กิจกรรมทั้งหมด

Date : 03 / 10 / 2016

  • Date : 03 / 10 / 2016
    ซีอีโอปตท.นำทีมสภาผู้นำธุรกิจไทย สหราชอาณาจักร เจรจาลดอุปสรรคการค้า

    ซีอีโอปตท นำทีมสภาผู้นำธุรกิจไทย-สหราชอาณาจักร (Thai-UK Business Leadership Council)  เจรจาลดอุปสรรคการค้า ทั้งด้านภาษี แรงงาน และ ความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยอุตสาหกรรมพลังงาน ปิโตรเคมี และวัสดุ พร้อมเสนอนายกรัฐมนตรี ไฟเขียวปรับกฎระเบียบเอื้อธุรกิจ

    เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2559 สมาชิกสภาผู้นำธุรกิจไทย-สหราชอาณาจักร (Thai-UK Business Leadership Council)  ซึ่งประกอบด้วยฝ่ายไทย 13 องค์กร นำโดย นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในฐานะประธานคณะกรรมการสมาชิกฝ่ายไทย และ ฝ่ายสหราชอาณาจักร 11 องค์กร นำโดยนายไบรอัน เดวิดสัน (Mr. Brian Davidson) เอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย ได้ประชุมร่วมกันเพื่อหารือแนวทางในการขยายความร่วมมือของภาคเอกชนในการเพิ่มการค้าและการลงทุนระหว่างสองประเทศ เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2559

     นายเทวินทร์ เปิดเผยว่า การประชุมดังกล่าวเป็นผลสืบเนื่องจากการลงนามแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีในการจัดตั้งสภาผู้นำธุรกิจไทย-สหราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2559  ณ กรุงลอนดอน ประเทศสหราชอาณาจักรโดยสมาชิกทั้งสองฝ่ายจะนำผลสรุปจากการประชุมเสนอต่อรัฐบาลในการปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบข้อบังคับเพื่อให้การค้าและการลงทุนเพิ่มขึ้น

    นายเทวินทร์ กล่าวว่า สมาชิกฝ่ายไทยได้เสนอประเด็นไปยังผู้แทนรัฐบาลสหราชอาณาจักร ในประเด็น

    1.การจัดเก็บภาษี (VAT และ Corporate Tax) โดยมีข้อเสนอแนะให้มีการพิจารณาสิทธิพิเศษทางการค้าและการลงทุน เพื่อให้เกิดแรงจูงใจในการเข้าไปตั้งสำนักงานตัวแทน

    2. แรงงาน  เสนอให้ขอใบอนุญาตทำงานให้กับผู้ที่มีชำนาญเฉพาะทาง อาทิ พ่อครัว แม่ครัว ในการเข้าไปทำงานในสหราชอาณาจักร  และการขอใบอนุญาตให้นักศึกษาไทยที่สำเร็จการศึกษาในระดับอุดมศึกษาที่สหราชอาณาจักรสามารถฝึกงานได้เป็นระยะเวลาหนึ่ง หรือสำหรับนักศึกษาไทยที่กำลังศึกษาในระดับอุดมศึกษาในประเทศไทยสามารถไปฝึกงานระยะสั้นได้

    3. ความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยอุตสาหกรรมพลังงาน ปิโตรเคมี และวัสดุ เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีความสนใจเป็นพิเศษที่จะทำให้เกิดความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมของสหราชอาณาจักร

    4. เสนอแนะในการดำเนินธุรกิจสำหรับผู้สูงอายุ โดยฝ่ายไทยมีศักยภาพในด้านการให้บริการและความพร้อมด้านบุคคลากร อีกทั้งอาจเกิดธุรกิจต่อเนื่องในการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหาร ธุรกิจประกันภัย การผลิตวัสดุเหมาะสมกับผู้สูงอายุ เป็นต้น โดยฝ่ายสหราชอาณาจักร จะสามารถร่วมมือกันในด้านการส่งเสริมเทคโนโลยี หรือการถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการแพทย์ เวชภัณฑ์ เป็นต้น

    ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์  กล่าวว่า สมาชิกฝ่ายสหราชอาณาจักร ได้ขอให้รัฐบาลไทยพิจารณาในประเด็นดังนี้

    1. การกำหนดมาตรฐานด้านการกำหนดพิกัดภาษีให้ชัดเจน เพื่อลดเวลาในการเจรจาข้อโต้แย้ง ทำให้เพิ่มปริมาณการค้าได้

    2. การตรวจสอบ การรับรองมาตรฐานให้เป็นระดับสากล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และค่าใช้จ่ายในการทำธุรกิจ

    3. การอนุญาตให้ผู้เชี่ยวชาญพิเศษสามารถพำนักในประเทศไทยได้นานขึ้นและได้รับความสะดวกในการต่ออายุวีซ่า

    4. การอนุญาตให้ภาคเอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐบาล เพื่อให้รัฐบาลสามารถหาทุนได้

    ในโอกาสเดียวกันภาคเอกชนได้ใช้โอกาสนี้ในการเปิดการเจรจาธุรกิจระหว่างสมาชิกด้วยกัน อาทิ บริษัท ปตท. กับ บริษัท Rolls Royceเป็นต้น

    นายมาร์ค กานิเยร์ (Mr. Mark Garnier) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการค้าระหว่างประเทศสหราชอาณาจักร กล่าวว่า การประชุมในครั้งนี้ เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนของสองประเทศ โดยได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลทั้งสองประเทศ เพื่อมุ่งหวังให้เกิดการค้าและการลงทุนที่เพิ่มขึ้นและส่งผลให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ

    ทั้งนี้ ภายหลังจากการประชุม ดร. สุวิทย์ และนายมาร์ค นำคณะสมาชิกสภาผู้นำธุรกิจไทย-สหราชอาณาจักรเข้าเยี่ยมคารวะพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อรายงานความคืบหน้าในการดำเนินงาน ประเด็นที่เป็นข้อจำกัด รวมถึงข้อเสนอแนะที่ทำให้การค้าและการลงทุนเพิ่มขึ้น

     

Date : 29 / 09 / 2016

  • Date : 29 / 09 / 2016
    ปตท.หนุนการส่งออกและการลงทุนในประเทศลุ่มแม่น้ำโขงภายใต้คณะทำงานสานพลังประชารัฐ

    ปตท.ส่งเสริมการลงทุนของผู้ประกอบการไทยในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง  ภายใต้คณะทำงานสานพลังประชารัฐ  ด้านการส่งเสริมการส่งออกและลงทุนในต่างประเทศ(D4) 

    เมื่อเร็วๆนี้ นายนภดล เทพพิทักษ์ เอกอัครราชทูตไทย ณ นครหลวงเวียงจันทน์   พร้อมด้วย นาย อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์  รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจน้ำมัน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) นาย จตุรงค์ บุนนาค ประธานสภาธุรกิจไทย – ลาว  และ รศ.นิสิต พันธมิตร หัวหน้าศูนย์เขตอาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมแถลงสรุปผลโครงการสัมมนาด้านการค้าและการลงทุนของไทยในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม)  ซึ่ง สภาธุรกิจไทย-ลาว สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ เวียงจันทน์ กระทรวงต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ ปตท. ร่วมกันจัดขึ้น เพื่อส่งเสริมและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการไทยที่ดำเนินธุรกิจภายในกลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง โดยเปิดเวทีเสวนาและระดมสมองร่วมกันจากทุกภาคส่วนกว่า 150 คน เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาทางการค้าการลงทุนต่างๆ  โดยเป็นหนึ่งในโครงการภายใต้คณะทำงานสานพลังประชารัฐ  ด้านการส่งเสริมการส่งออกและลงทุนในต่างประเทศ(D4) ของไทย  

    เฉพาะการส่งเสริมการค้าการลงทุนระหว่างไทยและลาว  ข้อมูลจากสำนักพัฒนาตลาดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนและเอเซีย  กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ระบุว่า ในด้านการค้า ปี2558 ไทยและลาวมี มูลค่าการค้ารวมประมาณ 200,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.87 เมื่อเทียบกับปี 2557  โดยไทยได้ดุลการค้าประมาณ 97,000 ล้านบาท ซึ่งไทยเป็นคู่ค้าลำดับที่1 ของลาว และ ลาวเป็นคู่ค้าลำดับ20 ของไทย สินค้าส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ น้ำมันสำเร็จรูป รถยนต์และส่วนประกอบ เหล็ก เคมีภัณฑ์ เครื่องจักรกล ไก่ เครื่องสำอาง สินค้านำเข้าที่สำคัญ ได้แก่ ไฟฟ้า เชื้อเพลิง แร่โลหะ เครื่องจักรไฟฟ้า ไม้ซุง ผักผลไม้

    โดยในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2559  (ม.ค.–เม.ย) มีมูลค่าการค้ารวม 64,964 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีมูลค่า 51,382 ล้าน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 26.43  ไทยได้ดุลการค้า 26,722 ล้านบาท  

    ส่วน ด้านการลงทุน ไทยถือเป็นนักลงทุนต่างชาติอันดับ 3 ในลาว รองจากจีนและเวียดนาม มูลค่าการลงทุนสะสมในช่วงปี 2553-2557 รวมประมาณ 53,000 ล้านบาท สาขาสำคัญ ได้แก่ พลังงาน  ขนส่ง โทรคมนาคม การท่องเที่ยว ธนาคาร อุตสาหกรรมไม้แปรรูป เครื่องนุ่งห่มและหัตถกรรม

     

Date : 27 / 09 / 2016

  • Date : 27 / 09 / 2016
    คาเฟ่อเมซอนของปตท.ซื้อเมล็ดกาแฟดิบช่วยเกษตรกรจังหวัดน่าน70ตันต่อปี

    “คาเฟ่อเมซอน”เดินหน้า ส่งเสริมอาชีพเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟโดย รับซื้อเมล็ดกาแฟดิบ จังหวัดน่าน จำนวน70ตันต่อปี

    เมื่อเร็วๆนี้ นายสุชาติ ระมาศ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่การตลาดขายปลีก บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)  และนายประทุม จิณเสน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ประชารัฐรักสามัคคีน่าน (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด ได้ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงการสนับสนุนจัดซื้อเมล็ดกาแฟดิบจังหวัดน่าน จำนวน 70 ตันต่อปี เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมอาชีพเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟในจังหวัดน่าน ให้สามารถผลิตเมล็ดกาแฟดิบที่มีคุณภาพออกสู่ท้องตลาด  สร้างรายได้ให้กับชุมชน โดยมี นายสุวัฒน์ พรมสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน และนายมีชัย วีระไวทยะ ประธานกรรมการ บริษัท ประชารัฐรักสามัคคีประเทศไทย (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด เป็นประธานในพิธีลงนามครั้งนี้

    ก่อนหน้านี้ ธุรกิจของคาเฟ่อเมซอน  ของปตท.ก็ได้มีพิธีเปิด ศูนย์ธุรกิจคาเฟ่ อเมซอน หรือ Amazon Inspiring Campus (AICA) ไปเมื่อวันที่27 มิ.ย.2559 ที่ผ่านมา โดยมีพลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานในพิธี 

     AICA ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อให้คนไทยได้รับบริการและดื่มกาแฟที่มีรสชาติตามมาตรฐานคาเฟ่อเมซอนในราคาที่เข้าถึงได้ และมีการใส่ใจในทุกขั้นตอนการผลิตตั้งแต่การคัดเลือกและรับซื้อเมล็ดกาแฟที่ได้คุณภาพเพื่อนำมาคั่วให้ได้ตามมาตรฐานที่ดีเยี่ยม และนำไปผลิตเป็นเครื่องดื่มจนถึงมือลูกค้า  AICA ประกอบด้วย โรงคั่วกาแฟที่ผ่านการรับรองระบบมาตรฐาน วิธีการปฏิบัติที่ดีในการผลิตอาหารตามมาตรฐานสากล (Good Manufacturing Practice: GMP Codex) มีกำลังการผลิต 2,700 ตันต่อปี, ศูนย์ฝึกอบรมบาริสต้า และแหล่งถ่ายทอดแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์กาแฟ

     ส่วนหนึ่งของเมล็ดกาแฟที่ใช้เป็นวัตถุดิบได้มาจากความร่วมมือกับโครงการหลวงปีละประมาณ 100 ตัน และได้สนับสนุนในการปลูกกาแฟและรักษาผืนป่าเพื่อไร่กาแฟใน “โครงการวิจัยและพัฒนาการปลูกกาแฟและผลิตกาแฟระบบอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” ซึ่งการปลูกกาแฟมีความก้าวหน้าไปกว่า 70% และคาดว่าจะเริ่มเก็บเกี่ยวได้ภายในปี 2561 เพื่อให้ชุมชนมีรายได้ที่มั่นคงและพึ่งพาตัวเองได้อย่างยั่งยืนในที่สุด ทั้งยังจะเข้าไปสนับสนุนให้ชุมชนจัดตั้งสหกรณ์หรือวิสาหกิจชุมชนธุรกิจเมล็ดกาแฟในโครงการ Social Enterprise (วิสาหกิจเพื่อสังคมม) โดยจะเริ่มจากการรับซื้อเมล็ดกาแฟดิบ ซึ่งตั้งเป้าหมายจะรับซื้อที่ 10% ของปริมาณเมล็ดกาแฟที่ ปตท. ต้องการทั้งหมดภายใน 2 ปีนี้


     

Date : 26 / 09 / 2016

  • Date : 26 / 09 / 2016
    กฟผ.เปิดทางกองทัพบกใช้ประโยชน์โครงข่ายไฟเบอร์ออฟติคเพื่อความมั่นคง

    กฟผ. ลงนามเอ็มโอยู เปิดทางให้ กองทัพบก ใช้ประโยชน์ช่องสัญญาณบน โครงข่ายสื่อสารบนใยแก้วนำแสง(Fiber Optic)เพื่อความมั่นคงซึ่งจะช่วยลดความซ้ำซ้อนด้านงบประมาณการลงทุนโครงข่ายสื่อสารโทรคมนาคมของรัฐ และสอดคล้องกับนโยบายการบริหารสินทรัพย์ระบบสื่อสาร กฟผ. ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

     เมื่อวันที่26 กันยายน 2559  พลโท สุชาติ ผ่องพุฒิ เจ้ากรมการทหารสื่อสาร กองทัพบก และ นายสุธน บุญประสงค์ รองผู้ว่าการระบบส่ง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ร่วมลงนามในบันทึกความตกลงว่าด้วยความร่วมมือในการใช้ประโยชน์ช่องสัญญาณโครงข่ายสื่อสารบนใยแก้วนำแสงเพื่อความมั่นคง ณ ห้อง 201 สำนักงานกลาง กฟผ.     บางกรวย นนทบุรี

     นายสุธน บุญประสงค์  รองผู้ว่าการระบบส่ง กฟผ. กล่าวว่า บันทึกความตกลงว่าด้วยความร่วมมือระหว่างกองทัพบก กับ กฟผ. ในครั้งนี้ ถือเป็นการสนองตอบนโยบายของรัฐบาล ในการลดความซ้ำซ้อนด้านงบประมาณการลงทุนโครงข่ายสื่อสารโทรคมนาคมของรัฐ และเป็นไปตามแผนแม่บทเทคโนโลยีสื่อสารสนเทศและการสื่อสารของกองทัพบก ในการพัฒนาและบูรณาการโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารให้มีความมั่นคงปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับนโยบายการบริหารสินทรัพย์ระบบสื่อสาร กฟผ. ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

    ทั้งนี้ กฟผ. และ กองทัพบก ได้ร่วมกันวางแผน วิเคราะห์ ทั้งมิติด้านวิศวกรรม ความคุ้มค่าจากการลงทุน กฎหมาย ตลอดจนการทดลองการใช้งานจริง อย่างเข้มข้น จนได้บทสรุปในการใช้ช่องสัญญาณโครงข่ายในครั้งนี้ 

    ด้าน พลโท สุชาติ ผ่องพุฒิ เจ้ากรมการทหารสื่อสาร กองทัพบก กล่าวว่า กองทัพบก และ กฟผ. เป็นเสมือนหน่วยงานพี่และน้อง ที่มีอุดมการณ์ที่จะธำรงไว้ซึ่งผลประโยชน์ของประเทศชาติ และประชาชนเป็นหลักเช่นเดียวกัน ในขณะที่กองทัพบก เสริมสร้างความมั่นคงทางด้านความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สินของประชาชน รวมถึงอำนาจอธิปไตยให้กับประเทศชาติ กฟผ. ได้ดำเนินการเสริมสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานไฟฟ้า เพื่อให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ทำให้เกิดการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจและสังคม ในทุกภูมิภาคของประเทศ การร่วมมือกันระหว่างสองหน่วยงาน จึงมีความสำคัญมาก มิใช่เพียงความร่วมมือในการใช้ระบบโทรคมนาคมใยแก้วนำแสงเท่านั้น แต่เป็นการแสดงให้สังคมไทยได้เห็นถึงการช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน เพื่อลดภาระด้านงบประมาณของชาติ และยังเป็นการพัฒนาความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น ระหว่างหน่วยงานที่มีอุดมการณ์เช่นเดียวกัน                             

    กรมการทหารสื่อสาร กองทัพบก มีภารกิจด้านวางแผน ติดตั้ง ควบคุม บำรุงรักษา ระบบสื่อสารโทรคมนาคมระหว่างหน่วยทหารในสังกัดกองทัพบก เป็นหน่วยงานด้านความมั่นคงที่สำคัญของชาติ ในขณะที่ กฟผ. มีโครงข่ายสื่อสัญญาณ (DWDM Network) ที่ใช้งานผ่านใยแก้วนำแสง (Fiber Optic – OPGW ) ที่ติดตั้งด้านบนสุดของเสาส่งไฟฟ้าแรงสูง ดังนั้นจึงมีความมั่นคง ปลอดภัยสำหรับเป็นทางผ่านข้อมูลที่มีความสำคัญ และเชื่อถือได้สูง อีกทั้งกระจายและครอบคลุมถึงสถานีไฟฟ้าแรงสูงต่างๆ ใกล้หน่วยทหารบกทั่วประเทศ