กิจกรรมทั้งหมด

Date : 06 / 03 / 2017

  • Date : 06 / 03 / 2017
    กฟผ.ลงนามจ้างผู้รับเหมาสร้างโรงไฟฟ้าทดแทนโรงเก่าพระนครใต้18,405ล้านบาท

    กฟผ.ลงนามสัญญาโครงการทดแทนโรงไฟฟ้าพระนครใต้ ระยะที่1ขนาด1,230 เมกะวัตต์ มูลค่า 18,405 ล้านบาท  รองรับการเติบโตไฟฟ้าพื้นที่เขตนครหลวง  คาดกำหนดจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ปี 2562

    เมื่อวันที่6 มี.ค.2560 กฟผ.มีพิธีลงนามสัญญางานจัดซื้อและจ้างก่อสร้างโครงการทดแทนโรงไฟฟ้าพระนครใต้ ระยะที่1 กับบริษัท ซีเมนส์ เอจี จำกัด,บริษัท ซีเมนส์ จำกัดและ มารูเบนิ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ที่ห้องวิภาวดีบอลรูม เอ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลพลาซ่า ลาดพร้าว

     นายอภิชาติ ชินวรรโณ กรรมการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เปิดเผยว่า โครงการทดแทนโรงไฟฟ้าพระนครใต้ ระยะที่1 สร้างทดแทนโรงไฟฟ้าพลังความร้อนพระนครใต้ เครื่องที่ 1-5 ซึ่งปัจจุบันเครื่องที่ 1-3 ถูกปลดออกจากระบบแล้ว เมื่อเดือน ก.ค. 2551 และเครื่องที่ 4-5 ใช้เดินเครื่องในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน เพื่อเสริมระบบไฟฟ้าให้มั่นคง ตั้งแต่เดือนม.ค. 2552 โดยมีกำหนดปลดจากระบบทั้งหมดในปี 2561 

    โดยกฟผ.มีนโยบายในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่เพื่อทดแทนโรงไฟฟ้าพระนครใต้เดิม สำหรับรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าและการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมในเขตนครหลวง รวมทั้งเพิ่มความมั่นคงระบบไฟฟ้าให้มีเสถียรภาพสูงขึ้น โดยใช้เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูงทำให้ใช้เชื้อเพลิงลดลง สามารถกำจัดมลภาวะได้ดีขึ้น และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

    ทั้งนี้โครงการทดแทนโรงไฟฟ้าพระนครใต้ ระยะที่1 เป็นโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมแบบเพลาเดี่ยว ใช้ก๊าซธรรมชาติ เป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้า และน้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิงสำรอง มีกำลังการผลิตรวม 1,230 เมกะวัตต์  บริเวณต.บางโปรง อ.เมือง จ.สมุรปราการ ซึ่งก่อสร้างบนพื้นที่โรงไฟฟ้าพระนครใต้ปัจจุบันโดยมีกิจการค้าร่วมบริษัท ซีเมนส์ เอจี จำกัด,บริษัท ซีเมนส์ จำกัดและ มารูเบนิ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เป็นผู้จัดหาอุปกรณ์และก่อสร้างโรงไฟฟ้าจนแล้วเสร็จ รวมมูลค่างานก่อสร้างกว่า 18,405 ล้านบาท กำหนดจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ในปี 2562

Date : 03 / 03 / 2017

  • Date : 03 / 03 / 2017
    ปตท.คว้ารางวัลThe Most Powerful Brands of Thailand 2016ต่อเนื่องเป็นปีที่3

    ปตท. คว้ารางวัล The Most Powerful Brands of Thailand 2016ในประเภทสถานีบริการน้ำมัน ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 จากผลสำรวจของภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ครั้งที่ 3  ตอกย้ำสุดยอดแบรนด์ที่ทรงพลังที่สุดในประเทศไทย

    เมื่อเร็วๆนี้ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจน้ำมัน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เดินทางไปรับรางวัล The Most Powerful Brands of Thailand 2016 หรือรางวัลสุดยอดแบรนด์ที่แข็งแกร่งและทรงพลังที่สุดในประเทศไทย ในประเภทสถานีบริการน้ำมัน ซึ่งภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดการสำรวจขึ้นเป็นครั้งที่ 3  

    โดย ปตท. ยังคงสามารถครองใจผู้บริโภคได้รับรางวัลต่อเนื่องกันเป็นปีที่ 3 จากผลสำรวจจากกลุ่มตัวอย่างที่มากถึง 16,000 ตัวอย่างทั้งในกรุงเทพมหานคร และอีก 13 จังหวัดทั่วประเทศ แสดงให้เห็นถึงคุณค่าและพลังของแบรนด์ ปตท. ที่ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภค และถือเป็นอีกหนึ่งรางวัลที่ตอกย้ำความเชื่อมั่น และความพึงพอใจในผลิตภัณฑ์และบริการที่ผู้บริโภคมีต่อแบรนด์ ปตท. ได้เป็นอย่างดี

  • Date : 03 / 03 / 2017
    ปตท.มอบน้ำแข็งแห้ง800ตันไว้รับมือภัยแล้งปี2560

    ปตท. สืบสานโครงการฝนหลวงในพระราชดำริ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 19  โดยปี2560นี้สนับสนุนน้ำแข็งแห้ง 800 ตัน มูลค่ารวม 6,400,000 บาท ให้แก่  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ไว้รับมือภัยแล้ง

     เมื่อวันที่3 มีนาคม 2560  นายยุทธนา วิญญูพงศ์พันธ์ รักษาการผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่แยกก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)  ได้มอบน้ำแข็งแห้งจำนวน 800 ตัน มูลค่ารวม 6,400,000 บาท (หกล้านสี่แสนบาท) ให้แก่ พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เนื่องใน “พิธีเปิดปฏิบัติการฝนหลวงสู้ภัยแล้ง ประจำปี 2560” ณ สนามบินนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ เพื่อสืบสานโครงการฝนหลวงในพระราชดำริ โดย ปตท. ได้ร่วมสนับสนุนปฏิบัติการฝนหลวงสู้ภัยแล้งต่อเนื่องเป็นปีที่ 19  รวมเป็นปริมาณน้ำแข็งแห้งกว่า 9,700 ตัน พร้อมด้วยถังบรรจุน้ำแข็งแห้ง 38 ถัง คิดเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้นกว่า 78.4 ล้านบาท (รวมยอดการสนับสนุนปีนี้)

     สำหรับ โครงการฝนหลวง เกิดขึ้นจากพระราชดำริส่วนพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อคราวเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรในพื้นที่แห้งแล้งทุรกันดารในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเมื่อปี พ.ศ. 2498 โดยทรงศึกษาข้อมูลต่างๆ ทั้งด้านวิชาการอุตุนิยมวิทยา และการดัดแปรสภาพอากาศ เป็นเวลาถึง 14 ปี เพื่อหาวิธีที่จะทำฝนเทียมเพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนทุกข์ยากของราษฎร และเกษตรกรที่ขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค โดยเมื่อปี 2541 เกิดไฟป่าพรุโต๊ะแดง ที่ จังหวัดนราธิวาส  พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้ให้คำแนะนำในการใช้น้ำแข็งแห้งทำฝนเทียมเพื่อดับไฟป่า คณะทำงานฝนหลวงจึงได้ประสานงานกับ ปตท. เพื่อขอรับการสนับสนุนน้ำแข็งแห้ง จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการสนับสนุนน้ำแข็งแห้งในการทำฝนหลวงจาก ปตท. 

    นายยุทธนา กล่าวว่า “น้ำแข็งแห้ง เป็นส่วนประกอบในการสร้างฝนเทียมโดยเป็นตัวเพิ่มฝนและเร่งอัตราการตกของฝน ผลิตมาจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากกระบวนการแยกก๊าซธรรมชาติของ ปตท. โดยเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่มีสถานะเป็นของแข็งที่อุณหภูมิประมาณ –79 องศาเซลเซียส ถูกนำมาผ่านกระบวนการอัดและทำให้เย็นลงภายใต้ความดันสูงกลายเป็นคาร์บอนไดออกไซด์เหลว แล้วลดความดันลงอย่างรวดเร็วโดยการพ่นคาร์บอนไดออกไซด์เหลวสู่ความดันบรรยากาศ จะได้เป็นเกล็ดน้ำแข็งคล้ายเกล็ดหิมะ แล้วจึงนำมาอัดเป็นรูปแบบและขนาดต่างๆ ตามวัตถุประสงค์ของการนำไปใช้

    สำหรับปัญหาภัยแล้งเป็นปัญหาที่มีมาอย่างยาวนาน และก่อให้เกิดความเดือดร้อนกับประชาชนในหลายพื้นที่ การก่อกำเนิดของโครงการฝนหลวงเพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความทุกข์ยากของพสกนิกรด้วยพระอัจฉริยภาพของพระองค์ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่ ปตท. ขอน้อมรำลึกและพร้อมที่จะเดินตามรอยพระบาท ทำหน้าที่ดูแลช่วยเหลือสังคมประเทศ สนองแนวพระราชดำริในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้ง รวมถึงภัยพิบัติอื่นๆ อย่างเต็มที่ตลอดไป”

Date : 01 / 03 / 2017

  • Date : 01 / 03 / 2017
    ปตท.คว้ารางวัลสุดยอดแบรนด์ครองใจมหาชนติดต่อกันเป็นปีที่13

    ปตท. คว้ารางวัล Thailand's Most Admired Brand 2017 โดยสถานีบริการน้ำมัน ปตท. ได้รับผลสำรวจให้เป็นแบรนด์ที่มีความน่าเชื่อถือในใจผู้บริโภคอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่13 ติดต่อกันในขณะที่ผลิตภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่น ปตท. ได้ต่อเนื่องเป็นปีที่  8

    เมื่อเร็วๆนี้ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจน้ำมัน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ นายบุรณิน รัตนสมบัติ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ธุรกิจหล่อลื่น บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ร่วมรับรางวัล BrandAge Thailand's Most Admired Brand 2017 รางวัลสุดยอดแบรนด์ครองใจมหาชน โดยสถานีบริการน้ำมัน ปตท. ได้รับผลสำรวจให้เป็นแบรนด์ที่มีความน่าเชื่อถือในใจผู้บริโภคให้เป็นอันดับหนึ่งติดต่อกันเป็นปีที่ 13 และผลิตภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่น ปตท. ได้เป็นปีที่  8 ติดต่อกัน แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์ ปตท. ได้เป็นอย่างดี

    ทั้งนี้งาน 17th Thailand’s Most Admired Brand 2017 จัดโดยนิตยสารแบรนด์เอจ เพื่อเผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นของผู้บริโภคทั่วประเทศโดยในปีนี้ทางผู้จัดเชิญนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นผู้มอบรางวัล

Date : 24 / 02 / 2017

  • Date : 24 / 02 / 2017
    เสียงคนกระบี่อยากมีโรงไฟฟ้า

    โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทคโนโลยีสะอาดกระบี่ ยังเป็นประเด็นถกเถียงทางสังคม ที่มีทั้งผู้ต่อต้านและสนับสนุน รวมถึงมีการวิเคราะห์และแสดงทรรศนะกันอย่างกว้างขวางของหน่วยงานต่างๆ ทั้งหน่วยงานรัฐบาล กลุ่มนักวิชาการ และองค์กรอิสระหลายแห่ง

    ทั้งนี้ โรงไฟฟ้ากระบี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ของชาวบ้านในพื้นที่ เนื่องจากโรงไฟฟ้ามีอยู่เดิม ตั้งอยู่ในตำบลคลองขนาน อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ เริ่มจ่ายกระแสไฟฟ้าตั้งแต่ปี 2507 โดยใช้ถ่านหินลิกไนต์เป็นเชื้อเพลิง มีกำลังการผลิตรวม 60 เมกะวัตต์ ปัจจุบันได้หมดอายุและปลดออกจากระบบไป เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2538 แต่ความต้องการใช้ไฟฟ้าในภาคใต้ตอนล่าง มีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คณะรัฐมนตรี จึงอนุมัติ ให้ กฟผ. สร้างโรงไฟฟ้าพลังความร้อน ขนาด 315 เมกะวัตต์ ทดแทนโรงไฟฟ้าเดิม เดินเครื่องจ่ายกระแสไฟฟ้าเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2547 โดยใช้น้ำมันเตาและน้ำมันปาล์มดิบเป็นเชื้อเพลิง

    แต่ปัจจุบัน ภาคใต้ของไทยมีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (พีค) อยู่ที่ 2,713 เมกะวัตต์ แต่มีกำลังการผลิตในพื้นที่ 3,089.5 เมกะวัตต์ และจากจำนวนนี้เป็นโรงไฟฟ้าหลักที่เดินเครื่องได้ตลอด 24 ชั่วโมงเพียง 2,406 เมกะวัตต์ ทำให้จำเป็นต้องส่งไฟฟ้าจากภาคกลางไปเสริมประมาณวันละ 200 – 600 เมกะวัตต์ และเนื่องจากกำลังการผลิตที่ใกล้เคียงกับพีค ทำให้มีความเสี่ยงไฟฟ้าดับหากเกิดกรณีฉุกเฉิน ดังนั้น การมีโรงไฟฟ้าหลักในภาคใต้ ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ย่อมจะช่วยสร้างความมั่นคงให้ระบบไฟฟ้าในพื้นที่ รัฐบาลจึงให้มีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทคโนโลยีสะอาด ขนาด 800 เมกะวัตต์ ในพื้นที่โรงไฟฟ้าเดิม อย่างไรก็ตาม เนื่องจากมีการเคลื่อนไหวคัดค้านโครงการ การดำเนินโครงการจึงได้ล่าช้าออกไป

    ล่าสุด คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) มีมติให้เดินหน้าโครงการต่อ แต่นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งให้มีการทบทวนแก้ไขเพิ่มเติม รายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ในส่วนของท่าเทียบเรือ และรายงานผลกระทบสุขภาพและสิ่งแวดล้อม (EHIA) ในส่วนของโรงไฟฟ้าถ่านหิน ที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) ได้ดำเนินการจัดทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก่อนเดินหน้าโครงการตามขั้นตอนต่อไป ซึ่งกระบวนการนี้ จะทำให้การก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ล่าช้ากว่าแผนเดิมที่จะเข้าระบบในปี 2562 เลื่อนไปเป็น 2564-2565 แต่หากต้องกลับไปทำ EIA และ EHIA ใหม่ทั้งหมด โครงการจะล่าช้าไปเป็นปี 2567       

    แม้จะยังต้องรอความชัดเจนในการทบทวนแก้ไข IEA และ EHIA แต่ประชาชนบางส่วนในพื้นที่รอบๆ โรงไฟฟ้า จ. กระบี่ ก็ได้สะท้อนความคิดต่อการพัฒนาโรงไฟฟ้ากระบี่ โดยคณะครูโรงเรียนบ้านเกาะไทร จังหวัดกระบี่ กล่าวว่า “การมีโรงไฟฟ้าไม่เชื่อเรื่องน่ากลัว สิ่งที่น่ากลัวคือการไม่มีไฟฟ้าใช้ แล้วส่งผลให้ประเทศไทยไม่ได้รับการพัฒนาทางด้านการศึกษาและเศรษฐกิจ”

     

     

    นายนิพัทธ์ บุญลอย ชาวบ้านหมู่ที่ 8 บ้านคลองเสียด ตำบลปกาสัย อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ กล่าวว่า “เราอยู่กับโรงไฟฟ้ามาหลายปีแล้ว อยู่มาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายายไม่เคยพบปัญหาใดเกิดขึ้น ในทางกลับกันพลังงานไฟฟ้าถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต การป้องกันที่ดีจะไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ผมสนับสนุนให้มีการสร้างโรงไฟฟ้า เพราะความต้องการใช้ไฟฟ้าในปัจจุบันมีเพิ่มมากขึ้น”

     

    ด้านนายสมพร เฉิดโฉม ชาวบ้านหมู่ที่ 2 ตำบลคลองขนาน อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ ซึ่งมีบ้านอยู่ใกล้กับโรงไฟฟ้า โดยห่างไปประมาณ 2 กิโลเมตร กล่าวว่า อยากสนับสนุนให้สร้างโรงไฟฟ้า เพื่อให้มีไฟฟ้าใช้ต่อไปในอนาคต และเพื่อนบ้านบริเวณใกล้เคียงก็มาร่วมสนับสนุนกันหลายคน

     

    อย่างไรก็ตาม ประชาชนในพื้นที่ที่ต้องการโรงไฟฟ้า จะได้เห็นโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าแห่งนี้เกิดขึ้นได้เมื่อใดนั้น คงต้องรอความชัดเจนเกี่ยวกับการทบทวนแก้ไข EIA และ EHAI จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป