กิจกรรมทั้งหมด

Date : 03 / 05 / 2016

  • Date : 03 / 05 / 2016
    เลือกโครงการMove World Together ของกฟผ.เป็นตัวแทนประเทศชิงรางวัลยูเนสโก

    สกอ.เลือกโครงการ  Move World Together ของ กฟผ. เป็นตัวแทนประเทศไทย เข้าร่วมประกวดชิงรางวัลด้านกระบวนพัฒนาการศึกษาอย่างยั่งยืนของ UNESCO - Japan Prize on Education for Sustainable Development (ESD) 2016

      นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการกิจการสังคม การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา (สกอ.) กระทรวงศึกษาธิการ ได้คัดเลือกโครงการ  Move World Together : เพื่อพลังงานและสิ่งแวดล้อม ของ กฟผ. ให้เป็นโครงการตัวแทนประเทศไทยที่มีความโดดเด่นด้านกระบวนพัฒนาการศึกษาอย่างยั่งยืน (Education for Sustainable Development - ESD) เข้าร่วมในการประกวดชิงรางวัลจาก องค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNESCO – Japan Prize on Education for Sustainable Development (ESD) 2016 โดยได้นำส่งให้คณะกรรมการนานาชาติของ UNESCO เป็นผู้พิจารณาเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ผลงานของโครงการ Move World Together มีความโดดเด่นทางการพัฒนาเยาวชน และสามารถสร้างผลงานที่สามารถนำไปใช้ได้จริง รวมทั้งเกิดเป็นนวัตกรรมที่มีการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งคณะกรรมการฯ จะประกาศผลการประกวดในเดือนกันยายน 2559 นี้

    สำหรับกระบวนการพัฒนาการศึกษาอย่างยั่งยืน (ESD) เป็นแนวโน้มของโลกที่ UNESCO ให้ความสนใจและตั้งเป็นเป้าหมายสูงสุดในการพัฒนาอย่างยั่งยืนของโลกในอีก 15 ปีข้างหน้า ภายในปี พ.ศ. 2573 (Sustainable Development Goal - SDG 2030)

    โครงการ Move World Together : เพื่อพลังงานและสิ่งแวดล้อม เป็นโครงการความร่วมมือระหว่าง กฟผ. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  กรมกิจการเด็กและเยาวชน และสมาคมพัฒนาศักยภาพและอัจฉริยภาพมนุษย์ ที่มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพและความคิดสร้างสรรค์ของเยาวชนในรูปแบบค่ายอบรมผู้นำเยาวชน เพื่อโลกที่ยั่งยืน ซึ่งจัดต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี มาแล้วเป็นปีที่ 5 โดยมุ่งเน้นการเปลี่ยนวิธีคิดของเยาวชนด้วยกระบวนการเรียนรู้ในรูปแบบใหม่ที่มีประสิทธิภาพ ช่วยให้เยาวชนสามารถนำความคิดนอกกรอบอย่างสร้างสรรค์ไปใช้ในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในท้องถิ่นของตน ลดปัญหาด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน รวมทั้งสร้างสรรค์ผลงานสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมระดับประเทศและนานาชาติ โดยระหว่างปี 2557 - 2559 ที่ผ่านมามีผลงานสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมได้รับรางวัลรวมถึง 38 รางวัล

                

     

     

Date : 25 / 04 / 2016

  • Date : 25 / 04 / 2016
    พลังงานจับมือ PTTGC มอบถังน้ำช่วยชาวบ้านแก้ภัยแล้ง
    กระทรวงพลังงาน จับมือ PTTGC นำถังน้ำขนาด 1,500 ลิตร จำนวน 200 ใบมอบให้ประชาชนที่ประสบภัยแล้ง เริ่มส่งมอบแล้วที่จ. อุทัยธานี นครนายก และชัยนาท
     
             พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานร่วมกับ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด(มหาชน) หรือ PTTGC นำถังบรรจุน้ำขนาด 1,500 ลิตร ไปส่งมอบให้กับประชาชนในพื้นที่ประสบภัยแล้งทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนใช้สำหรับเก็บกักน้ำไว้ใช้ในตลอดช่วงหน้าแล้งนี้ โดย PTTGC ให้การสนับสนุนถังบรรจุน้ำจำนวน 200 ใบ  ผ่านโครงการ PTTGC ปันน้ำใจ เพื่อคนไทย สู้ภัยแล้ง
     
            ทั้งนี้ ทางกระทรวงพลังงานจะส่งมอบถังบรรจุน้ำดังกล่าวให้กับพลังงานจังหวัดเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ให้กับประชาชนในพื้นที่เป้าหมายต่อไป  เบื้องต้นในวันนี้ทางกระทรวงพลังงานจะส่งมอบให้กับจังหวัดอุทัยธานี และจังหวัดนครนายก ส่วนวันที่ 22 เม.ย. ได้ส่งมอบให้กับจังหวัดชัยนาทไปแล้ว จำนวน 10 ใบ โดยส่งมอบผ่านคณะกรรมการคณะคู่สมรสคณะรัฐมนตรี
     
           ที่ผ่านมา กระทรวงพลังงานได้มุ่งเน้นให้บริษัทประกอบกิจการพลังงาน มีการดำเนินงานที่รับผิดชอบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อม โดยการนำพาชุมชนให้ก้าวเดินไปพร้อมกับการประกอบอุตสาหกรรมพลังงานอย่างยั่งยืน โครงการ PTTGC ปันน้ำใจ เพื่อคนไทย สู้ภัยแล้ง เรียกได้ว่าเป็นโครงการที่สอดรับกับแนวนโยบายของกระทรวงเป็นอย่างดี
     
           นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานกรรมการ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภายใต้วิสัยทัศน์การเป็นผู้นำในธุรกิจเคมีภัณฑ์ เพื่อสร้างสรรค์คุณภาพชีวิต ทางบริษัทจึงได้จัดทำโครงการ “PTTGC ปันน้ำใจ เพื่อคนไทย สู้ภัยแล้ง” ด้วยการสนับสนุนถังน้ำสะอาด InnoPlus ผ่านความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ สถานศึกษา สภากาชาดไทย และมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด เพื่อนำไปช่วยเหลือพื้นที่ที่ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาภัยแล้ง และขาดแคลนถังน้ำสำหรับเก็บกักน้ำเพื่อการอุปโภคและบริโภคในพื้นที่ต่างจังหวัดทั่วประเทศ
     
             สำหรับถังน้ำสะอาดที่ส่งมอบในวันนี้ เป็นถังบรรจุน้ำขนาดใหญ่ บรรจุได้ 1,500 ลิตร เป็นผลิตภัณฑ์จากนวัตกรรมพลาสติกของบริษัทฯ โดยผลิตจากเม็ดพลาสติกชนิดโพลีเอทิลีนชนิดความหนาแน่นต่ำเชิงเส้น (LLDPE) ภายใต้แบรนด์ InnoPlus ซึ่งมีคุณสมบัติคงทนแข็งแรง และทนแรงกระแทกสูงเมื่อเทียบกับพลาสติกธรรมดาทั่วไป มีน้ำหนักเบา และทนต่อสภาพแวดล้อมและสภาพอากาศได้ดี เนื่องจากมีส่วนผสมของสารเสถียรต่อรังสียูวี เมื่อนำไปวางไว้ในที่กลางแจ้งจึงมีการสะสมความร้อนได้น้อยกว่า นอกจากนี้ยังผ่านการรับรองมาตรฐาน FDA และมาตรฐาน มอก. อีกด้วย จึงมั่นใจได้ว่าประชาชนที่ได้รับไปใช้งานได้รับผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและปลอดภัยต่อการใช้งานได้เป็นอย่างดี
     

Date : 24 / 04 / 2016

  • Date : 24 / 04 / 2016
    เชฟรอน ทุนเพื่อชีวิต มุ่งเสริมแรงกลุ่มสตรี3จังหวัดชายแดนใต้

    บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด และมูลนิธิรักษ์ไทย เดินหน้าพัฒนาศักยภาพและสร้างความเข้มแข็งให้กลุ่มสตรีจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส  ใน “โครงการเชฟรอน ทุนเพื่อชีวิต” อย่างต่อเนื่อง

    ล่าสุดพาตัวแทนกลุ่มสตรีจำนวน 30 คน เดินทางศึกษาดูงานและเรียนรู้ตัวอย่างความสำเร็จด้านการบริหารจัดการกลุ่มอาชีพ การดำเนินงานของเครือข่ายธนาคารพัฒนาหมู่บ้าน รวมทั้งการเชื่อมโยงการจัดการกับกลุ่มอาชีพต่างๆ จากโครงการ “เชฟรอนพลังใจ พลังคน เพื่อชุมชนเข้มแข็ง” ณ จังหวัดนครศรีธรรมราช

    มีเนาะ จะแน ตัวแทนกลุ่มอาชีพบาซาตาแป จังหวัดปัตตานี หนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ เล่าว่า “แต่เดิมเริ่มต้นจากการค้าขายเสื้อผ้ามุสลิมแต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ จนวันนึงมีโอกาสได้ไปดูงานกับโครงการหนึ่งของมูลนิธิรักษ์ไทย และได้เห็นโอกาสในการสร้างรายได้เลี้ยงตัวเองและครอบครัว เลยรวมกลุ่มกับเพื่อนมาเข้าร่วม “โครงการเชฟรอน ทุนเพื่อชีวิต” ตั้งเป็นกลุ่ม ‘บาซาตาแป’ ทำซาลาเปาส่งขาย มีรายได้พอเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้ โดยได้รับการสนับสนุนด้านองค์ความรู้และอื่นๆ รวมถึงได้รับคำปรึกษาดีๆ และกำลังใจจากเจ้าหน้าที่รักษ์ไทยอย่างต่อเนื่อง”

     “ดีใจที่ทางเชฟรอน และมูลนิธิรักษ์ไทย ได้พามาศึกษาดูงานและเรียนรู้ตัวอย่างความสำเร็จจากโครงการ ‘เชฟรอนพลังใจ พลังคน เพื่อชุมชนเข้มแข็ง’ ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ทำให้ได้รับความรู้มากมาย ก็ตั้งใจว่าจะนำกลับไปเล่าให้สมาชิกฟังเรื่องของกลุ่มอาชีพที่น่าสนใจหลายอย่าง และคิดว่าที่เราน่าจะทำได้คือการเพาะถั่วงอก ก็กลับไปเพาะถั่วงอกขายเป็นอาชีพเสริมเป็นอย่างแรกก่อน” มีเนาะ บอกเล่าด้วยรอยยิ้ม

    ขณะที่ โรสมาลีน กิตินัย ประธานกลุ่มกือโป๊ะ ตราดอกแก้ว  จังหวัดปัตตานี กล่าวว่า “การมาร่วมการศึกษาดูงานในครั้งนี้ ทำให้เราได้เห็นอะไรมากขึ้น เห็นโอกาสในการสร้างช่องทางการตลาดให้กับผลิตภัณฑ์ของกลุ่ม รวมถึงเราได้เรียนรู้ว่าแต่ละกลุ่มมีการบริหารจัดการกลุ่มอย่างไรให้มีความเข้มแข็ง  ซึ่งก็สามารถนำไปปรับใช้กับกลุ่มของเราให้เข้มแข็งขึ้นต่อไป”

    โครงการเชฟรอน พลังใจ พลังคน เพื่อชุมชนเข้มแข็ง เป็นโครงการที่บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด และ สมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน หรือพีดีเอ ได้ร่วมกันดำเนินการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554 ต่อเนื่องจนถึงปี พ.ศ. 2559 เพื่อพัฒนาศักยภาพของชุมชน การพัฒนาทักษะ และการบริหารจัดการ และจัดทำแผนพัฒนาหมู่บ้าน โดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนครอบคลุม 50 หมู่บ้าน ใน 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมือง อำเภอท่าศาลา และอำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยโครงการฯ ประสบผลสำเร็จเป็นรูปธรรมสามารถจัดตั้งธนาคารพัฒนาหมู่บ้านจนพัฒนาเป็นเครือข่ายทั้ง 50 หมู่บ้าน มีการจัดตั้งกองทุน สหกรณ์ชุมชนและกลุ่มอาชีพต่างๆ ช่วยให้คนในชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ และสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนได้อย่างยั่งยืน

    ทางด้าน พิมกุล ทองประพันธ์  ประธานธนาคารพัฒนาหมู่บ้านบ้านน้ำตก หมู่ที่ 2  ตำบลสระแก้ว  อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า  นับว่าเป็นโชคดีของชุมชนของเราที่ได้เข้าร่วมกับโครงการเชฟรอน พลังใจ พลังคน เพื่อชุมชนเข้มแข็ง เราได้รับการแนะนำให้รวมกลุ่มกันเพื่อประกอบอาชีพ การรวมกลุ่มจัดตั้งธนาคารพัฒนาหมู่บ้าน เป็นแหล่งเงินทุนสำหรับคนในชุมชน  เราได้รับการส่งเสริมสนับสนุนในหลายๆ ด้าน ทั้งองค์ความรู้และงบประมาณสนับสนุน ซึ่งธนาคารพัฒนาหมู่บ้านและกลุ่มอาชีพที่เกิดขึ้นในชุมชนของเรา เป็นบทพิสูจน์แล้วว่าวันนี้ชุมชนของเราเข้มแข็งขึ้นจริงๆ เรากลายเป็นชุมชนสวัสดิการที่ทุกคนในชุมชนดูแลกันและกัน ไม่ทอดทิ้งกัน และเราก็ไม่ได้ทำแต่เฉพาะชุมชนของเรา เรายังช่วยเหลือกันกับกลุ่มอื่นๆ ให้ทุกกลุ่มยืนได้ เติบโตได้ มีการแลกเปลี่ยนความรู้ แนวคิด และประสบการณ์ เพื่อเดินหน้าไปด้วยกัน สร้างความเข้มแข็งให้เกิดขึ้นแก่เครือข่ายอย่างยั่งยืนได้จริง  

    หทัยรัตน์ อติชาติ ผู้จัดการฝ่ายนโยบายด้านรัฐกิจและกิจการสัมพันธ์ เชฟรอนประเทศไทย กล่าวว่า “เชฟรอนมุ่งเน้นการสนับสนุนและช่วยเหลือชุมชนและสังคมเพื่อสร้างให้เกิดความเข้มแข็งและการพัฒนาอย่างยั่งยืนควบคู่กับการดำเนินธุรกิจเสมอมา โดยเฉพาะด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต  ซึ่งการทำงานร่วมกับมูลนิธิรักษ์ไทยในโครงการเชฟรอนทุนเพื่อชีวิต นี้นับเป็นการให้โอกาสและเพิ่มศักยภาพให้กับกลุ่มผู้หญิงที่เปราะบางในจังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรง ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ ทั้งนี้ เราตระหนักว่าการถ่ายทอดองค์ความรู้ที่ได้ผลเป็นอย่างดีคือการส่งต่อความรู้และประสบการณ์จริงจากกลุ่มที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันโดยตรง จึงนับเป็นโอกาสอันดี ที่กลุ่มผู้หญิงในโครงการเชฟรอนทุนเพื่อชีวิต จะมาเรียนรู้จากตัวอย่างความสำเร็จของกลุ่มอาชีพภายใต้โครงการเชฟรอน พลังใจ พลังคน เพื่อชุมชนเข้มแข็งที่ดำเนินการมาแล้ว 6 ปี  ในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช จนเกิดผลสำเร็จเป็นรูปธรรม ทั้งในด้านการจัดตั้งธนาคารพัฒนาหมู่บ้าน กองทุน และกลุ่มอาชีพต่างๆ  ซึ่งปัจจุบันนี้กลุ่มส่งเสริมอาชีพและเครือข่ายธนาคารพัฒนาหมู่บ้านทั้ง 50 หมู่บ้าน ได้คอยแลกเปลี่ยนความรู้และสนับสนุนซึ่งกันและกัน เพื่อเป็นแหล่งทุนที่มั่นคงและเป็นที่พึ่งของชุมชนได้”

    “สำหรับกิจกรรมในโครงการทุนเพื่อชีวิต จะเป็นการกระตุ้นธุรกิจขนาดเล็กของกลุ่มสตรี ซึ่งจะมีส่วนสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในภาพรวมของภาคใต้ตอนล่าง เพราะธุรกิจเหล่านี้จะนำไปสู่โอกาสในการจ้างงานสำหรับคนอื่นๆ ในชุมชน ก่อให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยและเงินหมุนเวียนในระบบมากขึ้นด้วย”

    โครงการเชฟรอน ทุนเพื่อชีวิต หรือการสนับสนุนวิสาหกิจธุรกิจ สำหรับหัวหน้าครอบครัวผู้หญิงในจังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส (Fund4Life Entrepreneurial Support for Woman Breadwinner) เป็นความร่วมมือระหว่างบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด และมูลนิธิรักษ์ไทย ในการดำเนินการตั้งแต่เดือนมกราคม 2558 ถึงธันวาคม 2559 รวมระยะเวลา 2 ปี ด้วยงบประมาณสนับสนุนกว่า 9,700,000 บาท เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและเพิ่มศักยภาพของกลุ่มผู้หญิงและเด็กเปราะบางใน 3 จังหวัด ปัตตานี ยะลา และ นราธิวาสให้สามารถรับมือกับผลกระทบด้านสังคม-เศรษฐกิจที่เกิดจากความรุนแรงทางการเมืองได้

    โดยการดำเนินโครงการฯ เน้นเพิ่มทักษะและพัฒนาศักยภาพกลุ่มอาชีพสำหรับกลุ่มผู้หญิงสำหรับ 3 จังหวัดภาคใต้ โดยเฉพาะทักษะสำคัญที่ยังขาดอยู่  อาทิ การอบรมแผนธุรกิจขนาดเล็กและการตลาด การอบรมการบริหารจัดการธุรกิจการทำบัญชีการเงิน การทำรายงานประจำเดือน การส่งเสริมพลังด้านเพศภาวะในระดับชุมชน รวมถึงส่งเสริมกลยุทธ์การตลาดให้สมาชิกกลุ่มในชุมชน และสร้างช่องทางการกระจายสินค้าสำหรับคนในชุมชนเป็นต้น

     

Date : 22 / 04 / 2016

  • Date : 22 / 04 / 2016
    พพ.มอบโล่โรงงานตัวอย่างให้ไทยยูเนี่ยนกรุ๊ป

         พพ.ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังแถลงผลการดำเนินงานโครงการศึกษาและส่งเสริมเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการนำความร้อนทิ้งอุณหภูมิต่ำในระบบอุตสาหกรรมกลับมาใช้ใหม่ พร้อมมอบโล่ประกาศเกียรติคุณโรงงานอุตสาหกรรมตัวอย่างให้บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด มหาชน

     
            กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง จัดแถลงผลการดำเนินงานโครงการศึกษาและส่งเสริมเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการนำความร้อนทิ้งอุณหภูมิต่ำในระบบอุตสาหกรรมกลับมาใช้ใหม่ โดยมี นายดนัย เอกกมล รองอธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน เป็นประธานกล่าวเปิดงานและ นายอนุชา อนันตศานต์ ผู้อำนวยการสำนักกำกับและอนุรักษ์พลังงาน เป็นผู้กล่าวรายงาน และผศ.ดร. เกียรติศักดิ์ รุ่นพระแสง ผู้จัดการโครงการ เป็นผู้แถลงผลดำเนินโครงการ
     
         งานครั้งนี้ยังจัดให้มีการมอบโล่ประกาศเกียรติคุณโรงงานอุตสาหกรรมตัวอย่างที่ได้ติดตั้งเทคโนโลยีการนำความร้อนทิ้งอุณหภูมิต่ำกลับมาใช้ใหม่ ได้แก่  บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด มหาชน ซึ่งประสบความสำเร็จในการนำความร้อนทิ้งกลับมาใช้ใหม่ด้วยเทคโนโลยีเครื่องอุ่นน้ำป้อน ทั้งนี้ พพ. ได้จัดทำรายงานการตรวจสอบและวิเคราะห์ศักยภาพความร้อนทิ้งให้กับทุกโรงงานที่เข้าร่วมโครงการโดยพบว่ามีปริมาณความร้อนทิ้งมากถึง 1.5 ล้าน จิกะจูล หรือ 36 ktoe ต่อปี จากจำนวนโรงงานทั้งหมด 61 แห่งที่เข้าร่วมโครงการและจะขยายผลการดำเนินงานให้กับโรงงานอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องและสนใจต่อไป จัดขึ้น ณ ห้องจรัสเมือง 1 โรงแรมเดอะทวินทาวเวอร์ กรุงเทพฯ เวลา 9.00-12.00 น.