กิจกรรมทั้งหมด

Date : 08 / 09 / 2016

  • Date : 08 / 09 / 2016
    กฟผ.ย้ำความจำเป็นต้องเดินหน้าสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และเทพา

    กฟผ. เดินหน้าสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และเทพา ควบคู่การพัฒนาพลังงานทดแทน เพื่อไม่ให้ ประเทศต้องพึ่งพาก๊าซธรรมชาตินำเข้าที่มีราคาแพงในสัดส่วนที่มากเกินไป 

    นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการโรงไฟฟ้ากระบี่ ว่าอยู่ระหว่างการดำเนินงานของคณะกรรมการไตรภาคี เพื่อหาข้อสรุปนำเสนอนายกรัฐมนตรี เพื่อสั่งการต่อไป สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าเทพา เป็นไปตามแผนงาน อยู่ในระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.) ซึ่งทั้ง 2 โครงการ มีความสำคัญต่อยุทธศาสตร์การพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าในภาคใต้ และของประเทศ

    “โรงไฟฟ้ากระบี่และเทพา มีความจำเป็นต่อการพัฒนาพลังงานในภาคใต้ ที่ความต้องการไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้นทุกปี และหากประเทศยังมีการใช้ก๊าซธรรมชาติผลิตไฟฟ้าในสัดส่วนที่มากดังเช่นปัจจุบัน หรือไม่มีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และเทพา จะต้องเพิ่มการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งในระยะยาวจะส่งผลให้ค่าไฟฟ้าของประชาชนสูงขึ้น”

    สำหรับกรณีที่ชุมชนทับสะแกเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ขอให้มีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าในพื้นที่นั้น  ผู้ว่าการ กฟผ. กล่าวยืนยันว่า กฟผ. ไม่เคยมีแผนสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินหรือโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่ อ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพราะเรามีพันธะสัญญาที่ให้ไว้กับชุมชนในปี 2550 ว่า กฟผ. จะไม่พัฒนาโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ทับสะแก แต่ถ้าในอนาคตชุมชนในพื้นที่ต้องการให้มีการพัฒนาโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่จริง ก็จะต้องเป็นนโยบายของกระทรวงพลังงาน  โดย กฟผ. พร้อมจะดำเนินการตามนโยบายและความต้องการของชุมชน ทั้งในเรื่องของการพัฒนาโรงไฟฟ้าโดยใช้เทคโนโลยีที่สะอาดที่สุดในเชิงพาณิชย์ และการพัฒนาท้องถิ่นให้มีความเจริญไปพร้อมๆ กัน

    นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ยังได้กล่าวถึงการพัฒนาพลังงานทดแทนในปัจจุบันว่า ส่วนใหญ่เป็นโรงไฟฟ้าที่ไม่มีความมั่นคงในการจ่ายไฟฟ้า (Non-firm)  กฟผ. ต้องเตรียมโรงไฟฟ้าหลักรองรับในสัดส่วนที่เท่ากัน ซึ่งเป็นภาระส่วนเพิ่มที่ผู้ลงทุนพลังงานทดแทนไม่ต้องจ่าย แต่ถูกผลักเป็นภาระค่าไฟฟ้าที่ประชาชนต้องจ่ายเพิ่ม อย่างไรก็ตาม โรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนก็เป็นนโยบายที่ภาครัฐมีเป้าหมายต้องการให้เกิดการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ดังนั้นในส่วนของ กฟผ. ที่จะเสนอกระทรวงพลังงานก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนจำนวน 1,500 - 2,000 เมกะวัตต์ จึงจะเน้นโรงไฟฟ้าชีวมวลประเภทที่จ่ายไฟฟ้าได้อย่างมั่นคง (Firm) ซึ่งนอกจากจะเป็นโรงไฟฟ้าหลักแล้ว ยังช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นด้วย อย่างไรก็ตาม ต้องกำหนดสัดส่วนที่เหมาะสม ไม่มากเกินไป มิเช่นนั้นอาจทำให้ประสบวิกฤตราคาค่าไฟฟ้าได้ เช่น ในยุโรปหลายประเทศที่มีค่าไฟฟ้าแพง อาทิ เยอรมนี และเดนมาร์ก

Date : 07 / 09 / 2016

  • Date : 07 / 09 / 2016
    ชุมชนตั้งใจพัฒนาพลังงานทดแทนมีช่องทางขอทุนสนับสนุนจากรัฐบาลออสเตรเลีย

    ชุมชนที่มีความมุ่งมั่นจะพัฒนาพลังงานทดแทนอยู่ในข่ายที่จะได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลออสเตรเลีย วงเงินประมาณ 100,000 - 750,000 บาท โดยส่งข้อเสนอโครงการเพื่อขอรับทุนสนับสนุนโดยตรง (Direct  Aid Program - DAP) ได้จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2559 
     

    รายงานข่าวจากสถานทูตออสเตรเลีย กรุงเทพฯ แจ้งว่า โครงการทุนสนับสนุนโดยตรง(DAP- Direct  Aid Program) เป็นโครงการทุนสนับสนุนขนาดเล็ก ซึ่งจัดสรรจัดสรรตามนโยบายโครงการช่วยเหลือของรัฐบาลออสเตรเลีย ที่มุ่งส่งเสริมโครงการด้านการพัฒนาให้แก่ประเทศต่างๆที่อยู่ในเกณฑ์ประเทศผู้มีสิทธิ์ได้รับความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ ซึ่งรวมถึงประเทศไทย

    โดยทุนสนับสนุนดังกล่าว สำหรับประเทศไทยประจำปี 2559-2560 จะให้ความสำคัญแก่โครงการในด้านต่างๆดังต่อไปนี้
    การรักษาสิ่งแวดล้อม(เช่นการเปลี่ยนขยะอินทรีย์เป็นพลังงานทดแทน)
    การพัฒนาด้านสาธารณสุข(เช่นคลีนิคสาธารณสุขเคลื่อนที่สำหรับพื้นที่ห่างไกล
    การสนับสนุนโรงเรียน/การศึกษา(เช่น บูรณะซ่อมแซมหรือสนับสนุนหนังสือเพิ่มเติมสำหรับห้องสมุดโรงเรียน)
    การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระดับเล็ก(เช่นก่อสร้างฝายทดน้ำเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำสะอาดที่ดื่มได้แก่หมู่บ้านในชนบท)
    การส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ และการพัฒนาบทบาทสตรี  (เช่นสนับสนุนเครื่องคอมพิวเตอร์ในชั้นเรียนแก่โรงเรียนสตรีล้วน)
    การส่งเสริมให้ผู้ทุพพลภาพสามารถเข้าถึงโอกาสต่างๆอย่างเท่าเทียม(เช่นก่อสร้างทางเดินรถเข็นคนพิการแก่โรงเรียนในชนบท)
    การส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง รวมถึงการเสริมสร้างศักยภาพแก่องค์กร และส่งเสริมการพัฒนาในชนบท
    การตอบสนองในการบรรเทาภัยพิบัติ(เช่นการจัดหาช่วยเหลือปัจจัยพื้นฐานสำหรับผู้ประสบอุทกภัย)

    การเสริมสร้างศักยภาพในด้านการปกครอง การกระจายอำนาจ และสิทธิมนุษยชน(เช่นการป้องกันความรุนแรงแก่สตรี การจัดสัมมนาแนะแนวสิทธิในระบบกฏหมายในประเทศ )

    ทั้งนี้โครงการที่จะได้รับการสนับสนุนจะต้องมีคุณสมบัติเป็นผู้มีสิทธิได้รับความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ(ODA –Official Development Assistance )  เป็นโครงการที่แสดงให้เห็นถึงผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม มีกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน  แสดงให้เห้นถึงผลลัพธ์ที่ยั่งยืน  สร้างการมีส่วนร่วมและความมุ่งมั่นของคนในชุมชน  ไม่เป้นโครงการเชิงพาณิชย์   สอดคล้องกับนโยบายความช่วยเหลือและนโยบายต่างประเทศของออสเตรเลีย และสามารถดำเนินโครงการได้ในกรอบระยะเวลาที่กำหนด ภายใน1ปีงบประมาณ  เป็นต้น   ซึ่งโครงการที่ได้รับคัดเลือกจะได้รับทุนสนับสนุนในวงเงินประมาณ 100,000 - 750,000 บาท   โดยจะต้องดำเนินการและทำการรายงานสรุปผลให้แล้วเสร็จก่อนสิ้นเดือนพฤษภาคม 2560 หรืออาจได้รับการพิจารณาขยายกรอบเวลาสิ้นสุดตามเหตุผลอันสมควร โดยคณะกรรมการสามารถพิจารณาให้การสนับสนุนเงินทุนภายใต้กรอบเวลาสองปี โดยจะพิจารณาเป็นกรณีไป
    การส่งใบสมัครจะต้องส่งแบบระบบออนไลน์เท่านั้น สมัครได้ที่https://dap.smartygrants.com.au/BNK2016-17

Date : 06 / 09 / 2016

  • Date : 06 / 09 / 2016
    ไทย-ลาว ลงนามขยายกรอบซื้อไฟฟ้า

    ไทย-สปป. ลาว ร่วมลงนามเอ็มโอยู ขยายกรอบการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างกัน เพิ่มเป็น 9,000 เมกะวัตต์ จากเดิม 7,000 เมกะวัตต์

    เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2559 พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และ ดร.คำมะนี อินทิราด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและบ่อแร่ ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding – MOU) ด้านพลังงานไฟฟ้า ระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ในระหว่างการเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 28-29 ณ นครเวียงจันทน์ สปป. ลาว  ระหว่างวันที่ 6-8 กันยายน 2559

    ทั้งนี้ สาระสำคัญของบันทึกความเข้าใจฉบับดังกล่าว ประกอบด้วยการขยายกรอบการซื้อไฟฟ้าเป็น 9,000 เมกะวัตต์ จากเดิม 7,000 เมกะวัตต์ เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มมากขึ้นในอนาคตของไทย การตั้งคณะทำงานร่วมด้านน้ำ และการต่อยอดวิสัยทัศน์ ASEAN Power Grid เพื่อพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าในภูมิภาค

    ในการนี้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีของไทย ได้เข้าร่วมเป็นสักขีพยานการลงนามในบันทึกความเข้าใจครั้งนี้ด้วย

     

  • Date : 06 / 09 / 2016
    โลมาสีชมพู ดูที่โรงไฟฟ้าขนอม

    ยังมีคนในสังคมอยู่ไม่น้อยที่เชื่อว่าโครงการโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ จะเข้าไปทำลายวิถีชุมชนและสิ่งแวดล้อม   ทำให้โครงการโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่หลายๆแห่งถูกจุดกระแสการคัดค้าน โดยอาศัยฐานความเชื่อ ดั้งเดิมของประชาชนในพื้นที่ขึ้นมาได้โดยง่าย  แม้ว่าโครงการเหล่านั้นจะได้มีการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม และพร้อมจะปฏิบัติตามกฏหมายที่มีอยู่แล้วก็ตาม

    เมื่อวันที่ 2-3 ก.ย. 2559ที่ผ่านมา คณะผู้บริหาร เอ็กโก กรุ๊ป  ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการโรงไฟฟ้าขนอม ได้นำคณะสื่อมวลชน เยี่ยมชมโรงไฟฟ้าและพื้นที่ชุมชนโดยรอบ  เพื่อให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ว่ายังมีโครงการโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่มีระบบการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมที่ดี และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวบ้านในชุมชนให้อยู่ร่วมกับโรงไฟฟ้าได้เป็นอย่างดี  

    ดัชนีชี้วัดที่สำคัญคือความอุดมสมบูรณ์ของท้องทะเล ติดกับโรงไฟฟ้า ซึ่งยังคงเป็นแหล่งทำมาหากินของชาวบ้าน  และกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวักนครศรีธรรมราช  เพราะมีโลมาสีชมพู ที่ว่ายวนอวดโฉมให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาชมไม่ขาดสาย

     เอ็กโก กรุ๊ป ดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้าขนอม  หน่วยที่4  ซึ่งตั้งอยู่ที่ ต.ท้องเนียน อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช ตั้งแต่ปี 2556 และเริ่มจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. 2559 ที่ผ่านมา โดยเป็นโรงไฟฟ้า ซึ่งสร้างทดแทนโรงไฟฟ้าขนอมโรงเก่า ที่หมดอายุ  มีขนาดกำลังการผลิต 930 เมกะวัตต์  และมีสัญญาขายไฟให้กับกฟผ.เป็นระยะเวลา  25 ปี  โรงไฟฟ้าแห่งนี้นอกจากจะใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงแล้ว ยังสามารถใช้น้ำมันดีเซลผลิตไฟฟ้าได้ในกรณีฉุกเฉิน อีกด้วย

    นายชนินทร์ เชาวน์นิรัติศัย กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอ็กโก กรุ๊ป กล่าวว่า กระบวนการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าขนอม จำเป็นต้องใช้น้ำจากทะเลขนอม เพื่อถ่ายเทความร้อนและผลิตไอน้ำเพื่อปั่นเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ซึ่งน้ำทะเลที่ผ่านการใช้งานแล้วจะปล่อยกลับคืนสู่ทะเล พร้อมควบคุมอุณหภูมิไม่ให้สูงเกิน 40 องศา โดยให้อยู่ประมาณ 37.41 องศา เพื่อไม่ให้กระทบต่อคุณภาพชีวิตของสัตว์ทะเล

    "โลมาสีชมพู ชอบแวะเวียนมาใกล้โรงไฟฟ้าเสมอ เพราะสภาพน้ำที่ปล่อยออกมาเป็นน้ำอุ่น ทำให้ปลาต่างๆ มาอาศัยอยู่จำนวนมาก และเป็นอาหารชั้นดีของโลมาสีชมพู พนักงานที่นี่เห็นโลมาสีชมพูเป็นประจำ ถือเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติที่สมบูรณ์ที่โรงไฟฟ้าขนอมจะดูแลไว้ตลอดไป"

    นายพนมวรรณ ตะกี่ ผู้จัดการส่วนบริการ บริษัท ผลิตไฟฟ้าขนอม จำกัด กล่าวว่า โรงไฟฟ้าขนอม ปัจจุบันเป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องการผลิตไฟฟ้าที่สำคัญของภาคใต้ โดยแต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยว นักเรียน นักศึกษาเข้ามาเยี่ยมชมไม่ต่ำกว่า 1-1.5 หมื่นคนต่อปี ซึ่งผู้บริหารเอ็กโก มีแนวคิดจะนำโรงไฟฟ้าขนอมหน่วยที่ 1 ที่หมดอายุแล้ว มาทำเป็นศูนย์การเรียนรู้เกี่ยวกับไฟฟ้าในอนาคต  

    องค์ประกอบสำคัญที่ทำให้มีโลมาสีชมพู อาศัยอยู่ในบริเวณท้องทะเลใกล้กับโรงไฟฟ้าในวันนี้ คือ 1.ความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งอาหาร คือ ปลาขนาดเล็กๆ ที่ชอบมาอาศัยอยู่รอบๆ โรงไฟฟ้า เพราะอุณหภูมิของน้ำที่เหมาะสม ทำให้โลมาสีชมพูแวะเวียนมาหาอาหารเสมอ 2.ที่อยู่อาศัยที่เหมาะสม มีหญ้าทะเลที่เติบโตเป็นที่อยู่อาศัยที่ดีของสัตว์น้ำ  3.ความปลอดภัย โลมามีความจำที่แม่นยำ หากโดนทำร้ายจะนำฝูงโลมาอพยพไปอยู่ที่อื่นทันที ดังนั้นโรงไฟฟ้าขนอมจึงต้องรณรงค์ให้ชาวบ้านช่วยกันดูแลโลมาให้อยู่อย่างปลอดภัย    

    นอกจากนี้โรงไฟฟ้าขนอมยังดูแลชุมชนที่อยู่รอบโรงไฟฟ้า โดยมีโครงการที่เกี่ยวกับการดูแลคุณภาพชีวิตและพัฒนาชุมชนไม่ต่ำกว่า 16 โครงการต่อปี คิดเป็นเงินไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาท ที่อยู่นอกเหนือจากเงินกองทุนพัฒนาไฟฟ้า ซึ่งโรงไฟฟ้าส่งเข้ากองทุนฯปีละ 50 ล้านบาทด้วย ทั้งนี้เพื่อให้คุณภาพชีวิต สังคม และสิ่งแวดล้อมของชาวบ้านรอบโรงไฟฟ้าขนอมดีขึ้นและอยู่คู่กับโรงไฟฟ้าได้อย่างลงตัว

    นายวิโชติ สุขใส กำนัน ต.ท้องเนียน อ.ขนอม กล่าวว่า การมีโรงไฟฟ้าขนอมทำให้เศรษฐกิจของชุมชนดีขึ้น เพราะได้รับการช่วยเหลือชุมชนในหลายด้าน หลายโครงการที่เป็นประโยชน์โดยรวมต่อชุมชน และขอยืนยันว่าโรงไฟฟ้าขนอมไม่มีผลกระทบต่อคุณภาพของน้ำทะเลขนอม ปัจจุบันยังมีกุ้ง หอย ปู ปลา อยู่เหมือนเดิม ไม่ได้แตกต่างจากก่อนที่จะมีโรงไฟฟ้าแต่อย่างใด 

    โดยเฉพาะโลมาสีชมพู ที่แสดงให้เห็นถึงการมีแหล่งอาหารที่สมบูรณ์ทางทะเล ทำให้โลมาเข้ามาอยู่อาศัยจำนวนมาก ปัจจุบันที่ทะเลขนอมบริเวณ ต.ท้องเนียนมีโลมา กว่า  50-60 ตัว ซึ่งชาวบ้านได้รวมตัวกันกำหนดกฎเกณฑ์ในการดูแลนักท่องเที่ยว และอนุรักษ์โลกมาไว้ ทำให้วันนี้มีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมโลมาสีชมพูกว่า 300-500 คนต่อวัน สร้างรายได้ให้ชาวบ้านกว่า 2,500-3,000 บาทต่อเดือนต่อเรือโดยสาร 1 ลำ 

    เขามีความเชื่อว่าชุมชนสามารถอยู่ร่วมกับโรงไฟฟ้าได้ ด้วยการดูแลซึ่งกันและกัน เช่น โรงไฟฟ้าช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชน ขณะที่ชุมชนก็ร่วมกันตรวจสอบว่าโรงไฟฟ้าดำเนินการตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องหรือไม่ ซึ่งหากทั้งสองฝ่ายอยู่ร่วมกันได้ก็ทำให้เกิดโรงไฟฟ้า ซึ่งนำมาซึ่งความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในภาคใต้ด้วย

Date : 01 / 09 / 2016

  • Date : 01 / 09 / 2016
    บ้านปู เทเซ่น หัวเว่ย พระจอมเกล้าลาดกระบัง จับมือเป็นพันธมิตรพัฒนาโซลาร์เซลล์

     บ้านปู  เทเช่น เทคโนโลยีส์ (ไทยแลนด์) จำกัด  หัวเว่ย เทคโนโลยี จำกัด และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง  ร่วมกันลงนามในสัญญาและบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาพลังงานแสงอาทิตย์ ตั้งเป้าให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านพลังงานแสงอาทิตย์ในภูมิภาคเอเชีย 

    พิธีลงนามในสัญญาในครั้งนี้ ระบุความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาพลังงานแสงอาทิตย์ออกเป็น 3 ด้านหลัก ผ่านการลงนามระหว่าง 4องค์กรชั้นนำ ได้แก่

    -การลงนามบันทึกความร่วมมือด้านวิชาการ การวิจัยและพัฒนาพลังงาน และการพัฒนาฝึกอบรมมาตรฐานบุคลากรด้านพลังงาน  ระหว่างสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) และบริษัท เทเช่น เทคโนโลยีส์ (ไทยแลนด์) จำกัด

    -การลงนามบันทึกความร่วมมือเป็นหุ้นส่วนธุรกิจการลงทุนด้านพลังงาน ระหว่างบริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) และบริษัท เทเช่น เทคโนโลยีส์ (ไทยแลนด์) จำกัด

    -การลงนามบันทึกความร่วมมือเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจด้านเทคนิคการจัดการพลังงาน ระหว่างบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี จำกัด และบริษัท เทเช่น เทคโนโลยีส์ (ไทยแลนด์) จำกัด

    รศ.ดร.คมสัน มาลีสี คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง กล่าวว่า คนไทยมีศักยภาพที่เพียงพอในการพัฒนาเทคโนโลยีด้านพลังงานสู่ระดับโลก และการลงนามความร่วมมือกับภาคเอกชนที่เป็นผู้นำด้านพลังงานในครั้งนี้จะเป็นการเปิดมิติใหม่สู่การพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางของเอเชียหรือระดับโลกได้อย่างชัดเจน

    ทั้งนี้ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ได้เริ่มต้นติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์บนอาคาร ขนาด 4.3 เมกะวัตต์ พร้อมขยายเต็มพื้นที่ในทุกอาคารของมหาวิทยาลัยอีกกว่า 10 เมกะวัตต์ เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน อีกทั้งยังเป็นต้นแบบในการใช้พลังงานที่ยั่งยืน และเป็นศูนย์การเรียนรู้สำหรับนักศึกษาและสาธารณะอีกด้วย ในฐานะสถาบันการศึกษา สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังเชื่อมั่นว่า การลงนามความร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยยกระดับมาตรฐานบุคลากรด้านพลังงานของประเทศผ่านการช่วยเหลือด้านต่างๆ จากภาคเอกชน และผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านพลังงานแสงอาทิตย์แห่งเอเชีย

    นางสมฤดี ชัยมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน)  กล่าวว่า ความร่วมมือดังกล่าวเป็นไปตามกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน และจะช่วยสนับสนุนให้บ้านปูฯ สามารถเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าให้ได้ 4,300เมกะวัตต์เทียบเท่า ภายในปี 2568 โดยจะประกอบไปด้วยพลังงานหมุนเวียนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 20 อีกทั้งยังเป็นแนวทางการดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืน ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ซึ่งความร่วมมือดังกล่าวจะเป็นธุรกิจส่วนปลายน้ำที่จะช่วยสร้างมูลค่าในห่วงโซ่อุปทาน และยังเป็นการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย 

    นายอมร หาญคำ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เทเช่น เทคโนโลยีส์ (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้นำด้านการวิจัยและพัฒนาระบบการจัดการพลังงานอัจฉริยะที่เรียกว่า Smart Energy Management Systems (SEMS) กล่าวว่า “เทเช่นมุ่งลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์คุณภาพและประสิทธิภาพสูงสู่ระดับโลก พร้อมตั้งฐานการผลิตในไทย โดยตั้งโรงงานผลิตแผงโซลาร์เซลล์ ขนาด 300 เมกกะวัตต์ที่จังหวัดชลบุรี เพื่อรองรับการเติบโตของการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ที่มีแนวโน้มสูงมากทั้งในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก  

    ดังนั้น เทเช่นและพันธมิตรจึงได้ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ในการจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาด้านพลังงานหมุนเวียนแบบครบวงจร พร้อมเป็นศูนย์การเรียนรู้และพัฒนาบุคลากรด้านพลังงาน (Standard of Practice) สู่ความเป็นมาตรฐาน รวมทั้งตั้งเป้าหมายให้เป็นศูนย์ทดสอบคุณภาพและกำหนดมาตรฐานของอุปกรณ์พลังงาน เพื่อให้บริการแก่ภาคธุรกิจทั้งในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชีย”

    ด้าน มร. เอริค หวัง ผู้อำนวยการส่วนภูมิภาค บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี จำกัด กล่าว การลงนามความร่วมมือวิจัยและพัฒนาพลังงานแสงอาทิตย์ในครั้งนี้จะเป็นการต่อยอดความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ซึ่งบริษัทฯ รู้สึกเป็นเกียรติและภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้นำเสนอโครงการนี้

  • Date : 01 / 09 / 2016
    ปตท.จับมือม.บูรพาพัฒนาบุคลากรในคณะโลจิสติกส์

    ปตทร่วมลงนามมหาวิทยาลัยบูรพาเพิ่มขีดความสามารถบุคคลากรในห่วงโซ่ธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ

     นายสรัญ รังคสิริ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย ปตท. และ ศ.นพ. สมพล พงศ์ไทย อธิการบดี มหาวิทยาลัยบูรพาร่วมลงนามบันทึกความตกลงการให้ความร่วมมือพัฒนาศักยภาพบุคลากรในห่วงโซ่ธุรกิจการทำการค้าระหว่างประเทศ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และเสริมสร้างโอกาสด้านการศึกษา การฝึกงานของนิสิต คณะโลจิสติกส์ มหาวิทยาลัยบูรพา ระยะเวลา 1 ปี  โดยเปิดโอกาสให้นิสิตของมหาวิทยาลัยบูรพาได้เรียนรู้เรื่องพลังงาน และฝึกปฏิบัติงานในภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการทำการค้าระหว่างประเทศของ ปตท. เพื่อเพิ่มความรู้ และทักษะให้นิสิตก่อนเข้าทำงานในสายอาชีพ นับเป็นความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนศักยภาพการศึกษาด้านโลจิสติกส์ และการทำการค้าระหว่างประเทศของไทยให้มีขีดความสามารถสูงขึ้นในระดับสากลต่อไป