กิจกรรมทั้งหมด

Date : 25 / 05 / 2017

  • Date : 25 / 05 / 2017
    สุทธิชัย หยุ่น Facebook Live เปิดใจ"เป๊ก"วรมน ซีอีโอIES กับโครงการลมลาว600เมกะวัตต์

    สุทธิชัย หยุ่น Facebook Live ที่เวียงจันทน์ สปป.ลาว เชื่อโครงการลมลาว 600 เมกะวัตต์ ของนักลงทุนเอกชนไทยจะได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลไทย เช่นเดียวกับที่รัฐบาลลาวให้การผลักดัน  เปิดใจ”เป๊ก”วรมน  ขำขนิษฐ์ ซีอีโอหนุ่ม IES ผู้หวังสร้างปรากฎการณ์ พลิกทุ่งกับระเบิด เป็นแหล่งพลังงานลมที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน

    ในโอกาสที่ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี  ยกคณะใหญ่เยือนนครหลวงเวียงจันทน์ สสป.ลาว และหารือกับนายทองลุน สีสุลิด นายกรัฐมนตรี เพื่อเสนอทำยุทธศาสตร์ร่วมสองประเทศ (Master Plan) ไม่ว่าจะเป็นด้านการค้า อุตสาหกรรม หรือการลงทุน เพื่อเป็นจุดตั้งต้นในการพัฒนา CLMVT (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม และไทย) ภายใต้กรอบของเออีซี  เมื่อวันที่24 พ.ค.2560  นายสุทธิชัย หยุ่น ผู้บริหารเครือเนชั่นและผู้ดำเนินรายการข่าวชื่อดังของประเทศไทย ซึ่งร่วมเดินทางไปในครั้งนี้ด้วยเพื่อสัมภาษณ์ นายทองลุน สีสุลิด เกี่ยวกัความร่วมมือระหว่างสปป.ลาวและประเทศไทย ก็ Facebook Live  ในเฟซบุค Suthichai  Yoon ช่วงเวลา 19.19 น.เป็นเวลาประมาณ 25 นาที โดยเป็นการพูดคุยนอกรอบ กับ นายวรมน ขำขนิษฐ์ (เป๊ก) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อิมแพค อิเลคตรอนส์ สยาม จำกัด (IES) นักลงทุนเอกชนไทย ที่เข้าไปลงทุนในโครงการ มอนสูน วินด์ พาวเวอร์   ซึ่งเป็นโครงการผลิตไฟฟ้าจากกังหันลม ขนาดใหญ่ที่สุดในอาเซียน 600 เมกะวัตต์  ในแขวงเซกอง ทางตอนใต้ของสปป.ลาว ที่ทางรัฐบาล สปป.ลาว ให้การสนับสนุน

    Facebook Live  จากเวียงจันทน์ ครั้งนี้  ให้หัวเรื่องว่า “ โครงการลมๆแล้งๆ”   เพื่อเป็นการแซวนายวรมน และดึงให้ผู้ชมเข้ามาติดตามชมในรายละเอียดในเนื้อหาการสนทนา  โดยนายสุทธิชัย เกริ่นนำในช่วงเริ่มต้นการสนทนาว่า เป็นโครงการที่ให้ความสนใจเป็นพิเศษ  เพราะเป็นโครงการที่นักธุรกิจหนุ่มของไทยจะมาลงทุนสร้างพลังงานจากลมแบบเป็นเรื่องเป็นราว  ไม่ใช่โครงการลมๆแล้งๆที่ไม่เกิดขึ้นจริง   ซึ่งนับว่าเป็น Facebook Live  ตอนหนึ่งของนายสุทธิชัยที่ได้รับการตอบรับจากผู้เข้าชมทางเฟซบุคจำนวนมาก ทั้งกดถูกใจ  ร่วมแสดงความคิดเห็น และแชร์ข้อมูลออกไป  โดยผู้ที่สนใจสามารถติดตามชมย้อนหลังในเนื้อหาทั้งหมดได้ที่  https://www.facebook.com/suthichai.yoon?fref=ts

    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center-ENC) ซึ่งติดตามชม Facebook Live ครั้งนี้ด้วย รายงานเนื้อหาสำคัญโดยสรุปจากคำให้สัมภาษณ์ของนายวรมน ซึ่งตอบคำถามนายสุทธิชัย อย่างตรงไปตรงมา  ว่า โครงการพลังงานลมที่ลาว ไม่ใช่โครงการลมๆแล้งๆ  แต่จะเป็นโครงการ  “ลาวลมแรง” มากกว่า

    นายวรมน บอกถึงเหตุผลที่มาลงทุนโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมที่ สปป.ลาว เพราะ ลาวยังเป็นประเทศที่มีประชากรน้อย จึงน่าจะมีพื้นที่มากพอในการหาทำเลที่มีศักยภาพในการตั้งโครงการ ซึ่งสภาพภูมิประเทศที่เป็นที่ราบสูงเยอะ  และมีแนวลมมรสุมพาดผ่าน

    การมาลงทุนที่ สปป.ลาว มาด้วยความเชื่อว่าจะทำได้ ซึ่งบริษัทมีขั้นตอนกระบวนการในการหาลม อยู่ 4 ขั้นตอนคือ 1. ศักยภาพลมมีตรงไหน  2. เมื่อตั้งโรงไฟฟ้าจากพลังงานลมแล้ว ต้องมีระบบสายส่งที่เชื่อมต่อได้  3.ต้องมีถนนที่จะขนส่งสิ่งของอุปกรณ์ไปติดตั้งได้  และ 4. ต้องไม่อยู่ในพื้นที่เขตป่าสงวน  ซึ่งทั้ง 4 ข้อเป็นความมุ่งมั่นในการทำงาน  จนมาพบพื้นที่ที่มีศักยภาพใน 3 จุด อยู่ที่เซกอง ทางตอนใต้ของลาว และทำการติดตั้งเสาวัดความแรงลม  มีการเก็บสถิติลมทุก 10 นาที  ที่เริ่มมาได้ 4 ปีแล้ว 

    นายวรมน เล่าต่อว่า หลังจากที่พบว่ามีพื้นที่ศักยภาพแล้ว ก็เริ่มต้นพัฒนา โดยให้ผู้เชี่ยวชาญมาทำการศึกษา  โดยอุดมการณ์ของบริษัทคือจะต้องทำพลังงานทดแทนที่มีความยั่งยืน  ซึ่งคำว่ายั่งยืนหมายถึงว่าจะต้องสามารถแข่งขันราคากับพลังงานหลักดั้งเดิมได้ (conventional fuel )โดยไม่ต้องอาศัยเงินอุดหนุนจากรัฐ

    "คนอาจจะบอกว่าพลังงานลมอาจจะทำได้ถูกก็จริง แต่มันไม่ firm  ลมๆแล้งๆ อย่างที่คุณสุทธิชัยว่า แต่ว่าเทคโนโลยีมันพัฒนาไปมากแล้ว เราเลือกบริษัท Vestas (ผู้นำด้านเทคโนโลยีพลังงานลมของเดนมาร์ก ที่มีการติดตั้งเสากังหันลมมากที่สุดในโลก) มาทำการออกแบบ ใช้เทอร์ไบน์และติดตั้งแบบเทิร์นคีย์ เราคุยกับการไฟฟ้าเดนมาร์ก เขาสามารถคาดการณ์ปริมาณลม on hourly basis (เป็นรายชั่วโมง) ได้ 99% โดยมีข้อผิดพลาดแค่ 0.5%  และเมื่อเดือน มิ.ย. ปีที่แล้วเรามีการจัดงาน Global Wind Day ที่โรงแรมปาร์คนายเลิศ  ก็มีผู้เชื่ยวชาญจากเดนมาร์กมาพรีเซ็นต์ให้เราฟัง  ทำให้เราได้ความรู้เพิ่ม ซึ่งมันสุดยอดมาก ว่า นอกจากพลังงานลมนั้น จะสามารถคาดการณ์ได้อย่างแม่นยำแล้ว ยังสามารถนำไปผสมกับโรงไฟฟ้าพลังน้ำได้อย่างกลมกลืนมาก เป็น hybrid ที่แท้จริง  โดยลมจะมาช่วงหน้าแล้งประมาณ 80% ดังนั้นช่วงหน้าแล้งที่ไม่มีน้ำ เราก็ผลิตไฟฟ้าจากน้ำแค่ 10-20%  ที่เหลือเอาไฟฟ้าจากพลังงานลมเติม มันก็ synergy กันได้ดี" นายวรมน ตอบอธิบาย

    โครงการมอนสูน วินด์ พาวเวอร์ ของบริษัท IES ได้รับการสนับสนุนด้านการเงินจากธนาคารพัฒนาเอเซีย (เอดีบี) และธนาคารโลก ซึ่งมีนโยบายให้การสนับสนุนโครงการด้านพลังงานทดแทนอยู่แล้ว  โดยบริษัทเริ่มทำงานกับเอดีบี มาตั้งแต่ปี 2551 ซึ่งเอดีบีเคยให้การสนับสนุนเงินกู้กับโครงการโซลาร์ฟาร์ม ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ขนาด 84 เมกะวัตต์ ที่ จ.ลพบุรี  โดยทำในลักษณะของ project finance  ซึ่งทางเอดีบีชอบ  เพราะสัญญาต่างๆ สามารถบริหารจัดการความเสี่ยงในการลงทุนได้  และโครงการพลังงานลมลาว ที่ทำสัญญาแบบเทิร์นคีย์นั้น ทางบริษัท Vestas รับผิดชอบตั้งแต่เริ่มต้นจนติดตั้งเสร็จ แล้วค่อยส่งมอบให้กับบริษัท ซึ่งทาง Vestas ก็รับความเสี่ยงไปส่วนหนึ่ง  

    โครงการนี้ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลลาวให้ใช้พื้นที่ได้ประมาณ 6.8 หมื่นเฮกเตอร์ หรือประมาณ 4แสนไร่ โดยส่วนหนึ่งเป็นพื้นที่ที่ต้องมีการเก็บกู้กับระเบิด ทั้งนี้ การติดตั้งเสากังหันลมนั้นจะใช้พื้นที่ไม่มาก โดยการติดตั้งเสากังหันลม 1 ต้น จะใช้พื้นที่ประมาณ 1.5 ไร่ เท่านั้น  ดังนั้น พื้นที่ส่วนที่เหลือรัฐบาลสามารถจะนำไปใช้ประโยชน์ในทางอื่นได้

    พื้นที่โครงการตั้งอยู่ระหว่างชายแดนประเทศไทย และเวียดนาม  ในขณะที่ไกลออกไปหน่อยประมาณ200 กิโลเมตรก็คือชายแดนกัมพูชา เป็นเหมือนสามหลี่ยม Clean Energy  โดยไฟฟ้าที่ผลิตได้จากโครงการ จะต้องสามารถแข่งขันได้กับราคาเฉลี่ยค่าไฟฟ้าของประเทศที่จะเจรจาขายไฟฟ้า  ซึ่งปัจจุบันไฟฟ้าที่ผลิตได้จากโครงการ อยู่ในขั้นตอนการเจรจากับทั้งรัฐบาลไทย และรัฐบาลเวียดนาม

    นายวรมน กล่าวด้วยว่า โครงการพลังงานลม ถ้าเริ่มต้นเมื่อ 5 ปีที่แล้ว  อาจจะยาก เพราะต้นทุนการผลิตยังสูง แต่ปัจจุบันที่บริษัทเจ้าของเทคโนโลยีมีการออกแบบให้เหมาะสำหรับแรงลมในภูมิภาคเอเซีย ทำให้มีประสิทธิภาพที่สูงขึ้นและต้นทุนที่ต่ำลง

    "หวังเต็มที่ว่าโครงการผลิตไฟฟ้าที่มาจากพลังงานสะอาดจะเป็นที่ต้องการ โดยจุดเด่นของโครงการอยู่ที่การประกอบร่าง คือหนึ่งเราใช้ของที่ดีที่สุดจาก Vestas  สอง เราหาที่ที่ดีที่สุดในลาว  สาม เรามีสถาบันการเงินที่สนับสนุนซึ่งแข็งแรงมาก นอกจากเราจะจ้างงานแล้ว เมื่อต้นทุนค่าไฟฟ้าเราถูก  ก็ทำให้การแข่งขัน ไม่ว่าอุตสาหกรรม  โรงงานอุตสาหกรรม นั้นดีขึ้น”  นายวรมน ตอบเมื่อถูกถามในช่วงท้ายจากนายสุทธิชัย ว่ามีความหวังหรือมั่นใจกี่เปอร์เซ็นต์ว่าโครงการจะประสบความสำเร็จ 

    สำหรับโครงการมอนสูน วินด์ พาวเวอร์ ของบริษัท IES มีกำลังการผลิตไฟฟ้าในช่วงเริ่มต้นประมาณ 600 เมกะวัตต์ แต่พื้นที่โครงการที่ได้รับการอนุญาตจากรัฐบาลลาว สามารถที่จะพัฒนากำลังการผลิตเพิ่มขึ้นได้อีก  ในเบื้องต้นคาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณเกือบ 50,000 ล้านบาท โดยเป็นส่วนของเงินกู้ทั้งเอดีบีและธนาคารโลก รวม 70% และส่วนของผู้ถือหุ้นอีก 30%  

    รัฐบาลลาวให้การสนับสนุนอย่างจริงจัง ในโครงการดังกล่าวอย่างเต็มที่โดยหวังว่าจะเป็น flagship และเป็นหัวข้อสำหรับวงเสวนาต่างๆในเรื่องของการพัฒนาพลังงานทดแทนของอาเซียนและเป้าหมายการเป็นแบตเตอรี่ของเอเชีย เพราะเมื่อนำพลังงานลมมาผสมกับพลังงานน้ำได้ จะช่วยระบบสายส่งมีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งไฟฟ้าไปถึงมือผู้บริโภคได้ไกลขึ้น

    ในช่วงท้ายของ Facebook Live  นายสุทธิชัย ช่วย กล่าวสรุปด้วยความชื่นชมว่า เป้าหมายของการเป็นแบตเตอรี่ของเอเชีย ของรัฐบาลลาว นั้นสุดยอดในความกล้าคิดกล้าทำ และการที่เอกชนจากไทยที่มาและลงมือทำจริง ก็แสดงว่านโยบายนี้สามารถเกิดขึ้นได้จริง  โดยเชื่อว่าคนไทยน่าจะสนับสนุนนโยบายนี้ และหวังว่าทุกคนที่เกี่ยวข้องในรัฐบาลไทยจะเห็นความสำคัญ   เพราะถ้ารัฐบาลลาวให้ต้อนรับนักลงทุนของไทย แล้วไม่ได้รับการต้อนรับจากประเทศไทยเราเอง ก็น่าจะเป็นเรื่องที่แปลกพอสมควร

     

    ภาพตัวอย่างโครงการมอนสูน วินด์ พาวเวอร์ ที่เซกอง สปป.ลาว ของบริษัทIES 

Date : 23 / 05 / 2017

  • Date : 23 / 05 / 2017
    จะเป็นเกาะพลังงานสะอาดแบบ “Samso Green Island”โจทย์ยากสำหรับประเทศไทย

    จะเป็นเกาะพลังงานสะอาดแบบ “Samso  Green  Island”โจทย์ยากสำหรับประเทศไทย

    2วัน1คืนที่อยู่บนเกาะแซมโซ  ประเทศเดนมาร์ก  ของคณะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของไทยและสื่อมวลชน  นั้นเพียงพอที่จะได้เรียนรู้แนวคิดและวิธีบริหารจัดการ ด้านพลังงานบนเกาะนี้ว่า เกาะแซมโซ นั้นกลายมาเป็นเกาะพลังงานสะอาด ที่พึ่งพาพลังงานหมุนเวียนในการผลิตไฟฟ้าและความร้อนได้ทั้ง100% ได้อย่างไร ภายในระยะเวลาเพียง10ปี และยังตั้งเป้าหมายต่อไปอีกในการเป็นเกาะซึ่งเลิกใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในภาคขนส่งภายในปีในปี2573

    คณะของพลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน  เดินทางไปถึงเกาะแซมโซ ในช่วงเย็นของวันที่ 17พ.ค.2560 ที่ผ่านมาและใช้เวลาช่วงเช้าถึงช่วงบ่าย ในการเยี่ยมชมศูนย์เรียนรู้และให้คำปรึกษาด้านพลังงานหรือ Samso Energy Academy  ซึ่งตั้งอยู่บนเกาะ  เพื่อรับฟังการบรรยายจาก นาย Jesper Roug Kristensen ,ผู้จัดการด้านพัฒนาธุรกิจของ Samso Energy Academy   ,เยี่ยมชม โรงงานผลิตพลังงานความร้อนจากฟางประจำท้องถิ่น ที่Ballen/Vrundby ,เยี่ยมชมกังหันลมผลิตไฟฟ้า ที่ชาวไร่ในพื้นที่เป็นเจ้าของ และเยี่ยมชมแผงโซลาร์เซลล์และรถยนต์ไฟฟ้า ที่ทางเทศบาลแซมโซ เป็นเจ้าของ

    เกาะแซมโซ มีขนาดพื้นที่ 114 ตารางกิโลเมตร ปัจจุบันมีประชากรอาศัยอยู่ประมาณ 3,700 คน โดยเมื่อปี2540 เกาะแห่งนี้ได้รับการคัดเลือกจากรัฐบาลเดนมาร์ก ให้พัฒนาเป็นเกาะแห่งพลังงานหมุนเวียน(Renewable Energy Island ) และใช้เวลาประมาณ10ปี ก็สามารถที่จะพึ่งพาตนเอง ในการผลิตไฟฟ้าและความร้อน ด้วยพลังงานหมุนเวียน100%  โดยแหล่งพลังงานหมุนเวียนดังกล่าวมาจาก กังหันลมบนชายฝั่ง 11ต้นกำลังการผลิตไฟฟ้า ต้นละ1เมกะวัตต์   กังหันลมนอกชายฝั่ง10 ต้นกำลังการผลิตต้นละ 2.3 เมกะวัตต์  โรงงานผลิตพลังงานความร้อนจากฟาง 3แห่ง และโรงงานผลิตพลังงานความร้อนจากแสงอาทิตย์และไม้สับ อีก1แห่ง

    นาย Jesper Roug Kristensen ,ผู้จัดการด้านพัฒนาธุรกิจของ Samso Energy Academy  บอกถึงปัจจัยที่ทำให้เกาะแซมโซ ประสบความสำเร็จในการพึ่งพาตนเองในการผลิตไฟฟ้าและความร้อน ด้วยพลังงานหมุนเวียน100%  ว่า มาจาก3 ภาคส่วนสำคัญ คือ 1.การมีส่วนร่วมของประชาชนที่อาศัยอยู่บนเกาะแซมโซ ที่อยากจะเห็นการเปลี่ยนแปลงไปสู่การพึ่งพาตนเองด้วยพลังงานทดแทน  2.การบริหารจัดการที่ดีของเทศบาล เกาะแซมโซ และ3 การที่มี Samso Energy Academy  เป็นหน่วยงานที่ให้คำปรึกษาและเสริมกระบวนการเรียนรู้

    เขา บอกว่า  แหล่งพลังงานหมุนเวียนของที่นี่  ทั้งกังหันลมผลิตไฟฟ้า ,โรงงานผลิตพลังงานความร้อนจากฟางได้รับการสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำจากรัฐบาลเดนมาร์ก ซึ่งเปิดโอกาสให้ประชาชนบนเกาะแซมโซ ซึ่งจัดตั้งเป็นสภาประชาชน มีส่วนร่วมตั้งแต่การติดตั้งจุดกังหันลมที่คิดว่าเป็นจุดที่มีศักยภาพลมดีที่สุด  และเข้ามามีส่วนเป็นเจ้าของร่วมกับเทศบาล การกำหนดอัตราค่าไฟฟ้า ก็ขึ้นอยู่กับสภาประชาชนจะตกลงกัน ว่าพอใจที่จะใช้ไฟฟ้าในอัตราที่ถูกหรือแพง เพราะผลิตเองใช้เอง   โดยเฉพาะไฟฟ้าจากกังหันลมของที่นี่ ก็เพียงพอกับกับความต้องการใช้ไฟบนเกาะ และมีเหลือส่งขายกลับคืนไปให้หน่วยงานการไฟฟ้า

    ทั้งนี้ต้นทุนจากการผลิตไฟฟ้าที่ผลิตได้เองจากกังหันลม นั้น มีราคาต่ำกว่าที่หน่วยงานการไฟฟ้าขายให้กับชุมชนบนเกาะ เพราะไม่ได้มีการบวกภาษี  ดังนั้น ประชาชนบนเกาะแซมโซ จึงเลือกที่จะใช้ไฟฟ้าที่แหล่งที่ผลิตได้เอง

    Jesper Roug Kristensen บอกว่า ทาง Samso Energy Academy พยายามที่จะสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้คนบนเกาะแห่งนี้ คิดอะไรอย่างเป็นระบบ  และเป็นวัฎจักร หรือ Circular Economy  คือใช้ไปแล้วสามารถนำมารีไซเคิล กลับมาใช้ซ้ำได้อีก  ดังนั้นขยะบนเกาะแซมโซ แห่งนี้ จะมีการคัดแยกวัสดุที่สามารถนำมาใช้ใหม่ หรือรีไซเคิล ก่อน ที่จะนำไปกำจัด

    ในโรงงานผลิตความร้อนจากฟาง เดิมชาวบ้านบนเกาะ ต่างคนต่างเผาทิ้ง ทำให้สูญเสียพลังงานความร้อนไปโดยเปล่าประโยชน์  ทาง Samso Energy Academy ก็ชี้ให้เห็นว่า ถ้านำฟางเหล่านั้น มาเผาในที่เดียวกัน  จะได้พลังงานความร้อนที่ส่งกระจายไปใช้กับบ้านที่อยู่อาศัยได้ในช่วงหน้าหนาว โดยไม่ต้องใช้น้ำมัน   และชาวบ้านก็จะมีรายได้จากการขายวัตถุดิบ ซึ่งเมื่อมีการประชุมหารือกัน  ทุกคนเห็นด้วย  รัฐบาลก็มีการช่วยเหลือเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ เพื่อมาสร้างโรงงาน   ซึ่งปัจจุบัน  เงินกู้จำนวนดังกล่าวถูกผ่อนชำระไปจนหมดแล้ว

    เป้าหมายต่อไปสำหรับการบริหารจัดการด้านพลังงานบนเกาะคือ  การเปลี่ยนเชื้อเพลิงการขนส่งบนเกาะ ในส่วนของรถยนต์ที่ยังใช้น้ำมัน และเรือเฟอร์รี่ ที่ขนส่งคนและสินค้าระหว่างเกาะ  กะชายฝั่ง ที่ใช้ก๊าซLNG  นั้นจะทำอย่างไรให้เปลี่ยนมาใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ คือไบโอแก๊ส  ที่ผลิตจากเศษวัสดุด้านการเกษตรที่มีอยู่บนเกาะได้ทั้งหมด

    ประชาชนบนเกาะแซมโซ มีรายได้จากการประกอบอาชีพเกษตรกรรม และประมง  รวมไปถึงการท่องเที่ยว โดยบนเกาะมีสนามกอล์ฟ  ที่ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี แต่ใช้ปุ๋มที่เป็นออแกนิกทั้งหมด ในขณะที่เครื่องจักร และรถกอล์ฟ ก็ใช้พลังงานหมุนเวียนจากแผงโซลาร์เซลล์  ซึ่งเป็นสถานที่ให้กับนักท่องเที่ยวได้มาพักผ่อน ออกกำลังกาย

    อย่างไรก็ตาม การพึ่งพาพลังงานหมุนเวียนแบบ100% ที่คนบนเกาะแซมโซ  ทำประสบความสำเร็จ ดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องยากที่สำหรับประเทศไทย  เพราะในช่วงปี2553 สมัยที่นายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน  ก็เคยมีนำแนวทางการบริหารจัดการของเกาะแซมโซแห่งนี้  ไปเป็นต้นแบบโครงการเกาะพลังงานสะอาด ที่เกาะพะลวย จังหวัดสุราษฎร์ธานี  โดยที่มีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.) เป็นหน่วยงานรับผิดชอบ  แต่เมื่อดำเนินการไปจนกระทั่งมีการเปลี่ยนรัฐบาล เป็นรัฐบาลพรรคเพื่อไทย และไม่มีการสานต่อนโยบาย   ความหวังที่จะเห็นเกาะพลวย เป็นเกาะพลังงานสะอาดแห่งแรกของประเทศไทย ก็ต้องจบลง   ปัจจุบันรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่จัดซื้อไปวิ่งบนเกาะ  กังหันลมผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กที่ติดตั้ง  รวมทั้งแผงโซลาร์เซลล์ ที่มีอยู่แทบใช้งานไม่ได้  ชาวบ้านบางส่วนที่เคยเข้าร่วมโครงการก็มีการขายที่ดินให้กับนายทุน เพื่อ นำไปใช้ประโยชน์ด้านอื่นไปแล้ว

    พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า โมเดลเกาะพลังงานสะอาด ที่แซมโซ  จุดประกายความคิดหลายอย่างที่จะต้องนำไปคิดวิเคราะห์ เพื่อนำไปปรับใช้กับประเทศไทย ที่จะต้องหาพื้นที่ ที่อาจจะเป็นเกาะ หรือพื้นที่บนบก รัศมีประมาณ10-50 ตารางกิโลเมตร เพื่อพัฒนาเป็น RE hybrid  ที่ผสมผสานพลังงานหมุนเวียนหลายๆประเภท เข้าด้วยกัน โดยมีเงื่อนไขจะต้องเป็นพื้นที่ ที่ผู้นำท้องถิ่นมีมีองค์ความรู้และคนในชุมชนนั้นอยากจะเห็นการเปลี่ยนแปลง  ซึ่งกระทรวงพลังงานพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือในเรื่องของการผ่อนคลายกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค  และการสนับสนุนด้านเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ   โดยยอมรับว่าการดำเนินการเพื่อให้ชุมชนนั้นๆสามารถพึ่งพาพลังงานหมุนเวียนได้100%แบบเดียวกับเกาะแซมโซ  ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร  แต่อย่างน้อย ชุมชนที่ถูกเลือกเข้าร่วมโครงการ ก็จะต้องมีแผนให้เห็นถึงพัฒนาการ ว่าในช่วง3ปี จะได้เห็นอะไร  ช่วง5ปีจะเกิดอะไร หรือช่วง10ปี จะมีอะไรที่เปลี่ยนแปลง

    สำหรับพื้นที่เกาะพะลวย ที่เคยนำโมเดล เกาะแซมโซ ไปเป็นต้นแบบ แต่ไม่ประสบความสำเร็จนั้น อาจจะเป็นเพราะว่า ช่วงดังกล่าวต้นทุนเรื่องของพลังงานหมุนเวียนยังมีราคาแพง  อาจจะไม่จูงใจให้คนใช้  ซึ่งจะได้ให้กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.) ลงไปติดตามดู  และรายงานกลับมา ว่าสามารถที่จะนำมาต่อยอดใหม่ ให้เป็นเกาะพลังงานสะอาดได้อีกหรือไม่   ถ้าไม่ได้ก็จะต้องหาพื้นที่ใหม่ 

    กังหันลมผลิตไฟฟ้าบนเกาะSamso

    อาคารจอดรถติดแผงโซลาร์เซลล์และรถยนต์ไฟฟ้า ของเทศบาลเกาะSamso

    เยี่ยมชมโรงงานผลิตความร้อนจากเศษฟาง ซึ่งรัฐบาลช่วยเหลือเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ

    Samso Energy Academy หนึ่งในเงื่อนไขความสำเร็จของเกาะSamso

    รับฟังการบรรยายจากนายJesper Roug Kristensen ,ผู้จัดการด้านพัฒนาธุรกิจของ Samso Energy Academy

    เกาะพะลวย จ.สุราษฎร์ธานี ที่เคยนำโมเดลเกาะSamso มาเป็นต้นแบบ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ

    เกาะพะลวย ประกาศตัวว่าจะเป็นGreen Island เมื่อวันที่19 ก.พ.2554 แต่ไปไม่ถึงเป้าหมายเพราะเปลี่ยนรัฐบาลและเปลี่ยนนโยบาย

  • Date : 23 / 05 / 2017
    25ปี กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน อีกหนึ่งเบื้องหลังความสำเร็จพลังงานไทย

    25ปี กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน  อีกหนึ่งเบื้องหลังความสำเร็จพลังงานไทย 

    "กองทุนเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน" ปัจจุบันมีเงินสะสมเกือบ 4 หมื่นล้าน เป็นแหล่งเงินทุนสำคัญที่ใช้พัฒนาพลังงานของประเทศมาอย่างต่อเนื่องถึง 25 ปี นับตั้งแต่ก่อตั้งเมื่อปี 2535 ถือเป็นกองทุนฯที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของโครงการพลังงานสำคัญของประเทศมากมาย อาทิ การวิจัยศึกษานำพลังงานที่เหลือทิ้งทางการเกษตรมาใช้ผลิตไฟฟ้า ผลิตแก๊สหุงต้ม(LPG)ในครัวเรือน  รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีน้ำร้อนและการอบแห้งด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ เป็นต้น 

    นอกจากนี้กองทุนฯ ยังใช้เป็นเครื่องมือทางด้านการเงินเพื่อส่งเสริมให้เกิดการใช้พลังงาานอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น โครงการเงินหมุนเวียนเพื่อการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน (เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ) โครงการส่งเสริมการลงทุนด้านอนุรักษ์พลังงาน (ESCO Fund) ที่ส่งเสริมให้เกิดการร่วมลงทุนระหว่างบริษัทจัดการพลังงาน หรือ ESCO กับเจ้าของโรงงาน อาคารที่ประสงค์จะลงทุนประหยัดพลังงานหรือพัฒนาพลังงานหมุนเวียน การสนับสนุนแบบให้เปล่าบางส่วน (Subsidy) สำหรับอุปกรณ์ประหยัดพลังงานและเทคโนโลยีพลังงานทดแทนบางประเภท 

    ขณะเดียวกันก็ยังถูกนำไปใช้รณรงค์สร้างจิตสำนึกการประหยัดพลังงาน ผ่านโครงการที่สังคมเริ่มรู้จักกันดีภายใต้ชื่อ “พลังงานหาร 2” รวมถึงการโฆษณาประชาสัมพันธ์ อาทิ เรื่อง "ข้าวผัด" ซึ่งเป็นการน้อมนำเอาพระกระแสรับสั่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่9 ในด้านความพอเพียงมาเป็นแบบอย่างให้กับประชาชน ได้ดำเนินรอยตาม พระองค์ท่าน,  เรื่อง น้ำมันแก๊สโซฮอล ที่ได้จัดทำเป็นหลายเวอร์ชั่นเพื้อให้เข้าถึงประชาชนทุกกลุ่มที่ใช้น้ำมัน และมีประโยคที่สร้างกระแสให้คนจดจำว่า “อะไรๆ ก็โทษแก๊สโซฮอล” ซึ่งได้สร้างความคิดที่ถูกต้องและสร้างความจดจำได้เป็นอย่างดี จนวันนี้กลายเป็นน้ำมันที่ใช้กันทั่วบ้านทั่วเมืองไปแล้ว  เป็นต้น

    และที่หลายคนยังไม่ค่อยรู้คือ กองทุนฯ ยังอยู่เบื้องหลังของโครงการ Thailand Energy Awards และโครงการ ASEAN Energy Awards ซึ่งเป็นโครงการประกวดโรงงาน องค์กรและบุคลากรดีเด่นในด้านต่างๆของพลังงานทั้งในระดับประเทศและอาเซียน สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยเป็นอย่างมากที่สามารถคว้ารางวัลรวมสูงสุดในอาเซียนมาได้ทุกปี  

    ปัจจุบันกองทุนฯ มีเงินไหลเข้าปีละกว่า 7,000 ล้านบาท จากการเรียกเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำมันกลุ่มเบนซินและดีเซล 25 สตางค์ต่อลิตร ณ สิ้นเดือนเม.ย. 2560 มีเงินสะสมอยู่ 39,750.42 ล้านบาท มีการพิจารณาอนุมัติเงินเพื่อนำไปส่งเสริมโครงการด้านพลังงานต่างๆ ปีละ 6,000-7,000 ล้านบาท โดยปัจจุบันมีพล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกองทุนเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน พิจารณาอนุมัติให้งบสนับสนุนโครงการต่างๆ ที่ผ่านการกลั่นกรองจากอนุกรรมการกองทุนฯ อย่างรอบคอบ 

    ทั้งนี้ในปี  2560 คณะกรรมการกองทุนฯ ได้พิจารณางบประมาณ และได้เห็นชอบจัดสรรเงินกองทุนฯ เพื่อดำเนินโครงการ 101 โครงการ เป็นเงิน 9,884 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการในแผนเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน 67 โครงการ จำนวน 8,779 ล้านบาท และโครงการในแผนพลังงานทดแทน 32 โครงการ เป็นเงิน 934 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยลดการใช้พลังงานได้ 816.12 กิโลตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ(Ktoe)ต่อปี คิดเป็นมูลค่ารวม 10,608 ล้านบาทต่อปี และสามารถลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) จากการใช้พลังงานลงได้ 2.72 ล้านตัน 

    โดยเป็นโครงการขนาดใหญ่ในรูปแบบงานใหม่ งานสำคัญ และงานต่อเนื่อง (Block Grant) มีจำนวน 8 โครงการ ในวงเงิน 7,415 ล้านบาท คิดเป็น 75% ของงบประมาณประจำปี พ.ศ. 2560 ดำเนินการโดยกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) และสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.)

    นายทวารัฐ  สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.)และในฐานะเลขาธิการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังาน กล่าวว่า ก้าวต่อไปของกองทุนฯ ว่า “จะเดินหน้าขับเคลื่อนภาคพลังงานของประเทศภายใต้แผนบูรณาการพลังงานระยะยาว (TIEB) ตามแนวนโยบาย Energy 4.0 ให้เป็นรูปธรรมตามแผนที่วางไว้ โดยมุ่งส่งเสริมและพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีพลังงาน เช่น โครงการสนับสนุนการออกแบบเมืองอัจฉริยะ (Smart Cities – Clean Energy) และโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) เพื่อพัฒนาให้ระบบไฟฟ้าสามารถตอบสนองต่อการทํางานได้อย่างชาญฉลาดมากขึ้น รวมถึงการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (Electrical Vehicle : EV) ซึ่งมีเป้าหมายในการส่งเสริมเพื่อให้เกิดการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้า จำนวน 1.2 ล้านคัน ภายในปี 2579 พร้อมกับการเร่งสนับสนุนให้เกิดสถานีอัดประจุไฟฟ้า (Charging Station) เพื่อรองรับรถ EV รวมทั้งส่งเสริมการลงทุนพลังงานทดแทนรูปแบบใหม่ เช่น SPP-Hybrid ซึ่งถือเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนด้านเทคโนโลยีด้านพลังงานของประเทศ พร้อมทั้งพัฒนาระบบจัดเก็บพลังงานหรือ Energy Storage (ESS) เพื่อให้การใช้พลังงานทดแทนให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

    กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน เป็นงบประมาณที่อยู่เบื้องหลังการเติบโตในทุกๆก้าวของพลังงานประเทศไทย และก้าวต่อไปสู่การเปลี่ยนแปลงพลังงานที่เน้นนวัตกรรมใหม่ๆ ที่สูงขึ้น ดังนั้นเงินทุก 25 สตางค์จากผู้ใช้น้ำมันที่ส่งเข้ากองทุนฯ จึงเป็นส่วนสำคัญทีทำให้วันนี้ประเทศไทยเกิดใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและสร้างความมั่นคงให้กับพลังงานประเทศต่อไป

Date : 22 / 05 / 2017

  • Date : 22 / 05 / 2017
    ไทยพร้อมโชว์ศักยภาพด้านพลังงานชีวภาพในงานAstana Expo2017ที่คาซัคสถาน

    กระทรวงพลังงาน เตรียมโชว์ศักยภาพการพัฒนาพลังงานชีวภาพของประเทศไทยภายใต้แนวคิด “Bioenergy for All”   ในงาน Astana Expo2017 ณ กรุงอัสตานา สาธารณรัฐคาซัคสถาน ตั้งเป้าอาคารศาลาไทยติดอันดับพาวิลเลียนที่มีผู้เข้าชมสูงสุด

    พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงความพร้อมในการเข้าร่วมงาน International Exposition 2017 หรือ Astana Expo 2017 ซึ่งจัดขึ้นภายใต้หัวข้อหลัก “พลังงานแห่งอนาคต (Future Energy)” ณ กรุงอัสตานา สาธารณรัฐคาซัคสถาน ระหว่างวันที่ 10 มิถุนายนถึงวันที่ 10 กันยายน 2560 นี้ว่า “อาคารศาลาไทย” (Thailand pavilion) พร้อม โชว์ศักยภาพการพัฒนาพลังงานชีวภาพของประเทศไทยภายใต้แนวคิด “Bioenergy for All” ให้ผู้เข้าร่วมงานจากประเทศต่างๆ กว่า 115 ประเทศ ทั่วโลก เข้าชมเต็มรูปแบบ  ซึ่งเชื่อว่าอาคารศาลาไทยจะเป็นหนึ่งในพาวิลเลียนยอดนิยมที่มีจำนวนผู้เยี่ยมชมกว่า 5 แสนคน

    พล.อ.อนันตพร กล่าวว่า ไทยจะใช้โอกาสในการจัดงาน Astana Expo 2017 ครั้งนี้สร้างความสัมพันธ์แลกเปลี่ยนข้อมูลด้านพลังงานระหว่างกัน เนื่องประเทศคาซัคสถานเป็นหนึ่งประเทศผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ของโลก แต่ขาดแคลนผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร  ขณะที่ไทยมีจุดแข็งด้านพลังงานชีวภาพ(Bio energy)ที่สามารถนำวัสดุเหลือใช้จากเกษตรกรรรมถึง 9 ขนิด(อ้อย ยูคาลิปตัส ยางพารา หญ้าเนเปียร์ ข้าว ข้าวโพด มูลสัตว์ ของเสีย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน) มาผลิตเป็นพลังงานได้ และพลังงานหมุนเวียนยังเป็นทิศทางพลังงานของโลกในอนาคตที่สำคัญด้วย ดังนั้นการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านพลังงานระหว่างกันจะเป็นประโยชน์ทั้งต่อไทยและคาซัคสถานต่อไป

    ปัจจุบัน คาซัคสถานยังคงพึ่งพารายได้การส่งออกจากภาคพลังงานเป็นหลัก ในขณะที่เศรษฐกิจภาคการเกษตรของคาซัคสถานยังมีขนาดเล็ก ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรที่ผลิตได้ไม่เพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศ จึงต้องนำเข้าสินค้าอาหาร และเกษตรจากต่างประเทศจำนวนมาก ในขณะเดียวกันประเทศไทยมีศักยภาพทางการผลิตสินค้าเกษตร จึงเป็นโอกาสของไทยที่จะขยายการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารไปยังคาซัคสถาน รวมถึงสินค้าฮาลาล เนื่องจากคาซัคสถานมีประชากรที่นับถือศาสนาอิสลามกว่าร้อยละ 50 ของจำนวนประชากรทั้งหมด การจัดงานครั้งนี้ยังถือเป็นจุดเริ่มต้นในการ        เปิดตลาดทางด้านการค้าและการลงทุนระหว่างกันอีกด้วย

    ด้านพลเอก สุรศักดิ์ ศรีศักดิ์ กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ที่ผ่านมาไทยและคาซัคสถานยังไม่เคยมีความสัมพันธ์ทางด้านพลังงานต่อกันมาก่อน ซึ่งการจัดงาน Astana Expo 2017 จะเป็นโอกาสให้ทางบริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน)และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ได้เข้าไปศึกษาด้านพลังงานของคาซัคสถาน เพื่อพัฒนาด้านพลังงานต่อกันในอนาคต 

    ในขณะที่ นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวถึง “อาคารศาลาไทย”  (Thailand Pavilion)ว่า จัดขึ้นภายใต้แนวคิด“การพัฒนาด้านพลังงานชีวภาพเพื่อมนุษยชาติ (Bioenergy for All)”ต้องการสื่อถึงพลังงานเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน และศักยภาพของประเทศไทยในด้านการพัฒนาพลังงานทดแทนและความก้าวหน้าในการพัฒนาพลังงานชีวภาพ (Bioenergy)จากการน้อมนำพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชที่ทรงเป็นพระบิดาแห่งพลังงานไทย และเป็นต้นแบบในเรื่องปรัชญา“ความพอเพียง”มาใช้เป็นแนวทางในการใช้ทรัพยากรในประเทศที่มีอยู่อย่างคุ้มค่า

    ทั้งนี้พื้นที่การจัดแสดงในส่วนของประเทศไทยมีขนาดพื้นที่ 974.67 ตารางเมตร แบ่งเป็น 2 ชั้นการจัดแสดงผ่านการนำเสนอในรูปแบบ “EDUTAINMENT” หรือการเรียนรู้     ควบคู่ความสนุกผ่าน 3 ห้องนิทรรศการหลัก ได้แก่นิทรรศการห้องที่1: Our Ways, Our Thai สัมผัสวิถีความเป็นไทย เอกลักษณ์ความงดงามของธรรมชาติ และวัฒนธรรม ควบคู่กับการพัฒนาด้านพลังงานทดแทนในรูปแบบ Live Exhibition, นิทรรศการห้องที่ 2 : Farming the Future Energy ห้องสรุปเรื่องราวแนวคิดของ Thailand Pavilion ในรูปแบบ 3D Theater และถือเป็นไฮไลท์สำคัญบอกเล่าเรื่องราวในห้องทดลองสุดมหัศจรรย์ และการกำเนิดของพลังงานแห่งอนาคต‘พลัง’ข้าวโพดน้อยในรูปแบบหุ่นยนต์ Animatronic เคลื่อนไหวเสมือนจริงและนิทรรศการห้องที่ 3 : Energy Creation Lab พบกับพลังงานชีวภาพ และชีวมวลจากพืชพลังงานทั้งหมด 9 ชนิด ประกอบด้วย อ้อย ยูคาลิปตัส ยางพารา หญ้าเนเปียร์ ข้าว ข้าวโพด มูลสัตว์       ของเสีย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ในรูปแบบ Interactive Exhibition

    ส่วนการจัดแสดงชั้นที่ 2 เป็นพื้นที่รับรองแขกพิเศษ  ร้านค้าอาหารไทย กาแฟ และพื้นที่สำหรับการจัด Business Matching และ Investment Clinic และการสาธิตการนวดแผนไทย ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้ยังได้คัดเลือกตัวแทนอาสาสมัครโครงการ Thailand Pavilion Ambassador 2017 จำนวน 10 คน เพื่อเป็นเสมือนทูตเยาวชนที่จะประสานความสัมพันธ์อันดีระหว่างทั้ง 2 ประเทศอีกด้วย

    สำหรับความคืบหน้าการก่อสร้าง “อาคารศาลาไทย” ขณะนี้อาคารศาลาไทยเสร็จสมบูรณ์ไปกว่า 90% โดยเฉพาะงานโครงสร้างเหลือเพียงงานตกแต่งเท่านั้น มั่นใจว่าประเทศไทยจะเป็น 1 ใน 10 ประเทศที่สามารถเข้าพื้นที่และดำเนินการก่อสร้างเสร็จก่อนกำหนด โดยอาคารศาลาไทยจะเปิดทดลองระบบทั้งหมดได้ภายในต้นเดือนมิถุนายนนี้ และพร้อมที่จะประกาศศักยภาพบนเวทีระดับโลกอย่างเป็นทางการในวันที่   10 มิถุนายน 2560

    ขณะที่การประชาสัมพันธ์อาคารศาลาไทยในสาธารณรัฐคาซัคสถานถือว่าได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี โดยใช้กลยุทธ์การนำเสนอที่ผสมผสานเน้นสร้างการรับรู้และความประทับใจในอาคารศาลาไทยอาทิ การโรดโชว์และประชาสัมพันธ์การจัดงานด้วยเทคนิค VR 360 Thailand Pavilion พร้อมด้วยมาสคอต“น้องพลัง”       เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมกับชาวคาซัคสถานไปยังสถานที่สำคัญต่างๆ ตั้งแต่ก่อนเริ่มงานในเมืองอัสมาตี  และเมืองอัสตานาอย่างต่อเนื่อง

    มาสคอต“น้องพลัง”เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมกับชาวคาซัคสถาน ในงานAstana Expo2017

Date : 19 / 05 / 2017