กิจกรรมทั้งหมด

Date : 14 / 11 / 2016

  • Date : 14 / 11 / 2016
    ปตท.เปิดCafe Amazonสาขาแรกที่ฟูกุชิม่า

     ปตท. เปิด Cafe Amazon สาขาแรกในญี่ปุ่น ที่จังหวัดฟุกุชิม่า  หลังเปิดขายสิทธิ์แฟรนไชส์ให้กับ บริษัท โคโดโม เอเนอร์จี จำกัด   “เทวินทร์”เผยภูมิใจ ที่มีส่วนร่วมในกิจกรรมที่เป็นสัญญลักษณ์ของความร่วมมือจากประเทศไทย ในความพยายามแก้ปัญหาทางสังคมที่เกิดจากภัยพิบัติครั้งสำคัญทางพลังงานในประเทศญี่ปุ่น

    เมื่อวันที่13พ.ย.2559 นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ร่วมเป็นประธานในพิธีเปิดร้านคาเฟ่อเมซอน สาขาคาวาอุชิ จังหวัดฟุกุชิม่า ประเทศญี่ปุ่น อย่างเป็นทางการ โดยมี นายทะคะกิ โยสุเกะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการค้า เศรษฐกิจ และอุตสาหกรรม ของประเทศญี่ปุ่น พร้อมด้วย นายยะสุโนริ อิวาโมโตะ ประธาน บริษัท โคโดโม เอเนอร์จี จำกัด และแขกผู้มีเกียรติจากประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่นร่วมพิธี

    นายเทวินทร์ เปิดเผยว่า ปตท. ได้ขายสิทธิ์แฟรนไชส์คาเฟ่อเมซอนให้กับ บริษัท โคโดโม เอเนอร์จี จำกัด  ซึ่งเป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจสีเขียวด้วยการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และให้ความสำคัญกับการทำกิจกรรมเพื่อสังคม โดยทางบริษัท มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่โอซาก้า และได้เปิดโรงงานที่คาวาอุชิ จังหวัดฟุกุชิม่า จังหวัดซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่เมื่อปี 2011  เพื่อช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่น ซึ่งร้านคาเฟ่อเมซอนสาขาแรกในประเทศญี่ปุ่น ถูกเลือกให้ตั้งสาขาแรกในจังหวัดนี้  ทั้งนี้บริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ในการเปิดร้านคาเฟ่อเมซอนในเมืองใหญ่อื่นๆ เช่น โอซาก้า และโตเกียวต่อไป

     สำหรับร้านคาเฟ่อเมซอนที่ประเทศญี่ปุ่นจะมีเครื่องดื่มเมนูพิเศษที่คิดขึ้นใหม่เพื่อคอกาแฟชาวญี่ปุ่นโดยเฉพาะเพิ่มเติมจากเมนูปกติของคาเฟ่อเมซอน  โดยจะใช้เมล็ดกาแฟจากโครงการหลวงของประเทศไทย ซึ่งเป็นโครงการที่เกิดขึ้นจากแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรทางภาคเหนือของประเทศไทยมีความเป็นอยู่ดีขึ้น สามารถมีรายได้หาเลี้ยงตัวเองได้อย่างยั่งยืน

    “เราเห็นความตั้งใจด้าน CSR ของคุณ Iwamoto ประธานบริษัท Codomo Energy จึงได้ตกลงให้เขาเปิด Cafe Amazon เป็นการนำร่อง ถึงแม้สาขานี้คงจะไม่มีปริมาณขายมากมาย แต่จะได้พันธมิตรที่มีจิตสาธารณะมาช่วยทดสอบตลาดที่มีศักยภาพในเมืองอื่นๆของญี่ปุ่นต่อไป และเราก็ได้ทดลองพัฒนากาแฟสูตรพิเศษเพื่อสาขานี้โดยเฉพาะ ซึ่งเชื่อว่าจะตรงกับรสนิยมของชาวญี่ปุ่น” นายเทวินทร์  โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุคส่วนตัว Tevin at PTT

    นายเทวินทร์ ระบุด้วยว่า ถึงแม้โอกาสทางธุรกิจในญี่ปุ่น ยังเพิ่งเริ่มต้นสำหรับ  Cafe Amazon และไม่รู้ชัดเจนว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป แต่เราภูมิใจ ที่มีส่วนร่วมในกิจกรรมที่เป็นสัญญลักษณ์ของความร่วมมือจากประเทศไทย ในความพยายามแก้ปัญหาทางสังคมที่เกิดจากภัยพิบัติครั้งสำคัญทางพลังงานในประเทศญี่ปุ่น

    ประเทศญี่ปุ่นเป็นตลาดกาแฟที่ใหญ่ติดอันดับ 1 ใน 3 ของโลก ที่ดื่มกาแฟเฉลี่ย 2 ถึง 4 กิโลกรัมต่อคนต่อปี จึงเป็นโอกาสอันดีในการเริ่มรุกตลาดกาแฟสดในเอเชีย นอกเหนือจากการทยอยเปิดสาขาต่างๆ ในภูมิภาคอาเซียนไปแล้วก่อนหน้านี้ 38 แห่ง จึงนับเป็นอีกความมุ่งมั่นของ ปตท. ในสร้างความภาคภูมิใจให้กับคนไทย ด้วยการสร้างแบรนด์ของคนไทยให้เป็นที่รู้จักของชาวต่างชาติ โดยเพิ่มทางเลือกให้ชาวญี่ปุ่น รวมถึงชาวต่างชาติที่เข้าไปท่องเที่ยวหรือทำธุรกิจในประเทศญี่ปุ่น ได้สัมผัสรสชาติอันเข้มข้นของกาแฟสดแบบไทย

Date : 13 / 11 / 2016

  • Date : 13 / 11 / 2016
    สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจจับมือปตท.จัดเรียนวาดภาพในหลวงกับครูจิว

    สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจร่วมกับปตท.และ”ครูจิว” ดินหิน รักพงษ์อโศก จัดกิจกรรมวาดภาพในหลวงรัชกาลที่9  ด้วยแท่งถ่านชาร์โคล ให้กับผู้สื่อข่าวสายเศรษฐกิจ เพื่อเป็นการน้อมรำลึก ในพระมหากรุณาธิคุณ อย่างหาที่สุดมิได้ 

    ครบ1เดือนแห่งการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช  เมื่อวันที่13 พ.ย.2559 สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ จัดกิจกรรมวาดภาพในหลวง  โดยเชิญ “ครูจิว” ดินหิน รักพงษ์อโศก  ศิลปินผู้รักและศรัทธาในการวาดภาพในหลวง มาเป็นครูสอนวาดภาพ พร้อมเพื่อนผู้ช่วยคือครูแดง โดยได้รับการเอื้อเฟื้อสถานที่การฝึกอบรม จากปตท.

    กิจกรรมดังกล่าวไม่มีค่าใช้จ่ายในส่วนของผู้สอน และอุปกรณ์การวาดภาพโดยเป็นเจตนา ของ “ครูจิว” ดินหิน รักพงษ์อโศก ศิลปินซึ่งมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในด้านการเขียนภาพเหมือนบุคคล ที่ต้องการจะทำความดีเพื่อพ่อหลวง  โดยมีเป้าหมายที่จะสอนให้คนไทยที่ไม่เคยวาดรูปในหลวง  ไม่มีพื้นฐานการวาดภาพมาก่อน แต่อยากมีภาพเขียนในหลวงด้วยฝีมือตัวเอง ได้มีโอกาสวาดภาพและนำกลับบ้าน

     ครูจิว บอกว่า ที่ผ่านมาการวาดภาพในหลวงแต่ละภาพ มีจุดประสงค์เพื่อต้องการมีรายได้จากการขายภาพ  ซึ่งเมื่อเวลาที่เลือกภาพต้นแบบ ก็จะได้อ่าน ถึงพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านที่เกี่ยวข้องกับภาพนั้นๆไปด้วย    เรื่องราวต่างๆก็ค่อยๆซึมซับเข้ามา จนมาถึงจุดที่ตัวเขาเริ่มมีความละอาย  ว่าใช้ภาพวาดพระองค์ ขายเพื่อมาเลี้ยงชีพ ในขณะที่พระองค์ท่านเป็นผู้ให้  ทุ่มเทเพื่อคนไทยทั้งประเทศ   ดังนั้นเมื่อมีรายได้ที่เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพแล้ว จึงนำเงินรายได้ส่วนที่เหลือ มาจัดหาอุปกรณ์  เพื่อสอนให้คนไทยได้มีโอกาสวาดภาพในหลวงด้วยฝีมือตัวเอง โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดใดทั้งสิ้น  โดยหวังว่า ยิ่งคนไทยวาดภาพในหลวง และซึมซับใน พระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านมากเท่าไหร่  ก็จะยิ่งเป็นการเทิดพระเกียรติของพระองค์ท่าน ให้ทั่วโลกได้รับรู้

    “ที่เลือกสอนวาดภาพในหลวงด้วยแท่งถ่านชาร์โคล เพราะใช้เวลาในการวาดไม่นาน  อีกทั้งภาพวาดจากชาร์โคล นั้นมีลายเส้นและแสงเงาที่ ทำให้ภาพดูมีชีวิต ผู้วาดสามารถที่จะถ่ายทอดอารมณ์และความรู้สึกที่มีต่อพระองค์ท่านผ่านการวาดภาพได้ดี  “ครูจิวกล่าว

    ทั้งนี้ก่อนการลงมือปฏิบัติ  ครูจิว จะสอนถึงพื้นฐานที่สำคัญในการวาด  เช่น การเลือกใช้อุปกรณ์แท่งถ่านชาร์โคลแต่ละชนิด  หลักการเกิดแสงและเงา   การวาดตา หู จมูก ริมฝีปาก เทคนิคการให้แสงเงา ที่ทำให้ภาพดูมีชีวิต โดยสอดแทรกปรัชญาและคำสอนของในหลวงรัชกาลที่9  ให้ผู้เรียนได้น้อมรำลึก จดจำ และนำไปปฏิบัติ ด้วย เช่นเรื่องของความพอเพียง  ที่คล้ายกับความสันโดษตามหลักศาสนาพุทธ ที่ครูจิว ยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติในชีวิต

    สำหรับประวัติของ” ครูจิว” ดินหิน รักพงษ์อโศก นั้น  ปัจจุบันอายุ56ปี เป็นคนนครสวรรค์  เรียนจบระดับปริญญาตรี คณะ คณะจิตรกรรม  มหาวิทยาลัยศิลปากร รุ่นที่36   จบปริญญาโท บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต [MBA.] สาขาการจัดการทั่วไป มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต 

     ปัจจุบันครูจิว กำลังจัดแสดงภาพวาดในหลวงรัชกาลที่9 “ ใต้ร่มพระบารมี ๗๐ ปี แห่งการครองราชย์ ”“ in Remembrance of His Majesty ”  ระหว่างวันที่ 5 – 20 พฤศจิกายน 2559  ที่333 Gallery ชั้น 3 ศูนย์การค้าริเวอร์ซิตี้ สี่พระยา ถ.เจริญกรุง ซ.30 โดยนิทรรศการครั้งนี้ จะนำเสนอภาพพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยการใช้เทคนิคกระบวนการของงานวาดเส้นด้วยแท่งถ่านชาร์โคล เกรยอง ผสมผสานกับการสร้างงานจิตรกรรมและเทคนิคผสมอันละเอียดอ่อนงดงาม ซึ่งรายได้จากการจำหน่ายภาพเขียนทั้งหมดหลังหักค่าใช้จ่าย มอบให้กองทุนเพื่อผู้ป่วย ร.พ.ศิริราช ศิริราชมูลนิธิ ( รหัสทุน D004000 )

    ผู้ที่สนใจ สามารถโหลดไฟล์ภาพเขียนครูจิว (ขนาดใหญ่) ฟรีที่...https://www.flickr.com/photos/dinhin/  และนำไปใช้ได้โดยไม่ต้องขออนุญาต

     

  • Date : 13 / 11 / 2016
    กฟผ.ชวนคนไทยร่วมแปรอักษรครั้งประวัติศาสตร์ที่เขื่อนภูมิพลพุธที่16พ.ย2559นี้

    กฟผ. ชวนคนไทยทั้งประเทศ ร่วมกิจกรรมแปรอักษรครั้งประวัติศาสตร์ที่เขื่อนภูมิพล เพื่อร่วมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและร่วมถวายความอาลัย แด่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในวันพุธที่ 16 พ.ย. 2559 นี้ เวลา 15.00 น.

    ฝ่ายสื่อสารองค์การ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุค เชิญชวนประชาชนจากทุกหน่วยงาน ทั่วประเทศ ทั้งภาครัฐและเอกชน ร่วมกิจกรรมแปรอักษรครั้งประวัติศาสตร์ (5,000 คน) เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและร่วมถวายความอาลัย แด่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในวันพุธที่ 16 พฤศจิกายน 2559 เวลา 15.00 น. ณ บริเวณสันเขื่อนภูมิพล อ.สามเงา จ.ตาก  โดยผู้ที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรม สามารถ แจ้งชื่อได้ที่แผนกประชาสัมพันธ์และชุมชนสัมพันธ์เขื่อนภูมิพล โทร/แฟกซ์ 055-549510/ 092-282-1777 หรือ
    ดาวน์โหลดแบบตอบรับได้ที่  www.bhumiboldam.egat.com

    ทั้งนี้ผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรมครั้งประวัติศาสตร์ของเขื่อนภูมิพล แห่งนี้   ในส่วนของ ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ เจ้าหน้าที่ของรัฐ  จะแต่งกาย สวมชุดปกติขาวไว้ทุกข์ (สวมหมวก) หรือชุดสุภาพขาว  ส่วน ประชาชนทั่วไป สวมชุดสุภาพสีดำ และนักเรียน  นักศึกษา สวมชุดนักเรียน นักศึกษา เสื้อสีขาว  โดยที่ตลอดกิจกรรมทาง กฟผ.เขื่อนภูมิพล จะมีอาหารและน้ำดื่มไว้คอย บริการ

Date : 09 / 11 / 2016

  • Date : 09 / 11 / 2016
    กฟผ. จับมือ มอ. ทำฐานข้อมูลชาวเทพารอรับโรงไฟฟ้า

    กฟผ. ร่วมกับ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี จัดทำฐานข้อมูลด้านสังคม เศรษฐกิจ และสุขภาพของประชาชนบ้านคลองประดู่ ตำบลปากบาง อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา เพื่อนำข้อมูลที่ได้จากการสำรวจไปจัดทำฐานข้อมูลประกอบการดำเนินงานก่อนและหลังมีโรงไฟฟ้าเทพา เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด ในด้านสังคม ชุมชน สิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต

    ว่าที่พันตรี อนุชาต ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้ว่าการชุมชนสัมพันธ์และสิ่งแวดล้อมโครงการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และ ผศ.ดร.ศราวุธ เจ๊ะโส๊ะ อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ได้ร่วมชี้แจงชุมชนเทพา เรื่องการจัดทำฐานข้อมูลด้านสังคม เศรษฐกิจและภาวะสุขภาพของประชาชนบ้านคลองประดู่ ตำบลปากบาง อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา โดยมี ผู้เกี่ยวข้องและประชาชนในพื้นที่ร่วมงานกว่า 200 คน ณ เทพาบีช รีสอร์ท อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา

    ​การเก็บข้อมูลครั้งนี้ ผศ.ดร.ศราวุธ เป็นหัวหน้าโครงการ โดยมีคณะอาจารย์ท่านอื่นๆ ร่วมลงพื้นที่ทำการวิจัยด้วย ได้แก่ ผศ.ดร.อภิรดี แซ่ลิ่ม อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี และอาจารย์สนั่น เพ็งเหมือน ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพหุวัฒนธรรมศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เป็นอาจารย์ผู้วิจัย โดยจะเก็บข้อมูล ตลอดจนรวบรวมประเด็นปัญหาที่ชุมชนจะได้รับด้านผลกระทบสิ่งแวดล้อมทั้งก่อนและหลังมีโรงไฟฟ้าเทพา และจะมีการวิเคราะห์กลุ่มประเด็นปัญหา ศึกษาสาเหตุของปัญหา และจัดทำทะเบียนของประชาชนในพื้นที่บ้านคลองประดู่ หมู่ที่ 4 ตำบลปากบาง อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา โดยใช้เวลาดำเนินการศึกษา 90 วัน

    “กฟผ. ขอขอบคุณมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี สื่อมวลชน ส่วนราชการ ผู้นำชุมชน และประชาชนทุกคน ที่มีส่วนร่วมในการจัดทำฐานข้อมูลด้านสังคม เศรษฐกิจ และสุขภาพของประชาชนบ้านคลองประดู่ ตำบลปากบาง อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา เพื่อนำข้อมูลที่ได้จากการสำรวจไปจัดทำฐานข้อมูลประกอบการดำเนินงานก่อนและหลังมีโรงไฟฟ้าเทพา เพื่อให้ประชาชนและประเทศชาติได้รับประโยชน์สูงสุด ทั้งด้านสังคม ชุมชนสิ่งแวดล้อมและด้านสุขภาพ ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต” ผู้ช่วยผู้ว่าการ กฟผ. กล่าวในตอนท้าย

    ผศ.ดร.ศราวุธ เจ๊ะโส๊ะ อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี หัวหน้าโครงการ กล่าวว่า การศึกษาวิจัยในครั้งนี้ มีวิธีการศึกษา 3 วิธี คือ การศึกษาข้อมูลจากเอกสารรายงานและจากอินเตอร์เน็ต ที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ศิลปวัฒนธรรม และด้านศาสนา และมีการการศึกษาและสำรวจภาคสนาม โดยการลงพื้นที่สัมภาษณ์หัวหน้าหรือผู้แทนครัวเรือน หรือสมาชิกในครัวเรือนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ที่มีบ้านเรือนอยู่ในหมู่ที่ 4 ตามทะเบียนครัวเรือนขององค์การบริหารส่วนตำบลปากบาง อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา ปี 2559 โดยใช้นักวิจัยชุมชน ใช้แบบสอบถาม การสังเกตพฤติกรรม พร้อมจดพิกัดครัวเรือน และภาพกิจกรรม ตลอดจนการศึกษาข้อมูลประเด็นปัญหาที่ชุมชนได้รับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อจัดทำฐานข้อมูล

    หลังจากนั้นคณะผู้วิจัยจะนำแบบสอบถามมาวิเคราะห์ประเด็นปัญหาที่ชุมชนได้รับผลกระทบในด้านต่างๆ พร้อมแยกกลุ่มปัญหา ศึกษาสาเหตุของปัญหา ตลอดจนผลกระทบที่เกิดขึ้นเพื่อจัดฐานข้อมูลต่อไป

     

     

Date : 07 / 11 / 2016

  • Date : 07 / 11 / 2016
    ปตท.เปิดสำนักงานใหญ่ให้ชาวนาขายข้าว

    ปตท.เปิดสำนักงานใหญ่ จำหน่ายข้าวสารจากมือชาวนาถึงผู้บริโภค ภายใต้โครงการ รวมพลังซื้อข้าวจากชาวนา ระหว่างวันที่ 7-11 พ.ย. 59 ณ บริเวณด้านข้างร้านคาเฟ่อเมซอน อาคาร ปตท. สำนักงานใหญ่ และอาคารเอนเนอร์ยี่ คอมเพล็กซ์ ถ.วิภาวดี  ซีอีโอปตท.ระบุขณะนี้มีปั๊มปตท.เข้าร่วมโครงการแล้ว 688 แห่งทั่วประเทศ 

    เมื่อวันที่ 7 พ.ย. 2559 พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน  พร้อมด้วยนายอารีพงศ์  ภู่ชอุ่มปลัดกระทรวงพลังงาน เดินทางไปเยี่ยมชมการเปิดจำหน่ายข้าวสาร จากตัวแทนกลุ่มชาวนา ที่อาคาร ปตท. สำนักงานใหญ่ ถ.วิภาวดี โดยมี นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และคณะผู้บริหาร ปตท. ให้การต้อนรับ

    นายเทวินทร์ เปิดเผยว่า ปตท.  ได้เพิ่มช่องทางการบรรเทาความเดือดร้อนของชาวนาโดยประสานงานกับเครือข่ายทางเกษตรกรจากภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือกลุ่มต่างๆ หมุนเวียนนำข้าวสารคุณภาพมาจำหน่ายที่อาคาร ปตท. สำนักงานใหญ่ และอาคารเอนเนอร์ยี่ คอมเพล็กซ์ ถ.วิภาวดี ระหว่างวันที่7-11 พฤศจิกายน 2559 โดยเป็นส่วนหนึ่งของ “โครงการรวมพลังซื้อข้าวจากชาวนา” ซึ่งเริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2559 ที่ผ่านมา เพื่อเปิดโอกาสให้เกษตรกร ตัวแทนกลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ชุมชน โรงสีข้าวชุมชน หรือโรงสีข้าวสหกรณ์ นำข้าวสารมาจำหน่ายแก่ผู้บริโภคได้โดยตรงที่สถานีบริการน้ำมัน ปตท. ที่ร่วมโครงการทั่วประเทศโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย และได้รับการตอบรับอย่างดียิ่ง

    สำหรับข้าวสารที่นำมาจำหน่ายในครั้งนี้ ได้แก่ ข้าวหอมมะลิ 105   ข้าวหอมมะลิ 105 ทุ่งกุลา   ข้าวหอมมะลินิล   ข้าวหอมมะลิกุหลาบ  ข้าวดำลืมผัว รวมถึงข้าวอินทรีย์ และข้าวปลอดสารซึ่งขัดสีโดยชุมชน เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในกรุงเทพมหานคร นอกจากนี้ ปตท. ยังจัดให้สถานีบริการน้ำมัน ปตท. ในกรุงเทพมหานครเป็นจุดจำหน่ายข้าวสารจากจังหวัดต่างๆ เพื่อให้ผู้บริโภคที่อยู่ในกรุงเทพมหานครสามารถหาซื้อข้าวจากเกษตรกรโดยตรงได้สะดวกยิ่งขึ้น

    นายเทวินทร์ เพิ่มเติมว่า นอกจากทำหน้าที่สร้างความมั่นคงทางพลังงานแล้ว ปตท. ยังดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยแก้ปัญหาราคาข้าวตกต่ำเพื่อให้ชาวนาซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศให้มีรายได้เพิ่มขึ้น เป็นผลดีต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม และขอขอบคุณผู้บริโภคทุกคนที่ร่วมอุดหนุนข้าว ช่วยแบ่งเบาความเดือดร้อนของชาวนา รวมไปถึงเจ้าของสถานีบริการน้ำมัน ปตท. ทั่วประเทศที่ช่วยเป็นช่องทางให้ชาวนานำข้าวสารมาจำหน่าย ทั้งนี้ ขณะนี้มีสถานีบริการน้ำมัน ปตท. ที่เข้าร่วมโครงการจำนวน 688 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งผู้สนใจสามารถตรวจสอบข้อมูลและสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ PTT Contact Center 1365 และwww.pttplc.com