กิจกรรมทั้งหมด

Date : 15 / 03 / 2017

  • Date : 15 / 03 / 2017
    กฟผ.ช่วยสำนักงานกปร.เปลี่ยนหลอดLEDจำนวน20,674หลอดช่วยลดใช้ไฟได้1.6ล้านหน่วยต่อปี

    การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ส่งมอบผลการดำเนินโครงการเปลี่ยนอุปกรณ์แสงสว่าง LED เฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี แก่สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) โดยสามารถเปลี่ยนและติดตั้งหลอดไฟฟ้า LED ภายในศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ , ศูนย์สาขา และอาคารสำนักงาน กปร. และมูลนิธิชัยพัฒนา จำนวน 20,674หลอด สามารถลดการใช้พลังงานไฟฟ้าให้กับประเทศได้กว่า 1.6 ล้านหน่วยต่อปี หรือปีละประมาณ 6.5 ล้านบาท และลด CO2 ได้ 835 ตันต่อปี

    เมื่อวันที่15 มีนาคม 2560 นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธานในพิธีส่งมอบโครงการเปลี่ยนอุปกรณ์แสงสว่าง LED เฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี แก่ นายดนุชา  สินธวานนท์ เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยมีนายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการ กฟผ. รวมถึงผู้บริหารจากกระทรวงพลังงาน , กฟผ. และสำนักงาน กปร. เข้าร่วมงาน

    ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า กระทรวงพลังงาน ได้มีการกำหนดนโยบายส่งเสริมและผลักดันการอนุรักษ์พลังงานโดย ตั้งเป้าหมายในการลดการใช้พลังงานลงให้ได้ร้อยละ 30 ในปี 2579 ตามแผนอนุรักษ์พลังงาน 20 ปี โดยใช้ทั้งกลยุทธ์ภาคบังคับ ผ่านพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน และมาตรการติดฉลากแสดงประสิทธิภาพการใช้พลังงานกับอุปกรณ์ไฟฟ้า และกลยุทธ์ภาคความร่วมมือ อาทิ มาตรการช่วยเหลือหน่วยงานในการดำเนินโครงการ ESCO และมาตรการส่งเสริมการใช้แสงสว่าง LED เพื่ออนุรักษ์พลังงาน อีกทั้งสนับสนุนให้มีการพัฒนาพลังงานที่สะอาด เพื่อลดก๊าซเรือนกระจกและแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน โดยโครงการเปลี่ยนอุปกรณ์แสงสว่าง LED เฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษาฯ นับเป็นโครงการสำคัญที่มีส่วนช่วยลดการใช้พลังงานในภาพรวมของประเทศ

     นายดนุชา  สินธวานนท์   เลขาธิการ กปร. กล่าวว่า เพื่อให้เกิดตัวอย่างการลดใช้พลังงานอย่างเป็นรูปธรรม โดยมุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้คุ้มค่า คำนึงถึงความประหยัดและประโยชน์ใช้สอยเป็นสำคัญ ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช  ทางสำนักงาน กปร. จึงได้ลงนามความร่วมมือกับ กฟผ. เมื่อปี 2557 ที่ผ่านมา เพื่อส่งเสริมและขยายผลการลดพลังงานไฟฟ้า โดย กฟผ. ได้ให้คำปรึกษา สำรวจ และตรวจวัดไฟฟ้า รวมถึงเสนอมาตรการในการปรับปรุงอุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพสูงให้เหมาะสมกับการใช้งานในศูนย์ศึกษาฯ จากนั้นในปี 2558 กฟผ. ได้ดำเนินงานนำร่องโครงการเปลี่ยนและติดตั้งหลอดไฟฟ้า LED ณ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนฯ ต่อมา ในปี 2559 ทั้ง 2 หน่วยงาน ได้ขยายการดำเนินงานเปลี่ยนและติดตั้งอุปกรณ์แสงสว่าง LED เพิ่มเติมอีก 10 แห่ง ประกอบด้วย อาคารสำนักงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ กรุงเทพฯ ,ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ จังหวัดฉะเชิงเทรา , ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ จังหวัดนราธิวาส , ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯ จังหวัดสกลนคร , ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯ จังหวัดเชียงใหม่ , ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายฯ จังหวัดเพชรบุรี , ศูนย์ศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้มฯ จังหวัดราชบุรี , ศูนย์อำนวยการและประสานการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังฯ จังหวัดนครศรีธรรมราช , ศูนย์บริการการพัฒนาปลวกแดงฯ จังหวัดระยอง และ ศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์ฯ จังหวัดศรีสะเกษ โดยสำนักงาน กปร. ได้ดำเนินงานตามกระบวนการอย่างถูกต้องตามระเบียบราชการ

    นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการ กฟผ. กล่าวว่า โครงการเปลี่ยนอุปกรณ์แสงสว่าง LED เฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี นี้ ได้รับพระราชทานพระราชานุญาต ให้จัดทำเป็นโครงการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในโอกาสฉลองพระชนมายุ 5 รอบ 2 เมษายน 2558 โดย กฟผ. ให้การสนับสนุนงบประมาณในการเปลี่ยนหลอดไฟฟ้า LED แก่ สำนักงาน กปร. จำนวน 22,176,000 บาท รวมถึงให้คำปรึกษา ตลอดจนตรวจวัดพลังงานและประเมินผลประหยัดพลังงาน ในส่วน สำนักงาน กปร. เป็นผู้ดำเนินการจัดหาและติดตั้งอุปกรณ์แสงสว่าง LED ซึ่งจากผลการดำเนินโครงการฯ ได้ดำเนินการเปลี่ยนหลอดไฟฟ้า LED ภายในศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และศูนย์สาขา รวมถึงอาคารสำนักงาน กปร. และมูลนิธิชัยพัฒนา ซึ่งช่วยให้ประหยัดพลังงานไฟฟ้าได้ถึงปีละ 1.63 ล้านหน่วย คิดเป็นค่าไฟฟ้าที่ประหยัดได้ปีละ 6.5 ล้านบาท และช่วยบรรเทาปัญหาภาวะโลกร้อน ด้วยการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ปีละ 835 ตัน

    “นอกจากนี้ กฟผ. จะร่วมกับสำนักงาน กปร. ดำเนินการรณรงค์ส่งเสริมและประชาสัมพันธ์ รวมถึงเผยแพร่ความรู้ในเรื่องของการประหยัดพลังงานและความเข้าใจที่ถูกต้องในการใช้หลอด LED เบอร์ 5 ให้กับประชาชนทั้งในพื้นที่และผู้ที่เข้าเยี่ยมชมศูนย์ฯ อย่างต่อเนื่องด้วย ” นายกรศิษฏ์ กล่าว

     

     

Date : 14 / 03 / 2017

  • Date : 14 / 03 / 2017
    กระทรวงพลังงานจับมืออมตะ คอร์ปอเรชั่นผลักดัน นิคมอมตะนครเป็นSmart Cities-Clean Energy

    สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ลงนามเอ็มโอยูกับบริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) ในการร่วมขับเคลื่อนนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร สู่เมืองอัจฉริยะ Smart Cities - Clean Energy อย่างเป็นรูปธรรม

     พิธีดังกล่าวจัดขึ้นเมื่อวันที่14มี.ค 2560 ที่ ห้องกมลทิพย์2โรงแรมเดอะสุโกศล กรุงเทพมหานคร โดยมีพลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี และพลเอกอนันตพร ร่วมเป็นสักขีพยาน           

       พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลได้กำหนดนโยบาย Thailand 4.0 เพื่อปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไทย มุ่งเน้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม เพื่อสร้างเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นคุณค่า กระทรวงพลังงาน จึงมีแผนที่จะขับเคลื่อนภาคพลังงานของประเทศด้วยแนวนโยบาย Energy 4.0 ให้สอดรับนโยบายของรัฐบาล โดยมีเป้าหมาย ในการสร้างรายได้ให้กับประชาชนและประเทศ

    ทั้งนี้การขับเคลื่อนนโยบายจะแบ่งออกเป็น 2 ระดับ คือ ระดับประเทศ จะมุ่งเน้นการผลักดันให้เกิดนวัตกรรมด้านพลังงานของประเทศ เพื่อให้มีความทันสมัยและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในตลาดโลก โดยการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเกี่ยวกับด้านพลังงาน เพื่อต่อยอดธุรกิจพลังงานของประเทศให้เติบโต และระดับชุมชน/ประชาชน จะมุ่งเน้นการสร้างรายได้ และลดรายจ่ายให้กับประชาชนและชุมชน ผ่านโครงการประชารัฐ การสนับสนุนกิจกรรมเพื่อสังคม การดำเนินโครงการพลังงานชุมชน และการส่งเสริมด้านพลังงานในธุรกิจSMEs

     ในส่วนของการออกแบบเมืองอัจฉริยะ หรือ Smart City ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย Energy 4.0 นั้น ทางกระทรวงพลังงาน และ อมตะ ตกลงร่วมกันที่จะขับเคลื่อนและพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart City) เพื่อให้ได้ผลศึกษาและแนวทางการยกระดับการพัฒนาเชิงพื้นที่ ในนิคมอมตะนครให้เป็นเมืองอัจฉริยะอย่างเป็นรูปธรรม โดย สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.)         ในฐานะผู้แทนกระทรวงพลังงาน จะให้ความร่วมมือในการให้ข้อเสนอแนะในการกำหนดแนวทาง การดำเนินโครงการที่สอดคล้องกับแนวนโยบาย Energy 4.0 ของกระทรวงพลังงานและร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูล ความรู้ รวมทั้งรับการถ่ายทอดประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์จากทีมผู้เชี่ยวชาญจากเมือง Yokohama Smart City ประเทศญี่ปุ่นที่ อมตะ ได้มีการสร้างความร่วมมือไว้ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการขับเคลื่อนและพัฒนาเมืองอัจฉริยะของประเทศไทยต่อไป

     นาย ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) และโฆษกกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า นอกจากความร่วมมือกับ บริษัท อมตะ แล้ว สนพ. ได้ดำเนินโครงการสนับสนุนการออกแบบเมืองอัจฉริยะ (Smart Cities-Clean Energy) และได้เปิดตัวโครงการไปเมื่อปี 2559 เพื่อให้หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเกิดการเรียนรู้ ยอมรับ และปรับตัวสู่ทิศทางการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ซึ่งจะส่งผลดีต่อการใช้พลังงานและสิ่งแวดล้อม และเป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืน

     โดยจากการร่วมมือกับ บริษัทอมตะ ในครั้งนี้ จะเป็นการร่วมเรียนรู้ แลกเปลี่ยนข้อมูล และผลการศึกษา/วิจัย ที่เป็นประโยชน์ต่อการนำมาใช้กำหนดนโยบายเพื่อขับเคลื่อนและพัฒนาเมืองอัจฉริยะของประเทศ นอกจากนี้ สนพ. ยังได้เสนอชื่อ อมตะ เข้าร่วมโครงการ APEC Low-Carbon Model Town ภายใต้คณะทำงานพลังงาน เพื่อเป็นเมืองต้นแบบให้แก่การพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำอื่นๆ ต่อไป โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการ ทั้งนี้ หาก อมตะ ได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วมโครงการจะได้รับการสนับสนุนในเรื่องข้อมูล การวิเคราะห์ คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ และการสนับสนุนทางการเงินจาก APEC ซึ่งจะส่งเสริมให้การพัฒนาเมืองอัจฉริยะของ บริษัทอมตะ มีความรอบด้านมากยิ่งขึ้น

     ด้าน นายวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ AMATA กล่าวว่า ความร่วมมือดังกล่าวนับเป็นรูปแบบความร่วมมือกับภาครัฐและเอกชน (Public Private Partnership) หรือ PPP ที่มีเป้าหมายในการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร จังหวัดชลบุรี เป็นเมืองอัจฉริยะสมบูรณ์แบบ ที่จะมีส่วนในการสนับสนุนการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกหรือEEC ซึ่งกำหนดพื้นที่พัฒนาที่ระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา ที่เป็นกลไกลหนึ่งในการขับเคลื่อนนโยบายไทยแลนด์ 4.0

     สำหรับเนื้อหาในบันทึกความเข้าใจนี้ครอบคลุมการพัฒนาในด้านสำคัญต่าง ๆ ได้แก่ 1) พลังงานอัจฉริยะ Smart Energy 2) การสัญจรอัจฉริยะ Smart Mobility 3)ชุมชนอัจฉริยะ Smart Community 4) สิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ Smart Environment 5) เศรษฐกิจอัจฉริยะ Smart Economy 6) อาคารอัจฉริยะ Smart Building 7)การบริหารจัดการเมืองแบบอัจฉริยะ Smart Governance และ 8) นวัตกรรมอัจฉริยะ Smart Innovation

     ทั้งนี้บริษัทอมตะ พร้อมก้าวเข้าสู่ เมืองอัจฉริยะชั้นของประเทศ ภายใต้แนวคิด ALL WIN  ที่พร้อมสนับสนุน EEC และไทยแลนด์ 4.0 เพื่อให้ผู้ประกอบการในนิคมฯ มีขีดความสามารถในการผลิตสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการพัฒนาด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมให้เกิดความยั่งยืน เชื่อว่าความร่วมมือที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ จะทำให้อมตะ เป็นต้นแบบ Smart City ให้กับพื้นที่อื่นในประเทศไทย ที่สามารถเปลี่ยนจากแนวคิดนำไปสู่การพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม

     ปัจจุบันอมตะมีโครงการที่อยู่ระหว่างการดำเนินการ ประกอบด้วย โครงการหลังคาพลังงานแสงอาทิตย์   100  เมกะวัตต์ กับบริษัท  Stumpf Energy จากยุโรป โครงการตรวจสอบการจราจรอัจฉริยะกับ บริษัท AAPICO ITS ประเทศไทย โครงการโรงงานอัจฉริยะกับบริษัท Hitachi High-Technologies จากประเทศญี่ปุ่น    โครงการบ้านอัจฉริยะกับพันธมิตรด้านเทคโนโลยีชั้นนำจากประเทศญี่ปุ่น  การพัฒนานวัตกรรมอัจฉริยะ(เมืองวิทยาศาสตร์อมตะ) กับกลุ่มบริษัทจากญี่ปุ่น เมืองการบินและอวกาศอัจฉริยะ  โครงการศึกษาอัจฉริยะกับบริษัท KinderWorld จากประเทศ สิงคโปร์ และเมืองแห่งการศึกษาเอ็ดยูทาวน์(Amata College)

Date : 10 / 03 / 2017

  • Date : 10 / 03 / 2017
    เปิดให้บุคคลที่สามจองใช้ท่อส่งก๊าซฯและสถานีแอลเอ็นจี 28-31 ส.ค. นี้

    กกพ. เผย ออกประกาศเชิญชวนบุคคลที่สามที่ต้องการจองเชื่อมต่อระบบส่งก๊าซธรรมชาติและสถานี LNG มาบตาพุด โดยผู้ประสงค์จะขอใช้บริการสามารถยื่นหนังสือแสดงเจตจำนง พร้อมเอกสารที่เกี่ยวข้องได้ตั้งแต่วันที่ 28 – 31 สิงหาคม 2560 และจะประกาศผลการจัดสรรปริมาณความสามารถในการให้บริการได้ในวันที่ 31 ตุลาคม 2560

    นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า บริษัท พีทีที แอลเอ็นจี จำกัด ในฐานะผู้ดำเนินโครงระบบส่งก๊าซธรรมชาติและสถานีก๊าซธรรมชาติเหลว มาบตาพุด ออกประกาศเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา เชิญชวนบุคคลที่สามที่ต้องการจองใช้ระบบส่งก๊าซธรรมชาติและสถานี LNG มาบตาพุด สำหรับกำลังการแปรสภาพ LNG ส่วนขยายเพิ่มเติม 1.5 ล้านตันต่อปี โดยสามารถยื่นหนังสือแสดงเจตจำนงขอใช้บริการ พร้อมเอกสารที่เกี่ยวข้องได้ตั้งแต่วันที่ 28 – 31 สิงหาคม 2560 และจะประกาศผลการจัดสรรปริมาณความสามารถในการให้บริการได้ในวันที่ 31 ตุลาคม 2560

    สำหรับผู้ประสงค์จะขอใช้บริการ ต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนตามข้อกำหนดการใช้หรือเชื่อมต่อกับระบบส่งก๊าซธรรมชาติ หรือการใช้บริการสถานีแอลเอ็นจี (LNG Terminal TPA Code) ที่บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ บริษัท พีทีที แอลเอ็นจี จำกัด ได้จัดทำขึ้น และสามารถยื่นเอกสารสมัครเป็นผู้ขอใช้บริการสถานีแอลเอ็นจี เป็นการล่วงหน้าก่อนกำหนดวันจองได้ โดยสามารถศึกษาขั้นตอนและรายละเอียดได้ทาง www.pttlng.com

    ทั้งนี้ คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) มีมติเมื่อ 30 พฤษภาคม เห็นชอบแผนระบบรับส่งและโครงการสร้างพื้นฐานก๊าซธรรมชาติเพื่อความมั่นคง ในการรองรับการจัดหาและนำเข้า LNG โดยให้ดำเนินโครงการขยายกำลังการแปรสภาพ LNG ของมาบตาพุด LNG Terminal เพิ่มเติมอีก 1.5 ล้านตันต่อปี วงเงินงบประมาณ 1,000 ล้านบาท (กำลังการผลิตสูงสุดรวมเป็น 11.5 ล้านตันต่อปี) โดยมอบหมายให้บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือบริษัทในกลุ่ม ปตท. ที่ ปตท. มอบหมายเป็นผู้ดำเนินโครงการ ซึ่งต่อมาคณะกรรมการบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้มีมติอนุมัติให้บริษัท พีทีที แอลเอ็นจี จำกัด (PTTLNG) เป็นผู้ดำเนินการ โดยมีกำหนดส่งก๊าซเข้าสู่โครงข่ายระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติหรือดำเนินการ เชิงพาณิชย์ในปี 2562

    “ที่ผ่านมา กกพ. ได้พยายามเร่งผลักดันให้ผู้ประกอบกิจการพลังงานรายใหม่เข้าใช้หรือเชื่อมต่อระบบส่งก๊าซธรรมชาติหรือสถานีแอลเอ็นจี โดยได้เคยร่วมกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ บริษัท พีทีที แอลเอ็นจี จำกัด จัดสัมมนาสร้างความเข้าใจถึงหลักการและข้อกำหนดใน TPA Code ทั้งนี้ กกพ. คาดว่าจะมีผู้ประกอบกิจการก๊าซธรรมชาติรายใหม่สนใจจองความสามารถในการให้บริการของมาบตาพุด LNG Terminal  ซึ่งจะก่อทำให้เกิดการแข่งขันในกิจการก๊าซธรรมชาติ และมีความโปร่งใส ภายใต้กฎเกณฑ์ที่ให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เพื่อให้ผู้ใช้พลังงานได้รับประโยชน์สูงสุด” นายวีระพล กล่าว

Date : 08 / 03 / 2017

  • Date : 08 / 03 / 2017
    สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจมอบเงินบริจาคช่วยฟื้นฟูผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้

    สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจมอบเงินบริจาคที่ได้จากการจัดงาน"ฟื้นฟูใต้ คนละไม้คนละมือ"ให้กับ"ศูนย์ช่วยเหลือประชาชนประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้"

    เมื่อวันที่8มี.ค. 2560 นายชาคร หนูคงใหม่ นายกสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ พร้อมด้วยนายวัชรพงศ์ ทองรุ่ง อุปนายกคนที่1 นายกฤษณะพงศ์ พงศ์แสนยากร อุปนายกคนที่2 มอบเงินบริจาคจำนวน150,000 บาท เข้ากองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัยสำนักนายกรัฐมนตรี โดยมีนายออมสิน  ชีวะพฤกษ์ เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นตัวแทนรับมอบ

    เงินบริจาคจำนวนดังกล่าวได้จากการจัดกิจกรรม”ฟื้นฟูใต้ คนละไม้คนละมือ” ซึ่งทางสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจได้จัดขึ้น ที่สถานีรถไฟกรุงเทพ(หัวลำโพง) เมื่อวันที่4 ก.พ. 2560 ที่ผ่านมา โดยได้รับความร่วมมือด้วยดี จากองค์กรภาครัฐ เอกชน ศิลปินนักร้อง นักแสดง นางงาม รวมทั้งสมาชิกผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ และประชาชนผู้เดินทาง ในการร่วมบริจาคเงิน สิ่งของ และช่วยซื้อเสื้อยืดกิจกรรม เพื่อช่วยเหลือฟื้นฟูผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้

    ทั้งนี้ “ศูนย์ช่วยเหลือประชาชนประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้” ยังคงเปิดรับการบริจาค  โดยสามารถโอนเงินเข้าบัญชีกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาทำเนียบรัฐบาล เลขที่บัญชี 067006895 หรือ สอบถามรายละเอียดได้ที่ นางชื่นชีวัน ลิมป์ธีระกุล โทร. 08-1925-5129 นางสุรีย์พร รามสมภพ โทร.08-1193-1453 หรือโทร. 0-2283-4321, 0-2283-4319, 0-2283-4301 โทรสาร 0-2283-4336, 0-2283-4318

  • Date : 08 / 03 / 2017
    ปตท.รับรางวัลEIA Monitoring Awards จาก19โครงการ

    ปตท. รับรางวัล  EIA Monitoring Awards การจัดการด้านสิ่งแวดล้อมยอดเยี่ยม 19 โครงการ แสดงถึงการดำเนินงานที่มุ่งเน้นการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมที่ได้รับการยอมรับจากภาครัฐ และภาคประชาสังคม

    เมื่อเร็วๆนี้ พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลEIA Monitoring Awards ให้19 โครงการของกลุ่ม ปตท.  โดย นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจน้ำมัน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)และนายนพดล ปิ่นสุภา รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และผู้บริหาร กลุ่ม ปตท. เป็นผู้แทนรับรางวัล ซึ่ง EIA Monitoring Awards นับเป็นรางวัลสำคัญที่สุดด้านสิ่งแวดล้อมของไทยที่แสดงถึงการดำเนินงานที่มุ่งเน้นการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมได้เป็นอย่างดี และเป็นรางวัลที่ภาครัฐ และภาคประชาสังคมให้ความเชื่อมั่นตลอดมา

  • Date : 08 / 03 / 2017
    เปิดงานSETA2017สร้างโอกาสให้ไทยเป็นศูนย์กลางพลังงานในภูมิภาคเอเชีย

    รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานเปิดงาน SETA 2017  เน้น 4 หัวข้อหลัก ทั้ง นโยบายและการวางแผนด้านพลังงาน, เทคโนโลยีระบบผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อปล่อยคาร์บอนต่ำ ,พลังงานเพื่อการคมนาคมขนส่งเพื่อปล่อยคาร์บอนต่ำและ เมืองอัจฉริยะและอุตสาหกรรมสีเขียว  สร้างโอกาสให้ไทยเป็นศูนย์กลางพลังงานในภูมิภาคเอเชีย

    เมื่อวันที่ 8 มี.ค. 2560 พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดงาน "โครงการพลังงานและเทคโนโลยีที่ยั่งยืนแห่งเอเชีย 2560" (Sustainable Energy & Technology Asia 2017 (SETA 2017) ภายใต้ธีม "Towards A Low-Carbon Society"  ร่วมกับ พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ,นางอรรถชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  ณ ห้องแกรนด์ฮอลล์ ชั้น 2 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา 
    โดย SETA 2017  เน้นใน 4 หัวข้อหลัก ได้แก่ นโยบายและการวางแผนด้านพลังงาน เทคโนโลยีระบบผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อปล่อยคาร์บอนต่ำ พลังงานเพื่อการคมนาคมขนส่งเพื่อปล่อยคาร์บอนต่ำและ เมืองอัจฉริยะและอุตสาหกรรมสีเขียว เพื่อผลักดันและพัฒนาองค์ความรู้ด้านพลังงาน และเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง

    พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า "รัฐบาลมีการดำเนินงานเพื่อให้พลังงานทีเสถียรภาพที่เหมาะสมโดยสร้างความมั่นคงในด้านพลังงานทุกรูปแบบของประเทศที่ครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการผลิต ขนส่ง จำหน่าย และการกระจายให้ต้นทุนราคาพลังงานอยู่ในระดับที่เหมาะสม สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ประชาชนไม่แบกรับภาระมากเกินไป ไม่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว ลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม โดยส่งเสริมการประหยัดพลังงานเพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน  ซึ่งงานดังกล่าว เป็นโอกาสที่ประเทศไทยจะได้แสดงถึงความก้าวหน้าในการพัฒนาภาคพลังงานของประเทศ และศักยภาพในการพัฒนาสู่ความเป็นศูนย์กลางพลังงานในภูมิภาคเอเชีย
    พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า  นโยบาย Energy 4.0 นั้นสอดคล้องกับนโยบาย Thailand 4.0 เป็นนโยบายภาพใหญ่เพื่อยกระดับประชาชนให้มีความสามารถทางการแข่งขัน และมีรายได้สูงขึ้น ในส่วนของการบริหารจัดการพลังงานในประเทศไทยนั้นมีปัจจัยที่เป็นตัวแปรหลายอย่าง กระทรวงพลังงานได้ดำเนินการให้เกิดความสมดุลทั้งด้านความมั่นคง ความเป็นธรรมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะนำไปสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน"