กิจกรรมทั้งหมด

Date : 09 / 06 / 2017

  • Date : 09 / 06 / 2017
    กฟผ.พร้อมจัดเวที ค.2โครงการโรงไฟฟ้าทดแทนแม่เมาะเครื่อง4-7วันที่13-16มิ.ย.นี้

    กฟผ.เตรียมพร้อมจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น (ค.2) โครงการขยายกำลังผลิตโรงไฟฟ้าทดแทนโรงไฟฟ้าแม่เมาะ เครื่องที่ 4-7 ระหว่างวันที่ 13-16 มิถุนายน 2560 นี้ เน้นลงพื้นที่กลุ่มย่อยรับฟังความคิดเห็นประชาชน 5 ตำบล เพื่อ กำหนดเป็นมาตรการด้านผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพในรายงาน EHIA ให้ครอบคลุมข้อห่วงกังวลของประชาชนในพื้นที่

     ว่าที่ พ.ต.อนุชาต ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้ว่าการชุมชนสัมพันธ์และสิ่งแวดล้อมโครงการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า หลังจากที่บริษัท ทีม คอนซัลติ้ง เอนจิเนียริ่ง แอนด์ แมเนจเมนท์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาดำเนินการศึกษาและจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) โครงการขยายกำลังการผลิตโรงไฟฟ้าทดแทนโรงไฟฟ้าแม่เมาะ เครื่องที่ 4-7 ได้จัดรับฟังความคิดเห็นเพื่อ กำหนดขอบเขตและแนวทางการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (Public Scoping) หรือ ค.1 ไปแล้วเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2560 ที่ผ่านมา ดังนั้น ในระหว่างวันที่ 13-16 มิถุนายน 2560 นี้ บริษัทจะจัดรับฟังความคิดเห็นในขั้นตอนการประเมินและจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (ค.2) โดยลงพื้นที่พูดคุยเป็นกลุ่มย่อยในแต่ละตำบลและตามกลุ่มเป้าหมายที่เกี่ยวข้อง จำนวน 7 เวที ครอบคลุมพื้นที่ 5 ตำบล ได้แก่ ตำบลสบป้าด จางเหนือ นาสัก บ้านดง และแม่เมาะ

    สำหรับรายละเอียดการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นฯ (ค.2) ทั้ง 7 เวที ประกอบด้วย กลุ่มประชาชนตำบลจางเหนือ วันอังคารที่ 13 มิถุนายน 2560 เวลา 08.30 – 12.00 น. ณ ห้องประชุม อบต.จางเหนือ กลุ่มประชาชนตำบลนาสัก เวลา 13.00 – 16.30 น. ณ ห้องประชุม อบต.นาสัก กลุ่มหน่วยงานสาธารณสุขจากทั้ง 5 ตำบล วันพุธที่ 14 มิถุนายน 2560 เวลา 08.30 – 12.00 น. ณ ที่ว่าการอำเภอแม่เมาะ (ห้องประชุมเล็ก) กลุ่มหน่วยงานราชการ องค์กรพัฒนาเอกชนและเครือข่ายสุขภาพจากทั้ง 5 ตำบล เวลา 13.00 - 16.30 น. ณ ที่ว่าการอำเภอ
    แม่เมาะ (ห้องประชุมเล็ก) กลุ่มประชาชนตำบลสบป้าด วันพฤหัสบดีที่ 15 มิถุนายน 2560 เวลา 08.30-12.00 น. ณ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ที่ทำการ อบต.สบป้าด กลุ่มประชาชนตำบลแม่เมาะ เวลา 13.00 – 16.30 น. ณ ที่ว่าการอำเภอแม่เมาะ (ห้องประชุมใหญ่) และกลุ่มประชาชนตำบลบ้านดง วันศุกร์ที่ 16 มิถุนายน 2560 เวลา 08.30 – 12.00 น. ณ ห้องประชุม อบต.บ้านดง

    ทั้งนี้ การจัดรับฟังความคิดเห็น ค.1 ที่ผ่านมา ณ วิทยาลัยเทคโนโลยีและการจัดการ กฟผ.แม่เมาะ อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง มีประชาชนอำเภอแม่เมาะทุกภาคส่วนเข้าร่วมรับฟังและแสดงความคิดเห็นในทุกมิติ จำนวน 2,696 คน มีผู้แสดงความคิดเห็นด้วยวาจา จำนวน 48 คน และมีผู้แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมหลังจากการประชุม ค.1 ทางจดหมาย อีเมล์ โทรศัพท์และโทรสาร จำนวน 39 คน โดยข้อคิดเห็นของประชาชนทั้งหมด บริษัท ทีม คอนซัลติ้ง เอนจิเนียริ่ง แอนด์ แมเนจเมนท์ จำกัด ได้นำไปกำหนดขอบเขตการศึกษาและจัดทำรายงาน EHIA ให้ครอบคลุมข้อห่วงกังวลของประชาชนในพื้นที่ทั้ง 5 ตำบล และหลังจากการจัดรับฟังความคิดเห็น ค.2 ในครั้งนี้ จะเป็นขั้นตอนการทบทวนและรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างรายงาน EHIA หรือ ค.3 ต่อไป

  • Date : 09 / 06 / 2017
    กฟผ.ทำพิธียกเสากังหันลมต้นแรก ลำตะคองระยะที่2 วงเงินรวม1,407ล้านบาท

    กฟผ. ทำพิธียกเสากังหันลมต้นแรก โครงการกังหันลมผลิตไฟฟ้าลำตะคอง ระยะที่ 2 วงเงินงบประมาณรวม 1,407 ล้านบาท ส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน กระจายสัดส่วนเชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าให้สมดุล พร้อมนำเทคโนโลยี Fuel cell เสริมศักยภาพการกักเก็บไฟฟ้าให้มั่นคงสามารถจ่ายไฟฟ้าทุกช่วงเวลา          

     เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2560ที่ผ่านมา นายศุภชัย ปิตะสุวรรณ ผู้ช่วยผู้ว่าการก่อสร้างโรงไฟฟ้า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นประธานในพิธียกเสากังหันลมผลิตไฟฟ้าโครงการกังหันลมผลิตไฟฟ้าลำตะคอง ระยะที่ 2 ต้นแรก โดยมีนายธีระชัย ลีโทชวลิต หัวหน้าโครงการกังหันลมผลิตไฟฟ้า    ลำตะคอง ระยะที่ 2 กฟผ. ทีมงานบริษัท Hydrochina Corporation บริษัทคู่สัญญา และผู้เกี่ยวข้องร่วมพิธี ณ อ่างพักน้ำตอนบนโรงไฟฟ้าลำตะคองชลภาวัฒนา อ.สีคิ้ว และ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา 

    สำหรับโครงการกังหันลมผลิตไฟฟ้าลำตะคอง ระยะที่ 2  ประกอบด้วย กังหันลมผลิตไฟฟ้า สำหรับความเร็วลมต่ำ ขนาดความสูงของเสา 94 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางใบพัด 116 เมตร จำนวน 12 ต้น ต้นละ 2 เมกะวัตต์ รวมขนาดกำลังผลิตสุทธิ 24 เมกะวัตต์ โดยมีวงเงินงบประมาณ 1,407 ล้านบาท พร้อมนำระบบพัฒนาเสถียรภาพในการผลิตไฟฟ้าจากกังหันลม (Wind Hydrogen Hybrid) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการกักเก็บพลังงานไฟฟ้าจากกังหันลมในรูปของก๊าซไฮโดรเจนและแปลงกลับมาเป็นพลังงานไฟฟ้า ด้วยระบบ Fuel Cell ในวงเงินงบประมาณ 234 ล้านบาท มาเพิ่มประสิทธิภาพการกักเก็บไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนให้มีความมั่นคงเพิ่มมากขึ้น ซึ่งระบบดังกล่าวสามารถกักเก็บไฟฟ้าที่ผลิตได้จากกังหันลม เพื่อนำมาจ่ายให้กับอาคารศูนย์การเรียนรู้ด้านพลังงานที่อยู่บริเวณเดียวกัน เป็นการสนับสนุนการใช้พลังงานทดแทนเชิงประจักษ์ สอดรับกับนโยบายทิศทางการพัฒนาพลังงานไฟฟ้าของประเทศไทย(Energy 4.0) ของกระทรวงพลังงาน โดยโครงการดังกล่าวจะดำเนินการแล้วเสร็จและสามารถผลิตไฟฟ้าภายในปี 2560

  • Date : 09 / 06 / 2017
    พพ.จับมือกศน.มอบโอนครุภัณฑ์ระบบโซลาร์เซลล์ ให้ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา"แม่ฟ้าหลวง"

    พพ. จับมือ กศน.มอบโอนครุภัณฑ์ระบบผลิตไฟฟ้าด้วยเซลล์แสงอาทิตย์ ให้กับศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” 143 แห่ง รวมมูลค่า80 ล้านบาท เพื่อใช้กับอุปกรณ์สื่อการเรียนการสอนในพื้นที่ห่างไกลที่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึง

     นายยศพงศ์  คุปตะบุตร  รองอธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เปิดเผยว่า  เมื่อวันที่8มิ.ย.2560 พพ. และสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ได้ร่วมลงนามมอบโอนครุภัณฑ์ระบบผลิตไฟฟ้าด้วยเซลล์แสงอาทิตย์สำหรับศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง”  จำนวน 143 แห่ง รวมมูลค่า 80 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการศึกษาในพื้นที่ชนบทห่างไกลที่ไฟฟ้าจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ขยายเขตเข้าไม่ถึงให้มีไฟฟ้าเพียงพอใช้กับอุปกรณ์สื่อการเรียนการสอน โสตทัศนูปกรณ์ และกิจกรรมการเรียนรู้ต่างๆภายในศูนย์การเรียนรู้ฯ 


    ทั้งนี้โครงการดังกล่าวเป็นไปตามแผนปฏิบัติการพัฒนาพลังงานทดแทน และพลังงานทางเลือก (AEDP) พ.ศ. 2558 – 2579 ของกระทรวงพลังงาน ในการมุ่งส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนอย่างเข้าถึงประชาชนและเป็นรูปธรรม ซึ่งที่ผ่านมาพพ.ได้มีการจัดหาระบบผลิตไฟฟ้าด้วยเซลล์แสงอาทิตย์ให้กับโรงเรียนหรือศูนย์การเรียนรู้ต่างๆในพื้นที่ชนบทมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปีงบประมาณ 2547 จำนวน      40 แห่ง  และดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันปี 2560 จำนวนรวม 256 แห่ง ได้กำลังการผลิต 384 กิโลวัตต์ และในปี 2561 จะสงเสริมอีก 50 แห่งต่อไป

     “ ที่ผ่านมาพพ.ได้สนับสนุนระบบผลิตไฟฟ้าด้วยเซลล์แสงอาทิตย์ขนาด 1,500 วัตต์ให้กับศูนย์การเรียนรู้ชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวงของกศน.เมื่อปีงบประมาณ 2547 จำนวน 40  แห่งจนถึงปีนี้มีแล้ว 256 แห่ง ซึ่งจะมอบโอนในครั้งแรกจำนวน 143 แห่ง ขณะเดียวกัน พพ. ยังคงมีการติดตามส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปบำรุงรักษาระบบฯอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ศูนย์ฯได้ใช้อุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนในพื้นที่ชนบทให้มากที่สุด”นายยศพงศ์ กล่าว

Date : 06 / 06 / 2017

  • Date : 06 / 06 / 2017
    พลังงานจังหวัดสุพรรณบุรีหนุนโรงอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ลดต้นทุนพลังงาน

    สำนักงานพลังงานจังหวัดสุพรรณบุรีและจังหวัดสุพรรณบุรี สนับสนุนโรงอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อแปรรูปผลิตภัณฑ์  ให้กับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนสวนกล้วยอู่ทองช่วยลดต้นทุนค่าพลังงาน 84,000 บาทต่อปี และสร้างรายได้ 4-5 หมื่นบาทต่อเดือน

    นายเสรี กังวานกิจ พลังงานจังหวัดสุพรรณบุรี เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่สำรวจชุมชนของสำนักงานพลังงานจังหวัดสุพรรณบุรี ตามนโยบายของกระทรวงพลังงาน ในการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนในชุมชนเพื่อช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในกระบวนการผลิตของชุมชนด้วยการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม ได้ให้การสนับสนุน กลุ่มวิสาหกิจชุมชนสวนกล้วยอู่ทอง ตำบลจรเข้สามพัน อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นกลุ่มที่รวมตัวกันของเกษตรกรในพื้นที่ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มผลผลิตทางเกษตรให้ชุมชนมีรายได้ที่เพิ่มขึ้น

    โดยที่ผ่านมากลุ่มวิสาหกิจชุมชนสวนกล้วยอู่ทอง มีการแปรรูปผลิตภัณฑ์การเกษตร อาทิ กล้วยอบ กล้วยตาก ข้าวเกรียบรสต่างๆ ด้วยกระบวนการผลิตแบบดั้งเดิม พึ่งพาเชื้อเพลิงแอลพีจี ทำให้ประสบปัญหาเรื่องผลิตภัณฑ์ที่ได้ไม่ค่อยมีคุณภาพ และมีต้นทุนค่าพลังงานค่อนข้างสูง ทางสำนักงานพลังงานจังหวัดสุพรรณบุรี จึงได้ร่วมกับจังหวัดสุพรรณบุรี ในการสนับสนุนโรงอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ ให้กับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนดังกล่าวปรับเปลี่ยนระบบการผลิต ทำให้ สามารถลดปริมาณการใช้ก๊าซแอลพีจี ในขั้นตอนการผลิตได้จำนวน 20 ถังต่อเดือน หรือคิดเป็นเงินจำนวน 84,000 บาทต่อปี

    นอกจากนี้ยังสามารถประหยัดเวลาต่อรอบการผลิตจากเดิมที่ต้องใช้เวลาใช้เวลามากถึง 4 วัน เหลือเพียง 2 วัน รวมถึงยังสามารถลดความเสียหายของวัตถุดิบลงได้ 5% หรือคิดเป็นเงินจำนวน 3,500 บาทต่อเดือนด้วย โดยระบบการผลิตด้วยโรงอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ ยังสามารถต่อยอดไปสู่การแปรรูปผลิตภัณฑ์ประเภทอื่นๆ อาทิ ก้านเผือก มะเขือเทศเชอรี่อบแห้ง และข้าวแต๋น เป็นต้น ปัจจุบันกลุ่มวิสาหกิจชุมชนดังกล่าวมีรายได้จากการขายผลิตภัณฑ์แปรรูป 4-5 หมื่นบาทต่อเดือน

    ปัจจุบันกลุ่มวิสาหกิจชุมชนสวนกล้วยอู่ทองทางกลุ่มได้มีการพัฒนาบุคลากร เทคโนโลยี และการจัดการองค์ความรู้ จนสามารถพัฒนาไปสู่การเป็นศูนย์เรียนรู้ด้านพลังงานและเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรแบบครบวงจร พร้อมทั้งได้รับรางวัลการันตีศักยภาพของกลุ่มในระดับจังหวัด 3 รางวัลด้วยกัน คือ รางวัลรองชนะเลิศอันดับสอง วิสาหกิจชุมชนดีเด่น ปี 2558 รางวัลผู้ประกอบการ OTOP ดีเด่น ปี 2559 และรางวัลชมเชยวิสาหกิจชุมชนดีเด่น ปี 2560 นอกจากนี้ยังมีสิทธิ์ลุ้นเป็นสุดยอดคนพลังงานในระดับจังหวัดและระดับภาค จากเวทีการประกวด “สุดยอดคนพลังงาน” ประจำปี 2560 ในกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ของกระทรวงพลังงาน อีกด้วย

    ตัวแทนจากสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์(สนย.)กระทรวงพลังงาน นำโดยนายไพรัช เพชรล้ำ นักประชาสัมพันธ์ชำนาญการพิเศษ

    (ที่6จากซ้าย)ลงพื้นที่เยี่ยมชม กลุ่มวิสาหกิจชุมชนสวนกล้วยอู่ทองร่วมกับพลังงานจังหวัดสุพรรณบุรี 

Date : 05 / 06 / 2017

  • Date : 05 / 06 / 2017
    กฟผ.ประกาศจุดยืนวันสิ่งแวดล้อม พร้อมลงทุนพลังงานทดแทนควบคู่เชื้อเพลิงหลัก ก๊าซและถ่านหิน

    กฟผ.ประกาศจุดยืนเป็นผู้นำการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม พร้อมขับเคลื่อนภารกิจเพื่อสิ่งแวดล้อมในยุค 4.0  พร้อมลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน 2,000 เมกะวัตต์ ตามแผนที่รอการอนุมัติ จากกระทรวงพลังงาน ควบคู่กับโรงไฟฟ้าหลักที่ใช้เชื้อเพลิงก๊าซและถ่านหิน เพื่อให้คนไทยได้ใช้พลังงานสะอาดที่มีคุณภาพในราคาเหมาะสม

    เมื่อวันที่5 มิ.ย2560  นายสุธน บุญประสงค์ รองผู้ว่าการระบบส่ง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นประธานเปิดงานวันสิ่งแวดล้อม กฟผ. ประจำปี 2560 “ภารกิจสิ่งแวดล้อม กฟผ. ในยุค 4.0” ณ หอประชุมเกษม จาติกวณิช 1 อาคาร ต.040 สำนักงานใหญ่ กฟผ. อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี โดยมีพนักงาน กฟผ. ชุมชนรอบโรงไฟฟ้า และสื่อมวลชน เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง

    ว่าที่พันตรี ดร.อนุชาต ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้ว่าการชุมชนสัมพันธ์และสิ่งแวดล้อมโครงการ กฟผ. กล่าวแสดงจุดยืนว่า กฟผ. พร้อมเดินหน้าภารกิจสิ่งแวดล้อม กฟผ.ในยุค 4.0 ตามนโยบายยุทธศาสตร์ Thailand 4.0 ของรัฐบาล ที่จะใช้พลังงานซึ่งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

    โดยกฟผ.ได้ปรับแผนการพัฒนาพลังงานทดแทนขององค์กร ที่อยู่ระหว่างจัดทำรายละเอียดของโครงการต่าง ๆ ให้ชัดเจน ก่อนนำเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเพื่อพิจารณา ให้ กฟผ. เพิ่มสัดส่วนที่รับผิดชอบในแผนพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พ.ศ. 2558 – 2579 (AEDP 2015) จากเดิม500 เมกะวัตต์ เป็น 2,000 เมกะวัตต์ หรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 10 ของแผน ซึ่งเป็นสัดส่วนที่ กฟผ. ศึกษาแล้วว่ามีศักยภาพในการดำเนินการ โดยเฉพาะโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ที่มีจุดเด่นคือ มีการติดตั้งเซลล์แสงอาทิตย์บนทุ่นลอยน้ำในเขื่อนของ กฟผ. ซึ่งการติดตั้งบนน้ำจะช่วยลดอุณหภูมิของแผงโซล่าเซลล์ทำให้ประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้นและลดการระเหยของน้ำ ส่วนการติดตั้งโซล่าเซลล์บนพื้นดินดำเนินการในพื้นที่หน่วยงานของ กฟผ. ดังนั้น จึงไม่เป็นการแย่งพื้นที่ภาคการเกษตรและเอกชน

    ทั้งนี้ กฟผ. จะพัฒนาพลังงานหมุนเวียนควบคู่กับการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เหมาะสมมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้า เช่น การพัฒนาเครือข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) นำร่องที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่ผู้ผลิตและผู้ใช้พลังงานสามารถมีปฏิสัมพันธ์กันผ่านระบบสารสนเทศ การเตรียมพัฒนาพื้นที่สำนักงานใหญ่ กฟผ. จังหวัดนนทบุรี ให้เป็นเมืองอัจฉริยะ (Smart City) บนพื้นที่ 300 ไร่ เพื่อเป็นต้นแบบการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การพัฒนาพลังงานหมุนเวียนที่ผลิตไฟฟ้าได้บางช่วงเวลาให้พึ่งพาได้ตลอดเวลา โดยใช้พลังงานหมุนเวียนแบบผสมผสาน จับคู่แหล่งผลิตไฟฟ้าตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไปในรูปแบบ Hybrid ในพื้นที่เดียวกัน เช่น โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับและพลังงานลมที่ใช้ระบบ Wind Hydrogen Hybrid ควบคู่กับเซลล์เชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าที่ลำตะคอง จังหวัดนครราชสีมา การวิจัยพัฒนาระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage)ให้พลังงานหมุนเวียนมีเสถียรภาพมากขึ้น เป็นต้น

    “ขณะเดียวกันโรงไฟฟ้าหลักก็ยังมีความจำเป็นในการสร้างความมั่นคงในระบบไฟฟ้าให้กับประเทศ ซึ่ง กฟผ. ได้ให้ความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมของโรงไฟฟ้าหลัก ไม่ว่าจะเป็นโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติหรือโรงไฟฟ้าถ่านหิน โดยมีการตรวจวัดและควบคุมคุณภาพสิ่งแวดล้อมตามที่กฎหมายอย่างเคร่งครัด และในโครงการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ กฟผ. ได้เลือกใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ประชาชนได้ใช้พลังงานที่มีคุณภาพ ในราคาที่เหมาะสมด้วยเช่นกัน”

    สำหรับงานวันสิ่งแวดล้อมของ กฟผ. ประจำปี 2560 ภายในงานมีการจัดแสดงนิทรรศการด้านการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมของ กฟผ. และนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาใช้ในกิจการไฟฟ้าในอนาคต เช่น โครงการนำร่องระบบไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) จังหวัดแม่ฮ่องสอน นโยบายพลังงาน 4.0 การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกของ กฟผ. ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีเวทีเสวนา “ภารกิจ กฟผ. ความมั่นคงทางพลังงานและสิ่งแวดล้อมในยุค 4.0” เพื่อแสดงจุดยืนของ กฟผ. ในการเป็นผู้นำด้านการอนุรักษ์พลังงานและรักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างสังคมไทยที่ยั่งยืน

    ส่วนหนึ่งของครูและนักเรียนที่เข้าร่วมชมงานวันสิ่งแวดล้อม กฟผ.

Date : 04 / 06 / 2017

  • Date : 04 / 06 / 2017
    กฟผ.หวังสร้าง"เมืองนิเวศแห่งความสุข"EGAT Eco Plus เสร็จในปี2564

    กฟผ.กันพื้นที่300ไร่ ที่สำนักงานใหญ่ บางกรวย  สร้าง”เมืองนิเวศแห่งความสุข: EGAT Eco Plus เน้นการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และชุมชน  คาดว่าจะแล้วเสร็จทั้งโครงการในปี พ.ศ. 2564

     นายบุญญนิตย์ วงศ์รักมิตร รองผู้ว่าการกิจการสังคม การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า  โครงการ เมืองนิเวศแห่งความสุข : EGAT Eco Plus”  จะใช้พื้นที่ กว่า 300 ไร่ ในบริเวณของ สำนักงานใหญ่ กฟผ. อ.บางกรวย จ.นนทบุรี  โดยจะดำเนินการ ออกแบบโดยคำนึงถึงแนวความคิด Universal Design หรือการออกแบบเพื่อการใช้งานของคนทุกกลุ่มในสังคม ให้มีความสมดุลระหว่าง โรงไฟฟ้า ป่านิเวศ และชุมชนโดยรอบ  ซึ่งแบ่งพื้นที่การใช้งาน เป็น 5 โซน คือ โซนสำนักงาน โซนอุตสาหกรรมผลิตไฟฟ้า โซนสันทนาการ โซนบริการ และ โซนศูนย์การเรียนรู้ และมีป่านิเวศเป็น Buffer Zone ระหว่างโรงไฟฟ้ากับชุมชน โดยมีแผนการเพิ่มพื้นที่สีเขียว จาก 60 ไร่ เป็น 150 ไร่  คาดว่าจะสามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 270 ตันคาร์บอนต่อปี  

     การสนับสนุนการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว นอกจากนี้ อาคารสำนักงาน ถูกออกแบบให้เป็นอาคารอนุรักษ์พลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตามเกณฑ์มาตรฐานสากล ใช้พลังงานหมุนเวียนจากแสงอาทิตย์ ขนาด 3 เมกะวัตต์ หรือเทียบเท่าการใช้หลอดไฟ LED กว่า 100,000 ดวง และพลังงานชีวภาพจากขยะอินทรีย์ในการผลิตไฟฟ้า

    อีกทั้ง กฟผ. ยังสร้างแหล่งเรียนรู้ด้านพลังงานให้แก่สังคม ผ่านศูนย์การเรียนรู้ ณ สำนักงานใหญ่ กฟผ. ซึ่งจะแล้วเสร็จในปี 2561 เพื่อให้เป็นต้นแบบของชุมชนที่มีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ  โดยโครงการ เมืองนิเวศแห่งความสุข: EGAT Eco Plus  คาดว่าจะแล้วเสร็จทั้งโครงการในปี พ.ศ. 2564

    ทั้งนี้ โครงการ “EGAT Eco Plus+ เมืองนิเวศแห่งความสุข” ของ กฟผ. เป็นการผสมผสานแนวคิดของ Smart City และ Eco City โดยโครงการดังกล่าว ได้รับรางวัลชมเชยจากการเข้าร่วมประกวดในโครงการออกแบบเมืองอัจฉริยะ ซึ่งจัดขึ้นโดยกองทุนส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ร่วมกับ มูลนิธิอาคารเขียวไทย ซึ่งมีหน่วยงานทั้งภาครัฐ และเอกชนเข้าร่วมประกวดโครงการถึง 36 โครงการ เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2560 ที่ผ่านมา