั่นอย่างไม่หยุดยั้งของเชฟรอนในการจัดหาพลังงานอย่างมั่นคงและปลอดภัยให้กับประเทศไทยในระยะยาว” นายไพโรจน์กล่าว

     

     

  • Date : 25 / 08 / 2016
    พพ.นำสื่อถอดรหัสความสำเร็จ2องค์กรที่ได้รับรางวัลThailand Energy Awards 2016

    ผู้บริหารกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.)นำคณะสื่อมวลชนเยี่ยมชม2องค์กรที่ได้รับรางวัล Thailand Energy Awards 2016

    เมื่อวันที่25ส.ค.2559 กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานโดยมี นายสมชาย สถากุลเจริญ ผู้เชียวชาญด้านพลังงานทดแทน พพ. เป็นประธาน นำคณะสื่อมวลชน ดูงานบริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด เจ้าของรางวัลดีเด่นด้านอนุรักษ์พลังงาน ประเภทขนส่ง บริการขนส่งสินค้า (ออกซิเจนเหลว อาร์กอนเหลว คาร์บอนไดออกไซต์เหลว และก๊าซไฮโดรเจน) และบริษัท อินทรีอีโคไซเคิล จำกัด ซึ่ง คว้ารางวัลดีเด่นด้านพลังงานทดแทน ประเภทโครงการพลังงานทดแทนที่ไม่เชื่อมโยงกับระบบสายส่งไฟฟ้า (Off-Grid)  Thailand Energy Awards 2016

    นายสมชาย กล่าวว่า ทั้งบริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด และบริษัท อินทรีอีโคไซเคิล จำกัด ถือเป็น 2 หน่วยงานตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จด้านการอนุรักษ์พลังงานและการใช้พลังงานทดแทนจนสามารถลดต้นทุนด้านพลังงานและเพิ่มผลกำไรให้กับหน่วยงานได้อย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรม

    โดยการพัฒนาส่งเสริมแหล่งพลังงานรูปแบบต่างๆ ภายในประเทศมาทดแทนพลังงานที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบัน รวมถึงการใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่า มีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์สูงสุดด้วยการลดการสูญเสียพลังงานทุกขั้นตอน นอกจากจะเอื้อประโยชน์ต่อหน่วยงานแล้วยังมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศด้วย

    ทั้งนี้จากสถิติที่ผ่านมาจะเห็นว่า  การใช้พลังงานขั้นสุดท้ายในภาพรวมของประเทศที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2558 มีการใช้พลังงานจากฟอสซิลในสัดส่วนร้อยละ 82 ส่วนที่เหลือเป็นการใช้พลังงานหมุนเวียนและพลังงานดั้งเดิม  ซึ่งเมื่อเข้าไปดูการใช้ในแต่ละสาขา พบว่าเป็นการใช้ในภาคขนส่งมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 36.6 รองลงมาเป็นการใช้ในสาขาอุตสาหกรรม ร้อยละ 35.9 สาขาบ้านอยู่อาศัย ร้อยละ 14.9 สาขาธุรกิจการค้าร้อยละ7.6  และสาขาเกษตรกรรม 5.0 

     นายยอดชัย ไชยทัพ ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการสู่ความเป็นเลิศ บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด ซึ่งคว้ารางวัลดีเด่นด้านอนุรักษ์พลังงาน ประเภทขนส่ง กล่าวว่า ที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้พัฒนาปรับปรุงระบบขนส่งสินค้าให้มีประสิทธิภาพสูงสุดผ่านโครงการ Step change ภายใต้ความร่วมมือของผู้บริหารจนถึงพนักงานระดับปฏิบัติการ โดยมีทีมงาน Continuous Improvement (CI) คอยให้การสนับสนุน ใช้ระบบวางแผนบริหารการจัดส่งสินค้าในการจัดเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการจัดเที่ยวรถ เส้นทางเดินรถ และปริมาณการขนส่งก๊าซ รวมถึงนำระบบ BIG MOBY Application ที่ลูกค้าสามารถลงชื่อยืนยันการส่งสินค้าได้โดยตรง และช่วยให้พนักงานขับรถทราบแผนการจัดส่งล่วงหน้าและเส้นทางที่สั้นที่สุดในการส่งสินค้ามาใช้งาน นอกจากนี้ยังกำหนดให้มีการประเมินผลการดำเนินงานทั้งก่อนและหลังจัดส่งสินค้าโดยใช้ตัวชี้วัดที่จับต้องได้ เพื่อสามารถนำมาใช้ปรับปรุงการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงมีระบบบริหารพฤติกรรมเพื่อการขับขี่อย่างปลอดภัยภายใต้กฎระเบียบและมาตรการการตรวจสอบและควบคุมอย่างเคร่งครัดอีกด้วย

    จากการดำเนินการโครงการ Step Change ในช่วงปี 2556-2558 มีแนวโน้มในการใช้ปริมาณน้ำมันดีเซลเพิ่มสูงขึ้น อันเนื่องมาจากการเจริญเติบโตของธุรกิจ แต่บริษัทฯ สามารถบริหารจัดการทรัพยากรในการขนส่งได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถส่งสินค้าได้มากขึ้น รถบรรทุกสินค้าเหมาะสมกับขนาดบรรทุก จำนวนเที่ยวและระยะทางในการขนส่งลดลง ส่งผลให้สามารถลดอัตราการใช้น้ำมันดีเซลลงได้กว่า 3 หมื่นลิตร หรือคิดเป็นมูลค่ามากกว่า 700,000 บาท

    ด้าน นายวินเซน อาลอยซีอุสประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินทรี อีโคไซเคิล จำกัด ซึ่งคว้ารางวัลดีเด่นด้านพลังงานทดแทน ประเภทโครงการพลังงานทดแทนที่ไม่เชื่อมโยงกับระบบสายส่งไฟฟ้า (Off-Grid) กล่าวว่า บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) ซึ่งใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงในเตาเผาปูนซีเมนต์และมีต้นทุนค่าเชื้อเพลิงสูงถึง 70% ของต้นทุนการผลิตทั้งหมด ดังนั้นจึงได้จัดตั้ง บริษัท อินทรี อีโคไซเคิล จำกัด ขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อผลิตเชื้อเพลิงทดแทนให้แก่บริษัทในเครือฯ บริษัท อินทรี อีโคไซเคิล ดำเนินธุรกิจด้านการจัดการกากของเสียแบบครบวงจรและการบริการภาคอุตสาหกรรม โดยรับกากของเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ มาแปรสภาพและผลิตเป็นเชื้อเพลิงทดแทนจากขยะที่เรียกกันทั่วไปๆ ว่า RDF (Refused Derived Fuel) ซึ่งมีค่าความร้อนสูงถึง 4,600 กิโลแคลอรีต่อกิโลกรัมได้ประมาณปีละ 15,000 ตัน ช่วยลดการใช้ลิกไนต์ที่เป็นเชื้อเพลิงหลักในเตาเผาปูนซีเมนต์ของกลุ่มบริษัทฯ ได้มากกว่า 17,000 ตันต่อปี เทียบเท่าการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 25,000 ตันCO2 ต่อปี

    บริษัทฯ ใช้เงินลงทุนประมาณ 152 ล้านบาท เลือกจัดตั้งโรงงานใกล้แหล่งวัตถุดิบ คือ ภายในนิคมอุตสาหกรรมเหมราช ซึ่งมีโรงงานอุตสาหกรรมที่เป็นผู้ก่อกำเนิดกากของเสียปริมาณมาก ทำให้มีต้นทุนในการขนส่งวัตถุดิบต่ำ และมีอัตราผลตอบแทนสูงถึงประมาณ 22% จึงคืนทุนภายในระยะเวลาประมาณ 6 ปี

    ธุรกิจการให้บริการกำจัดกากของเสียแบบครบวงจรมีส่วนสำคัญในการแก้ไขปัญหาการจัดการขยะอุตสาหกรรมที่ยังคงมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน ช่วยให้ผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมเลือกวิธีการกำจัดของเสียที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เชื้อเพลิง RDF ที่ผลิตขึ้น นอกจากนำไปใช้ในเตาเผาปูนซีเมนต์แล้ว ยังสามารถนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงทดแทนหรือเชื้อเพลิงเสริมในโรงงานอุตสาหกรรมหรือโรงไฟฟ้าได้อีกด้วย

     

     

     

Date : 22 / 08 / 2016

  • Date : 22 / 08 / 2016
    กฟผ. ต้อนรับอบอุ่น ฮีโร่นักยกน้ำหนักโอลิมปิก 2016 ริโอเกมส์

    กฟผ. เปิดบ้านต้อนรับฮีโร่ ริโอเกมส์ 2016 และทัพนักยกลูกเหล็กทีมชาติไทยอย่างอบอุ่น พร้อมตบรางวัลพิเศษเป็นขวัญกำลังใจนักกีฬา ยืนยันเตรียมหนุนหลังสมาคมยกน้ำหนักฯ ต่อเนื่อง ในการจัดทัพสู้ศึกโอลิมปิก 2020 ณ ประเทศญี่ปุ่น

    การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ผู้สนับสนุนหลักของสมาคมกีฬายกน้ำหนักสมัครเล่นแห่งประเทศไทย เปิดบ้านให้การต้อนรับคณะนักกีฬายกน้ำหนัก สมาคมกีฬายกน้ำหนักฯ กลับจากการแข่งขันโอลิมปิก 2016 “ริโอเกมส์” ที่ประเทศบราซิล ซึ่งนักยกลูกเหล็กไทยทำผลงานคว้า 2 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน 1 เหรียญทองแดง สร้างความสุขให้คนไทยได้สำเร็จ โดยมี นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน และประธานคณะกรรมการ กฟผ. นายชลธี ยังตรง รองผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการกิจการสังคม กฟผ. ส่วนราชการจังหวัดนนทบุรี ผู้ปฏิบัติงาน กฟผ. และประชาชนร่วมให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ณ สำนักงานใหญ่ กฟผ. บางกรวย นนทบุรี เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2559 ที่ผ่านมา

     

    นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน และประธานคณะกรรมการ กฟผ. กล่าวว่า กฟผ. เป็นผู้สนับสนุนหลักของสมาคมกีฬายกน้ำหนักฯ มาตั้งแต่ปี 2547 รวมงบประมาณสนับสนุนตลอด 12 ปี กว่า 154 ล้านบาท และในฐานะที่เป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ กฟผ. ขอแสดงความยินดีกับนักกีฬายกน้ำหนักที่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศในเวทีโอลิมปิก 2016 ด้วยผลงาน 2 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน 1 เหรียญทองแดง และความมุ่งมั่นตั้งใจของนักกีฬายกน้ำหนักทุกคนที่ได้ทำหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ กฟผ. ขอขอบคุณนักกีฬาและผู้ฝึกสอนทุกคนที่ได้อดทนเสียสละฝึกซ้อมอย่างหนักเพื่อสร้างความสุขให้กับคนไทย

    นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการกิจการสังคม กฟผ. กล่าวว่า การก้าวขึ้นไปรับรางวัลระดับโลกไม่ใช่เรื่องง่าย แต่สมาคมกีฬายกน้ำหนักฯ ก็ทำให้คนไทยมีความสุขเสมอมา โดยเฉพาะปีนี้ถือว่าเป็นปีทองของสมาคมฯ ในหลายด้าน เช่น การได้โควตาเข้าร่วมแข่งขันโอลิมปิกสูงสุดถึง 9 คน และเป็นปีที่ประสบความสำเร็จในโอลิมปิกมากที่สุด คือได้ถึง 2 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน 1 เหรียญทองแดง นับตั้งแต่เอเธนส์เกมส์ 2004 ซึ่งเป็นปีแรกที่ กฟผ. ให้การสนับสนุนสมาคมฯ ที่ไทยได้ 2 เหรียญทอง 2 เหรียญทองแดง ดังนั้น กฟผ. จึงภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันตั้งแต่ต้นอย่างต่อเนื่อง จนทำให้กีฬายกน้ำหนักเป็นความหวังและความสุขของคนไทย

     

    “กฟผ. พร้อมที่จะให้การสนับสนุนสมาคมกีฬายกน้ำหนักฯ ต่อไป เนื่องจากเล็งเห็นถึงศักยภาพ ความมุ่งมั่นทุ่มเทเต็มที่ของนักกีฬา ผู้ฝึกสอน และทีมงาน โดยต่อจากนี้จะได้เสนอเรื่องให้คณะกรรมการ กฟผ. พิจารณาถึงแนวทางการสนับสนุน เพื่อพัฒนานักกีฬายกน้ำหนักทีมชาติ และจัดเวทีการแข่งขันในประเทศเพื่อเฟ้นหานักกีฬาช้างเผือกมาประดับทีมชาติ เตรียมสู้ศึกโอลิมปิก 2020 ที่ประเทศญี่ปุ่นในอีก 4 ปีข้างหน้าต่อไป” รองผู้ว่าการกิจการสังคม กฟผ. กล่าว

    โอกาสนี้ กฟผ. ได้มอบรางวัลพิเศษจำนวน 1,000,000 บาทแก่ น้องแนน โสภิตา ธนสาร เจ้าของเหรียญทองโอลิมปิก รุ่น 48 กิโลกรัมหญิง และน้องฝ้าย สุกัญญา ศรีสุราช เจ้าของเหรียญทองรุ่น 58 กิโลกรัมหญิง รวมถึงรางวัลพิเศษ 500,000 บาท ให้กับ น้องแต้ว พิมศิริ ศิริแก้ว เจ้าของเหรียญเงินรุ่น 58 กิโลกรัมหญิง และ 300,000 บาท ให้กับ เจ้าดุ่ย สินธุ์เพชร์ กรวยทอง ที่คว้าเหรียญทองแดงแรกของไทยจากนักยกน้ำหนักประเภทชายได้สำเร็จ สำหรับเจ้าก๊อต จตุภูมิ ชินวงค์ และเจ้าบอม ศรัท สุ่มประดิษฐ ที่คว้าลำดับที่ 4 กฟผ. มอบรางวัลพิเศษให้คนละ 100,000 บาท เป็นขวัญกำลังใจแม้จะพลาดเหรียญจากโอลิมปิกครั้งนี้ก็ตาม ทั้งนี้ เพื่อแสดงความชื่นชมนักกีฬาทุกคนที่ได้ทุ่มเทจนทำให้ทัพนักยกน้ำหนักไทยทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม

     

Date : 18 / 08 / 2016

  • Date : 18 / 08 / 2016
    IES kicks off new solar rooftop service with zero investment option

    Impact Electrons Siam Co., Ltd., or IES, started off its new business under Impact Solar Limited, or Impact Solar, that provides full service of solar rooftop solutions for industrial operations and organizations to generate clean solar power for domestic consumption and lower their electricity bills.  Impact Solar also offers to customers a unique package that requires zero investment cost and Kerry Siam Seaport Co., Ltd., or KSSP, is the first client under this scheme.

    Somboon Lertsuwannaroj, Executive Vice President, Business Development at IES, who oversees IES developing more than 180 MW solar projects in both Thailand and Japan, said that Impact Solar’s comprehensive services involve consultations, design, installation, maintenance and all through to financing and investment. Industrial operations and organizations will be able to save their expenses on electricity bills at the first day the solar rooftop system installed at their facilities by Impact Solar, he said.

    Commercial organizations interested in Impact Solar’s solar rooftop operation can opt for either Solar PPA (Power Purchase Agreement) or Solar Sale schemes. For Solar PPA, there is no initial investment cost required and only the actual amount of electricity consumed is paid. More importantly, Impact Solar guarantees a discount tariff rate of electricity for the entire project period, Mr Somboon said. He added that the ownership of the solar rooftop system will be transferred to the customers at the end of the project period for smooth continued use of the energy. Alternatively, customers can also request to purchase the system after the first year of operation.

    Regarding to Solar Sale option, customers make the investment for the ownership of the system while Impact Solar offers them turnkey solutions and full services including design and installation, insurance, application for permit and helping the customer to get financial support from local financial institutions, Mr Somboon said. Operation and maintenance services is provided free of charge for 2 years under this package, he added.  Business operations invest in solar rooftop installation also receive tax privileges under the Board of Investment’s criteria.

                         

     

    “Looking at an example case of a 500 kW installation capacity, the Solar PPA scheme will help business operators save up to around THB12-15 million along the project period. As for the Solar Sale package, the operators can save even more at an average of THB 5 million a year or THB125 million for the entirety of the project. The more capacity installation means the more saving on the bills,” Mr. Somboon comments. The assumption is based on the current government tariff and estimated escalation of electricity rate, he added.

    According to Mr Somboon, interested industrial manufacturers and operators can find out roughly how much electricity expense and the CO2 emission they can save by calculating via a user-friendly and easy application on www.impactsolar.co.th. They are required to identify few key data such as the monthly electricity bill, the daily operating hour and the roof area for receiving the result that shows average annual saving and the 25-year saving on electricity bills, CO2 saving in ton per year, recommended installation capacity as well as upfront cost and annual operation and maintenance cost, in case of Solar Sale scheme.

                                           

     

    “By operating our solar rooftop business we fully support the Ministry of Energy’s policy on solar rooftop project. Organizations that are interested to participate in the government’s solar rooftop plan can come to us for consultation and so on,” Mr Somboon said.

    Impact Solar has secured its first customer when it signed the first Private Power Purchase Agreement (PPA) or Solar PPA contract in February this year with Kerry Siam Seaport Limited (KSSP), a subsidiary of Kerry Logistics Network, providing ANYWHERE GMR (Greater Mekong Region) logistics solution including Terminals, Warehouses, and Multimodal Transportation services. Recently, Impact Solar has executed a Solar PPA with JAS Asset PCL, who is a leading property developer. A total of 1,000 kW solar rooftop system will be installed on both KSSP warehouse located in Sri Racha, Chonburi and JAS Urban Srinakarin, an upcoming shopping mall in Srinakarin, Bangkok. Impact Solar will provide the customer with clean solar energy at discounted tariff rate throughout the PPA lifetime of 25 years.

    “We are talking with several industrial manufacturers as potential customers and we believe that they are seeing the essential of energy saving while considering the importance of clean energy for their sustainable growth,” Mr Somboon concluded.

    IES has more than 8 years of international experiences in solar development in Thailand and Japan with renowned technology partners. This professional collaboration can confirm that IES has always developed the projects with high standards.

    “We believe that solar rooftop has currently reached the new level of being competitive to the government’s electricity tariff. However, some customers are concerned about some technical and maintenance issues or investment risk. Our Solar PPA will solve this all. Furthermore, our professional technology partner will be in charge of the whole process from installation to maintenance. Many leading international and local banks are also ready to lend financial support to the project,” added Mr Somboon.