กิจกรรมทั้งหมด

Date : 14 / 09 / 2017

  • Date : 14 / 09 / 2017
    ปตท. เปิดวังจันทร์วัลเล่ย์รับนักลงทุนญี่ปุ่น ดึงร่วมพัฒนาเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก

    ปตท. ต้อนรับนักลงทุนญี่ปุ่นเข้าเยี่ยมชมวังจันทร์วัลเล่ย์ จ.ระยอง แสดงศักยภาพพื้นที่ หวังดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ เพื่อพัฒนาเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ตามนโยบายสู่ไทยแลนด์ 4.0

    นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้พบกับ H.E. Mr. Hiroshige Seko รัฐมนตรีเศรษฐกิจ การค้า อุตสาหกรรมของประเทศญี่ปุ่น และคณะ เมื่อวันที่ 12 ก.ย. 2560 ที่ผ่านมา เพื่อร่วมหารือเกี่ยวกับการนำนักธุรกิจญี่ปุ่นมาร่วมลงทุนในพื้นที่เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก และวานนี้ (13 ก.ย.) คณะนักลงทุนจากบริษัทชั้นนำจากประเทศญี่ปุ่น ได้เดินทางไปเยี่ยมชมพื้นที่วังจัทร์วัลเล่ย์ จ.ระยอง ซึ่งปตท. และกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกันพัฒนาให้เป็นเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor of Innovation : EECi) ส่งเสริมการบูรณาการงานวิจัยและนวัตกรรมระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันวิจัย และสถาบันการศึกษาทั้งในและต่างประเทศ ตามกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ที่มุ่งหวังนำประเทศไทยไปสู่การเป็นประเทศแห่งนวัตกรรม ควบคู่ไปกับการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันภาคอุตสาหกรรมและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน

    “การเดินทางมาเยือนพื้นที่เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกหรือ EECi ของคณะนักลงทุนชาวญี่ปุ่นในครั้งนี้ สะท้อนถึงศักยภาพและโอกาสทางการค้าและการลงทุนในประเทศไทย ซึ่ง ปตท. ในฐานะบริษัทพลังงานแห่งชาติและรัฐวิสาหกิจที่ดำเนินงานเพื่อความมั่นคงของชาติ พร้อมให้การสนับสนุนนโยบายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของรัฐบาล เพื่อสร้างให้เกิดการเชื่อมโยงทางธุรกิจระหว่างประเทศไทยและญี่ปุ่น พัฒนาและผลักดันให้เป็นพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ ศูนย์กลางการค้า การลงทุน รวมถึงเป็นแหล่งระดมพลังสมองของประเทศ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลอดจนนำไปสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนในอนาคต ตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ต่อไป” นายเทวินทร์ กล่าว

    ปตท. ได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานบนพื้นที่ 3,434 ไร่ ณ วังจันทร์วัลเล่ย์ ตำบลป่ายุบใน อำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง ให้เอื้อต่อการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม มุ่งเน้นการสร้างเครือข่ายงานวิจัยและพัฒนานวัตกรรมครบวงจร พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ระดับภูมิภาคและระดับประเทศ รองรับการขยายผลงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์ ตลอดจนพัฒนาบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อรองรับการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมไทยสู่การขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม โดยมีกลุ่มเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมเป้าหมายประกอบด้วย ศูนย์กลางการวิจัยและนวัตกรรมด้านระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และระบบอัจฉริยะ (ARIPOLIS) ศูนย์กลางการวิจัยและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชีวภาพ (BIOPOLIS) และ ศูนย์กลางและฐานรังสรรค์นวัตกรรมจากเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (SPACE KRENOVAPOLIS)

    ทั้งนี้ ในพื้นที่วังจันทร์วัลเล่ย์ได้มีการจัดตั้งสถาบันการศึกษาที่เน้นการพัฒนาทักษะเยาวชนในด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ซึ่งกำลังสร้างชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในระดับสากล ได้แก่ โรงเรียนกำเนิดวิทย์ และ สถาบันวิทยสิริเมธี โดยมีนายไพรินทร์ ชูโชติถาวร ดำรงตำแหน่งนายกสภาสถาบันวิทยสิริเมธีและประธานกรรมการบริหารโรงเรียนกําเนิดวิทย์ ซึ่งนายไพรินทร์ พร้อมคณะผู้บริหาร ปตท. ได้มาร่วมให้การต้อนรับคณะนักลงทุนญี่ปุ่นในครั้งนี้ด้วย

  • Date : 14 / 09 / 2017
    ปตท. - กสิกรไทย เปิดตัว PTT Blue Credit Card

    นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจน้ำมัน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และนายพัชร สมะลาภา รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย ร่วมเปิดตัว PTT Blue Credit Card เพื่อให้สิทธิประโยชน์พิเศษตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ด้วยบัตรใบเดียว ทั้งการใช้จ่าย การสะสมคะแนน ทั้ง Blue Point และ KBank Reward Point ตลอดจนการแลกคะแนนเพื่อใช้แทนเงินสดในการเติมน้ำมันเชื้อเพลิงที่สถานีบริการน้ำมัน ปตท. รวมทั้งใช้และแลกซื้อสินค้าและบริการจากธุรกิจเสริมของ ปตท.

Date : 13 / 09 / 2017

  • Date : 13 / 09 / 2017
    เอสซีไอ อีโค่ เซอร์วิสเซส ได้รับการรับรองGreen Industry Level 4เป็นรายเดียวในกลุ่มบริษัท106
    เอสซีไอ อีโค่ เซอร์วิสเซส จำกัด  ผู้นำธุรกิจโรงงานรีไซเคิลกากของเสียขนิดของเหลวและของแข็ง เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงทดแทน และวัตถุดิบทดแทนในเตาเผาอุตสาหกรรม ได้รับการรับรอง Green Industry Level 4  เป็นรายเดียวในกลุ่มบริษัท106 ที่ได้การรับรองมาตรฐานดังกล่าวอย่างครบวงจร และถือเป็นการบุกเบิกเพื่อให้อุตสาหกรรมรีไซเคิล เข้าสู่มาตรฐานวัฒนธรรมสีเขียว (Green Culture) ที่สูงกว่ามาตรฐานขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนด 
     
    เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2560 ที่ผ่านมา บริษัท เอสซีไอ อีโค่ เซอร์วิสเซส จำกัด  ซึ่งทำธุรกิจโรงงานรีไซเคิลกากของเสียขนิดของเหลวและของแข็ง เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงทดแทน และวัตถุดิบทดแทนในเตาเผาอุตสาหกรรม ได้รับการรับรอง Green Industry Level 4 จากกระทรวงอุตสาหกรรมเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2560 ที่ผ่านมา โดยมีนายธีระพล ติรวศิน กรรมการผู้จัดการ และ นายวิโรจน์ อุดมสุขธรรม ผู้จัดการส่วนการพัฒนาอย่างยั่งยืน เป็นผู้แทนรับมอบรางวัล จากนาย สมชาย หาญหิรัญ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และมี นาย มงคล พฤกษ์วัฒนา อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรมและคณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงอุตสาหกรรม เข้าร่วมในพิธี
     
    ทั้งนี้ บริษัท เอสซีไอ อีโค่ เซอร์วิสเซส จำกัด เป็นกลุ่มบริษัทในบัญชีรายชื่อลำดับ 106 (ประเภทหรือชนิดของโรงงาน โรงงานประกอบกิจการเกี่ยวกับการนำผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่ไม่ใช้แล้วหรือของเสียจากโรงงานมาผลิตเป็นวัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์ใหม่ เงื่อนไขโรงงานที่มีกำลังการผลิตตั้งแต่ 50 ตันต่อวันขึ้นไป ) เพียงรายเดียวที่ได้การรับรองมาตรฐานดังกล่าวอย่างครบวงจร   โดยการได้รับการรับรองมาตรฐาน Green Industry Level 4 ในครั้งนี้ ถือเป็นการบุกเบิกเพื่อให้อุตสาหกรรมรีไซเคิล เข้าสู่มาตรฐานวัฒนธรรมสีเขียว (Green Culture) ที่สูงกว่ามาตรฐานขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนด ซึ่งเป็นมาตรฐานสำคัญที่จะทำให้ความเชื่อมั่นในการดำเนินอุตสาหกรรมต่างๆในประเทศไทยได้รับการสนับสนุนให้ดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืนมากยิ่งขึ้น
     
    สำหรับบริษัทเอสซีไอ อีโค่ เซอร์วิสเซส จำกัด นั้นถือเป็นผู้ให้บริการรับกำจัดบำบัดกากของเสีย โดยนำกลับมาแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงทดแทน และวัตถุดิบทดแทน เพื่อให้สามารถใช้ได้อย่างปลอดภัยในเตาเผาอุตสาหกรรม ซึ่งตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่ผลิต ได้คือ เชื้อเพลิงทดแทนชนิดเหลว  เชื้อเพลิงแข็งทดแทน (RDF) และวัตถุดิบทดแทนวัสดุธรรมชาติเป็นต้น นอกจากนี้ยังเป็นผู้ให้บริการตรวจวิเคราะห์สิ่งแวดล้อมและสอบเทียบเครื่องมือวัดที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO17025 
     
    ที่ผ่านมา บริษัท เอสซีไอ อีโค่ เซอร์วิสเซส จำกัด ถือเป็นผู้ให้บริการ รายแรกๆที่ได้รับการรับรอง เหรียญทองจากโครงการยกระดับของกรมโรงงานอุตสาหกรรมหลายปีต่อเนื่องมาก่อนหน้านี้

Date : 12 / 09 / 2017

  • Date : 12 / 09 / 2017
    IRPC จับมือ สวพ. FM 91 สานโครงการ GIVE NEVER STOP มอบอุปกรณ์ช่วยชีวิตแก่ผู้ยากไร้

    IRPC ร่วมกับสถานีวิทยุ สวพ.FM91 เปิดตัวโครงการ “GIVE NEVER STOP มอบอุปกรณ์ช่วยชีวิต” เพื่อเป็นสื่อกลางช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสทางสังคม เปิดรับบริจาคอุปกรณ์ช่วยชีวิตตลอด 24 ชั่วโมง

    นายสุกฤตย์ สุรบถโสภณ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) (IRPC) กล่าวว่า IRPC ร่วมกับสถานีวิทยุสวพ.FM91 เปิดตัวโครงการ  “GIVE NEVER STOP มอบอุปกรณ์ช่วยชีวิต” เพื่อเป็นสื่อกลางในการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสทางสังคม เนื่องจากทราบว่ายังมีผู้ที่ขาดแคลน และต้องการอุปกรณ์ทางการแพทย์หรืออุปกรณ์ช่วยชีวิตอีกเป็นจำนวนมาก เช่น ถังออกซิเจน รถเข็นผู้ป่วย เตียงผู้ป่วย และเครื่องพ่นละอองยา เป็นต้น เพื่อช่วยให้ผู้ยากไร้และผู้ด้อยโอกาสทางสังคมสามารถดำรงชีวิตได้อย่างปกติสุขและมีคุณภาพมากขึ้น  

    ดร.ไจตนย์  ศรีวังพล  รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สถานีวิทยุ สวพ.FM91 กล่าวว่า รายการข่าวจราจร สวพ.FM91 ได้ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการช่วยเหลือและส่งมอบความช่วยเหลือต่างๆ แก่ผู้ด้อยโอกาสและผู้ยากไร้ในสังคมมาโดยตลอด โดยออกอากาศทั้งหน้าไมค์พร้อมให้ข้อมูลหลังไมค์ ซึ่งในแต่ละวันจะมีผู้ฟังที่มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคสิ่งของช่วยเหลือ ผ่านทางหมายเลขโทรฟรี 1644  ดังนั้น สวพ.FM91 และ IRPC จึงได้ร่วมกันอาสาเป็นสื่อกลางระหว่างผู้ให้และผู้รับ กับโครงการ “GIVE NEVER STOP มอบอุปกรณ์ช่วยชีวิต” โดยได้เปิดรับบริจาคอุปกรณ์ช่วยชีวิต ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านทางหมายเลขโทรฟรี 1644 / TWITTER  @FM91TRAFFICPRO และ FACEBOOK  FANPAGE  FM91TRAFFICPRO

    นอกจากนั้น พนักงานจิตอาสา IRPC ยังร่วมกันจัดตั้งโครงการ “One coin, One chance หนึ่งเหรียญ หนึ่งโอกาส” เพื่อเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการระดมทุน โดยได้เชิญชวนให้พนักงาน IRPC และประชาชนทั่วไปได้ร่วมกันบริจาคเงิน แม้เพียงเหรียญเดียวก็สามารถนำไปสร้างโอกาสให้กับผู้ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์  ทั้งในเรื่องการดูแลรักษาผู้ป่วย คนชรา หรือมอบให้เด็กๆ ที่ขาดแคลนอาหารที่มีประโยชน์ 

    ทั้งนี้ IRPC มีการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายเพื่อช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น อาทิ โครงการขาเทียม โดย IRPC บริจาคเม็ดพลาสติกให้กับมูลนิธิขาเทียมในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตขาเทียม และล่าสุด IRPC ร่วมกับสถาบันสิรินธรเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์แห่งชาติ และมหาวิทยาลัยศรีปทุม IRPC จะเป็นผู้สนับสนุนเม็ดพลาสติกชนิด UHMWPE (Ultra High Molecular Weight Polyethylene) ที่สามารถนำไปผลิตทดแทนชิ้นส่วนเดิมของหุ่นยนต์ช่วยเดินได้ ช่วยลดน้ำหนักหุ่นยนต์เหลือ 15 กิโลกรัม จากต้นแบบอยู่ที่ 25 กิโลกรัม เพื่อต่อยอดสู่การผลิตในเชิงอุตสาหกรรม สร้างโอกาสให้แก่ผู้พิการได้ใช้ประโยชน์อย่างทั่วถึง

  • Date : 12 / 09 / 2017
    กลุ่มปตท.เดินหน้าCGในองค์กร คงนโยบายงดรับของขวัญทุกเทศกาล
    กลุ่ม ปตท.ขยายผลCG ในองค์กรอย่าง เป็นรูปธรรม เดินหน้านโยบายงดรับของขวัญ(No Gift Policy)ทุกเทศกาล  ชูแนวคิด “CG in DNA : Together We Can” ปลูกฝังจิตสำนึกพนักงานมุ่งปฏิบัติงานด้วยคุณธรรม จริยธรรม โปร่งใสในระดับ DNA 
     
    ในงาน PTT Group CG Day 2017: CG in DNA : Together We Can ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่9 เมื่อวันที่ 11ก.ย.2560 ที่เอ็นเนอยี คอมเพล็กซ์ ผู้บริหารระดับสูงของกลุ่มปตท. ทั้ง6คน ประกอบด้วยนายเทวินทร์ วงศ์วานิช ซีอีโอ ปตท.,นายสมพร ว่องวุฒิพรชัย ซีอีโอ ปตท.สผ. นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ ซีอีโอ พีทีทีจีซี ,นายอธิคม เติบศิริ ซีอีโอไทยออยล์ ,นายสุกฤตย์ สุรบถโสภณ ซีอีโอ ไออาร์พีซี  และนายเติมชัย บุนนาค ซีอีโอ จีพีเอสซี  ได้ขึ้นเวทีกล่าวปฎิญาณตนร่วมกับพนักงาน ในการ  ปฏิบัติงานด้วยคุณธรรม จริยธรรม และความโปร่งใส  โดยมีศาสตราจารย์พิเศษ วิชา มหาคุณ ประธานกรรมการมูลนิธิต่อต้านการทุจริต ร่วมเป็นสักขีพยาน 
     
    โดยหลักCG (Corporate Governance)หรือหลักในการกำกับดูแลกิจการที่ดีของกลุ่มปตท. มี6ประการที่นำมาใช้ในการปฎิบัติงาน ได้แก่ 1 Creation of long term value คือการมีวิสัยทัศน์ในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับองค์กรในระยะยาว  2.Responibility คือความรับผิดชอบต่อการปฎิบัติหน้าที่ด้วยขีดความสามารถและประสิทธิภาพที่เพียงพอ 3.Equitable Treatment คือการปฎิบัติต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างเท่าเทียมกัน  มีความเป็นธรรมและมีคำอธิบาย 4.Accountability คือความรับผิดชอบต่อการตัดสินใจและการกระทำของตนเอง สามารถชี้แจงและอธิบายการตัดสินใจนั้นได้5.Transparency คือความโปร่งใสในการดำเนินงานที่สามารถตรวจสอบได้ และมีการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสแก่ผู้เกี่ยวข้อง และ6.Ethics คือ การมีจริยธรรมและจรรยาบรรณในการดำเนินธุรกิจ
     
    หนึ่งในตัวอย่างภายใต้หลักCGของกลุ่มปตท.ที่นำมาใช้ปฎิบัติให้เห็นเป็นรูปธรรมในทั้ง6 บริษัทคือ นโยบายงดรับของขวัญ(No Gift Policy)ทุกเทศกาล  ที่ถูกนำมาใช้แล้วตั้งแต่2ปีที่ผ่านมาและยังคงมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในแนวปฎิบัติของบุคลากรกลุ่มปตท. เมื่อมีบุคคลภายนอกนำของขวัญหรือกระเช้าของขวัญตามเทศกาลมาให้  จะต้องแจ้งของความร่วมมือไปยังบุคคลดังกล่าวไม่ให้นำของขวัญมามอบให้   โดยแจ้งให้ทราบถึงนโยบายงดรับของขวัญขององค์กร และขอให้นำของขวัญนั้นกลับ  อย่างไรก็ตามในกรณีที่ผู้มอบไม่สะดวกที่จะนำของขวัญนั้นกลับ  บุคลากรของกลุ่มปตท.จะต้องแจ้งกับผู้มอบว่า ของขวัญดังกล่าว จะถุกรวบรวมไปบริจาคเพื่อการกุศลหรือสาธารณประโยชน์
     
    นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ซีอีโอ ปตท กล่าวว่า การประกาศนโยบายงดรับของขัญ ในทุกเทศกาล เพื่อแสดงถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจภายใต้หลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี  มีจรรยาบรรณ โปร่งใส และไม่ยอมรับการคอร์รัปชันทุกรูปแบบ รวมทั้งเป็นการสร้างมาตรฐานที่ดีในการปฎิบัติงาน ซึ่งในช่วงเทคกาลปีใหม่ ที่ผ่านมา หลายคนอาจจะเห็นรถขนกระเช้าของขวัญ ไปบริจาคเพื่อการกุศล เพราะคู่ค้าของกลุ่มปตท.คงยังไม่ทราบว่า   ทุกบริษัทในกลุ่มปตท.นั้นมีนโยบายงดรับของขวัญ และบุคลากรภายในองค์กร ให้ความร่วมมือในการปฎิบัติตามนโยบายนี้ ด้วยดี  แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะยากในการปฎิเสธกับผู้มอบของขวัญในช่วงแรกๆ เพราะในช่วงเทศกาลสำคัญนั้นถือเป็นโอกาสที่จะได้มอบของขวัญให้แก่กัน    แต่กลุ่มปตท.ก็ยังยืนยันที่จะเดินหน้านโยบายนี้ ต่อไป 
     
    นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ ซีอีโอ พีทีทีจีซี  กล่าวว่า ในการดำเนินธุรกิจภายใต้หลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี  ผู้บริหารจะต้องเป็นต้นแบบที่ดี ให้กับคนในองค์กร  พนักงานจึงจะมองเห็นว่าเรื่องของCG นั้นไม่ใช่เรื่องที่ไกลตัว  โดยการจะดำเนินธุรกิจให้ได้ทั้งกำไรและมีธรรมาภิบาล เป็นเรื่องที่จะต้องใช้ความอดทน ในการสร้างความไว้วางใจให้กับคู่ค้าและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับองค์กร   ต้องมีการสนับสนุนคนดีคนเก่ง และก็ต้องลงโทษคนที่ทำไม่ดีไม่ชอบด้วย  คนในองค์กรจึงจะเห็นคุณค่าในเรื่องของCG 
     
    นายอธิคม เติบศิริ ซีอีโอไทยออยล์  กล่าวว่า เรื่องของCG นอกจากบุคลากรภายในองค์กรจะยึดปฎิบัติแล้ว จำเป็นจะต้องขยายผลไปยังคู่ค้าด้วยจึงจะเกิดimpact และจะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม 
     
  • Date : 12 / 09 / 2017
    ผู้บริหารกลุ่มปตท.นำพนักงานปลูกดาวเรือง99,999ต้น แทนดวงใจถวายพ่อหลวง
    ผู้บริหารกลุ่ม ปตท.นำพนักงาน ปลูกดาวเรือง 99,999 ต้น เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่ในหลวงรัชกาลที่ 9  ให้เบ่งบานพร้อมกันทั่วประเทศในช่วงเดือนตุลาคม
     
    นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช  ผู้บริหาร และพนักงานกลุ่ม ปตท. รวมพลังแสดงออกถึงความจงรักภักดีผ่านกิจกรรม “กลุ่ม ปตท. ปลูกดาวเรืองแทนดวงใจ ถวายพ่อหลวง” ดำเนินการปลูกต้นดาวเรือง และประดับเป็นอักษรเลข “๙” ณ พื้นที่หน้าอาคาร ปตท. และบริเวณต้นประดู่ป่าที่ได้รับพระราชทานจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9
     
    สำหรับต้นดาวเรืองนั้น เป็นพันธุ์ไม้มงคลที่มีดอกสีเหลือง ซึ่งตรงกับสีประจำวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เป็นดอกไม้ที่ปลูกง่าย โตเร็ว และทนทาน เป็นไม้ล้มลุกทรงพุ่ม มีความสูงตั้งแต่ 30–60 ซม. ใบมีลักษณะเป็นใบประกอบเหมือนขนนก ออกตรงข้ามกัน ใบย่อยรูปรีหรือรูปหอกแกมขอบขนาน โคนใบสอบ ปลายใบแหลม ออกดอกเป็นดอกเดี่ยวกระจุกอยู่ปลายยอด สีเหลืองหรือสีส้ม กลีบดอกวงนอกมีลักษณะเป็นรูปรางน้ำ โคนดอกเป็นหลอดเล็ก ปลายดอกเป็นรอยหยัก กลิ่นหอมฉุน ทั้งนี้ การปลูกกล้าดาวเรืองในวันนี้ เพื่อให้สามารถออกดอกบานสะพรั่งในช่วงวันพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพในเดือนตุลาคม
     
    ทั้งนี้กลุ่ม ปตท. มีกำหนดปลูกต้นดาวเรือง ให้ครบจำนวน 99,999 ต้น โดยได้เตรียมสถานที่ปลูกเอาไว้ในหลายพื้นที่ของกลุ่ม ปตท. อาทิ พื้นที่บริเวณหน้าอาคารสำนักงานใหญ่ ปตท. พื้นที่วังจันทร์วัลเลย์ จ.ระยอง พื้นที่ศูนย์เรียนรู้ป่าวังจันทร์ จ.ระยอง และพื้นที่ศูนย์เรียนรู้ป่าในกรุง (สุขาภิบาล2) เป็นต้น
     
    ก่อนหน้านี้ผู้บริหารและพนักงานกลุ่ม ปตท. ได้ดำเนินกิจกรรมเพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ และแสดงออกซึ่งความอาลัยแด่พ่อหลวงมาโดยตลอด อาทิ การเชิญชวน     จิตอาสาร่วมกิจกรรม “ดอกไม้จันทน์ ดอกไม้ใจ ถวายพ่อหลวง” ร่วมใจกันประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์และติดธูปเทียนที่ดอกไม้จันทน์ เพื่อรวบรวมส่งมอบให้กับสำนักพระราชวัง และกรุงเทพมหานคร สำหรับใช้ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นต้น

Date : 11 / 09 / 2017

  • Date : 11 / 09 / 2017
    กลุ่มปตท.มอบเงินอัดฉีดอีก10ล้านบาทฉลองชัยนักกีฬาซีเกมส์2017
    กลุ่ม ปตท. มอบเงินอัดฉีดอีก10ล้านบาท ฉลองชัย ทัพนักกีฬาไทย ซีเกมส์ 2017 #PrideOfThailand  โดยผลงานของนักกีฬาที่ทางกลุ่มสนับสนุน สามารถคว้าเหรียญรางวัลมาได้14 เหรียญทอง  20  เหรียญเงินและ 17 เหรียญทองแดง  
     
    เมื่อวันที่11 กันยายน 2560  ที่ห้อง BCC Hall  โรงแรมเซ็นทรัลลาดพร้าว นายเทวินทร์  วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่  บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)  (ปตท.)  เป็นประธานในงาน “กลุ่ม ปตท. ฉลองชัย ทัพนักกีฬาไทย ซีเกมส์ 2017 #PrideOfThailand” เพื่อเลี้ยงฉลองความสำเร็จให้กับนักกีฬา และผู้บริหารสมาคมกีฬาที่กลุ่ม ปตท. สนับสนุน ในการเข้าร่วมแข่งขันกีฬาซีเกมส์ 2017  ณ ประเทศมาเลเซีย  ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จ สามารถคว้าเหรียญรางวัลมาได้14 เหรียญทอง  20  เหรียญเงินและ 17 เหรียญทองแดง  โดย ผู้บริหารปตท.ได้พร้อมมอบเงินอัดฉีดอีกจำนวน 10,920,000 บาท  แบ่งเป็น  เหรียญทอง เหรียญละ 100,000 บาท  เหรียญเงิน เหรียญละ 50,000 บาท  และเหรียญทองแดง เหรียญละ 30,000 บาท   โดยยังได้มอบเงินรางวัลให้กับนักกีฬาที่ไม่ได้รับเหรียญและเจ้าหน้าที่ผู้ฝึกสอน สมาคมฯ ละ 100,000 บาท
     
    โดย สมาคมกีฬาเทนนิสฯ 4 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน 3 เหรียญทองแดง  ได้รับเงินอัดฉีดรวม1,100,000 บาท
    สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย (ฟุตซอล) 2 เหรียญทอง รวมเป็นเงิน 3,100,000 บาท
    สมาคมกีฬาว่ายน้ำแห่งประเทศไทยฯ  3 เหรียญทอง  11 เหรียญเงิน 9 เหรียญทองแดง รวมเป็นเงิน  3,150,000 บาท
    สมาคมฮอกกี้แห่งประเทศไทย 1 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน รวมเป็นเงิน 2,200,000 บาท
    สมาคมกีฬาแข่งเรือใบแห่งประเทศไทยฯ 4 เหรียญทอง 6 เหรียญเงิน 4 เหรียญทองแดง  1,310,000 บาท
    สนับสนุนนักกีฬาขี่ม้ากระโดดข้ามเครื่องกีดขวางนางสาวเสียงซอ และนางสาวสายลับ เลิศรัตนชัย 1 เหรียญทองแดง รวมเป็นเงิน 60,000 บาท
     
    นายเทวินทร์ กล่าวว่า  กลุ่ม ปตท.  ขอร่วมแสดงความยินดีกับนักกีฬาที่คว้าเหรียญจากการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ 2017   พร้อมกับนักกีฬาไทยทุกคน ที่ได้ทุ่มเทเก็บตัวฝึกซ้อม และเป็นตัวแทนไปแข่งขันและสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ  ทุกสมาคมกีฬาและนักกีฬาที่กลุ่ม ปตท. ให้การสนับสนุนเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ 2017 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ที่ผ่านมา ได้สร้างผลงานเป็นที่น่าพอใจ  โดยกลุ่ม ปตท. ขอชื่นชมตัวแทนนักกีฬาทุกท่านที่ได้ทำหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ ถึงแม้นักกีฬาบางคนจะไม่ได้เหรียญรางวัล  แต่เชื่อว่าทุกคนได้สู้เต็มที่เพื่อประเทศชาติและคนไทย  จึงขอให้ทุกคนมุ่งมั่นฝึกซ้อม เพื่อความพร้อมในการแข่งขันเอเชี่ยนเกมส์ที่จะมีขึ้นในปี 2018 ณ ประเทศอินโดนีเซีย
     
  • Date : 11 / 09 / 2017
    กฟผ. คว้ารางวัล องค์กรวัฒนธรรมสีเขียว เป็นปีที่ 3

    กฟผ. คว้า 14 รางวัลอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry) ระดับ 4 (องค์กรวัฒนธรรมสีเขียว) จากกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ประจำปี 2560 เป็นปีที่ 3 จากการดำเนินกิจการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีความรับผิดชอบต่อสังคม และอยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างยั่งยืน

    นายสมชาย หาญหิรัญ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานในพิธีมอบใบรับรองอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry) ประจำปี 2560 จัดโดยกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) สามารถคว้ารางวัลอุตสาหกรรมสีเขียว ระดับ 4 จำนวนทั้งสิ้น 14 รางวัล จาก 14 หน่วยงาน

    นายนิกูล ศิลาสุวรรณ รองผู้ว่าการผลิตไฟฟ้า กฟผ. เปิดเผยว่า กฟผ. มีความมุ่งมั่นในการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมมาโดยตลอด จนได้รับรางวัลอุตสาหกรรมสีเขียว ระดับ 4 หรือ การสร้างวัฒนธรรมสีเขียวในองค์การ ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 3 ที่ได้รับรางวัลดังกล่าว โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรมจะพิจารณาจากการดำเนินงานที่สนับสนุนให้พนักงานทุกคนปฏิบัติงานโดยตระหนักถึงความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในทุกด้านอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กร

    โดยรางวัลที่ได้รับทั้ง 14 รางวัล จาก 14 หน่วยงาน ได้แก่ โรงไฟฟ้าพระนครใต้, โรงไฟฟ้าบางปะกง, โรงไฟฟ้ากระบี่, โรงไฟฟ้าแม่เมาะ, โรงไฟฟ้าวังน้อย, โรงไฟฟ้าน้ำพอง, โรงไฟฟ้าเขื่อนแก่งกระจาน, โรงไฟฟ้าเขื่อนบางลาง, โรงไฟฟ้าเขื่อนอุบลรัตน์, โรงไฟฟ้าเขื่อนจุฬาภรณ์, โรงไฟฟ้าเขื่อนภูมิพล, โรงไฟฟ้าเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล, โรงไฟฟ้าเขื่อนสิรินธร และฝ่ายโรงงานและอะไหล่ ซึ่งแต่ละหน่วยงานได้ดำเนินภารกิจหลักในการผลิตไฟฟ้า ควบคู่ไปกับการดูแลและใส่ใจสิ่งแวดล้อม การดำเนินโครงการ CSR ต่าง ๆ อาทิ โครงการชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช อันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ พร้อมทั้งนำนวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมมาใช้ในกระบวนการผลิตและการบริหารจัดการของแต่ละหน่วยงาน ตลอดจนการให้ความสำคัญต่อการมีส่วนร่วมของชุมชมและสังคมอีกด้วย

    สำหรับโครงการอุตสาหกรรมสีเขียว จัดขึ้นโดยกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ตั้งแต่ปี 2554 เพื่อส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมให้มีการประกอบกิจการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีความรับผิดชอบต่อสังคม และสามารถดำเนินกิจการร่วมกับสังคมและชุมชนเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Green Network) โดยมีเกณฑ์การประเมินทั้งสิ้น 5 ระดับ ได้แก่ ระดับที่ 1 ความมุ่งมั่นสีเขียว ระดับที่ 2 กิจกรรมสีเขียว ระดับที่ 3 ระบบสีเขียว ระดับที่ 4 การสร้างวัฒนธรรมสีเขียว และระดับที่ 5 การสร้างเครือข่ายสีเขียว

    “กฟผ. เข้าร่วมโครงการอุตสาหกรรมสีเขียว ตั้งแต่ปี 2555 สามารถคว้ารางวัลอุตสาหกรรมสีเขียว ระดับ 4 แล้วกว่า 20 หน่วยงาน ได้แก่ โรงไฟฟ้าเขื่อนน้ำพุง ในปี 2555 โรงไฟฟ้าเขื่อนสิริกิติ์ โรงไฟฟ้าเขื่อนศรีนครินทร์ โรงไฟฟ้าเขื่อนวชิราลงกรณ โรงไฟฟ้าเขื่อนรัชชประภา และโรงไฟฟ้าเขื่อนท่าทุ่งนา ในปี 2558 และในปี 2560 อีก 14 หน่วยงาน กฟผ. จะคงความมุ่งมั่นรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม และจะดำเนินงานภายใต้วัฒนธรรมสีเขียว โดยการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มาใช้ในการผลิตไฟฟ้าเพื่อคนไทยต่อไป” นายนิกูลกล่าว