กิจกรรมทั้งหมด

Date : 23 / 06 / 2017

  • Date : 23 / 06 / 2017
    สนพ.ร่วมกับERIAจัดสัมมนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์โรงไฟฟ้าถ่านหินในอาเซียน

    สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) ร่วมกับ หน่วยงานพลังงาน ส่วนงานวิจัย สถาบันวิจัยทางเศรษฐกิจเพื่ออาเซียนและเอเซียตะวันออก (Economic Research  Institute for ASEAN and East Aisa: ERIA) จัดสัมมนาเพื่อสร้างการยอมรับที่ดีขึ้นของสังคมต่อระบบโครงสร้างพื้นฐานพลังงานไฟฟ้าโดยเฉพาะโรงไฟฟ้าถ่านหิน  วันที่ 26 มิถุนายน 2560 นี้

    งานเสวนาดังกล่าว จัดขึ้นในช่วง เวลา 08.30-13.30 น. ณ ห้องราชพฤกษ์ ชั้น M โรงแรม แกรนด์ เซ็นเตอร์ พอยต์ ราชดำริ กรุงเทพ โดยมี Mr. Shigeru Kumura,    ที่ปรึกษาพิเศษของผู้อำนวยการ กิจการด้าน พลังงาน  หน่วยงานพลังงาน ส่วนงานวิจัย สถาบันวิจัยทางเศรษฐกิจเพื่ออาเซียนและเอเซียตะวันออก (Economic Research  Institute for ASEAN and East Aisa: ERIA) เป็นผู้กล่าวเปิดงาน

    โดยไฮไลท์ของงานสัมมนาครั้งนี้ คือการบรรยาพิเศษจาก ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน  ในขณะที่ดร.ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผน จะบรรยายเกี่ยวกับนโยบายและบทบาทถ่านหินในประเทศไทย

     ในขณะที่ช่วงที่สอง จะเป็นการ  แลกเปลี่ยนประสบการณ์จากประเทศในอาเซียน ในประเด็นที่เกี่ยวกับ  การจัดการและควบคุมการปลดปล่อยสารพิษจากแผนพลังงานสะอาดได้อย่างไร,  ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจะสามารถเข้ามาเกี่ยวข้องได้อย่างไร รวมทั้ง  บทบาทจากหน่วยงานภาครัฐ  โดยมีผู้ร่วมเสนาและแลกเปลี่ยนความเห็น ประกอบด้วย

    - Dr. Eri Prabowo, ผู้อำนวยการส่วนปฎิบัติการที่ 1, PT. Indonesia Power,  ตัวแทนจากประเทศอินโดนีเซีย

     - Mr. Motohisa Sakurai, ผู้จัดการ สำนักวิศวกรรม กรมพัฒนาธุรกิจระหว่าง ประเทศ  Electric Power Development Co., Ltd. (J-POWER) ตัวแทนจาก ประเทศญี่ปุ่น

    - Mr .Edgardo Cruz, ประธาน, Philippine Coal Plant User's Group (PCPUG), ตัวแทนจาก ประเทศฟิลิปปินส์

     -  Mr. Vu Viet Dung, รองผู้อำนวยการ, ศูนย์วิศวกรรมพลังงานนิวเคลียร์และพลังงานความร้อน           Power Engineering Consulting Joint Stock Company 2 (PECC2) ตัวแทนจากประเทศเวียดนาม  

    และ  Mr. Ichiro Kutani, Sub-Leader of the Project, นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ผู้จัดการ  Global Energy Group1, ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ส่วนงานวิจัยด้านยุทธศาสตร์  สถาบันเศรษฐกิจพลังงานของประเทศญี่ปุ่น

    ดำเนินรายการโดย Dr.Yanfei Li นักเศรษฐศาสตร์ด้านพลังงาน หน่วยงานพลังงาน ส่วนงานวิจัย สถาบันวิจัยทางเศรษฐกิจเพื่ออาเซียนและเอเซียตะวันออก (ERIA)

    ทั้งนี้ผู้ที่สนใจงานสัมมนาดังกล่าว ติดต่อศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ติดต่อสอบถาม โทร.0-2612-1555 ต่อ 204-205  หรือดูข้อมูลตามรายละเอียดด้านล่าง

Date : 22 / 06 / 2017

  • Date : 22 / 06 / 2017
    กกพ.เตรียมเคาะค่าสำรองไฟฟ้า เล็งเก็บเฉพาะโซลาร์รูฟท็อปขนาดใหญ่

    กกพ.เตรียม.พิจารณาอัตราเรียกเก็บค่าสำรองไฟฟ้า (backup rate) ผู้ผลิตไฟฟ้าใช้เองและผู้ผลิตไฟฟ้าโซลาร์รูฟท็อป เบื้องต้นเจาะจงกลุ่มที่มีกำลังการผลิตสูงที่ back up ไฟฟ้าจำนวนมากก่อน ส่วนกลุ่มโซลาร์รูฟท็อปเสรีที่มีกำลังผลิตไม่มากจะยังไม่พิจารณา 

    นายวีระพล จิรประดิษฐ์ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) และในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า กกพ. อยู่ในระหว่างการพิจารณาคิดอัตราเรียกเก็บเงินจากผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (โซลาร์รูฟท็อป) เพื่อเป็นค่าแหล่งสำรองไฟฟ้า (backup rate) โดยเบื้องต้นกำหนดให้พิจารณาอัตราเก็บเงินเฉพาะในส่วนของผู้ผลิตไฟฟ้าใช้เองปริมาณมาก รวมถึงผู้ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปขนาดใหญ่ที่มีพฤติกรรมผลิตไฟฟ้าใช้เองได้เฉพาะบางช่วงเวลา เช่น โซลาร์รูฟท็อปที่ผลิตไฟฟ้าใช้เองได้ในช่วงกลางวัน ส่วนช่วงกลางคืนที่ผลิตไฟฟ้าไม่ได้ก็จะหันกลับมาใช้ไฟฟ้าจากสายส่งภาครัฐ

    ทั้งนี้ ผู้ที่ขออนุญาตใช้ back up ไฟฟ้าจำนวนมากจากภาครัฐดังกล่าว จำเป็นต้องถูกเรียกเก็บเงินเนื่องจากทำให้ยอดใช้ไฟฟ้าโดยรวมของประเทศหายไปจำนวนมากในช่วงเวลากลางวัน และกลับมาใช้ไฟฟ้าสูงมากในช่วงกลางคืน ซึ่งหากในอนาคตเกิดการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปมากขึ้น จะยิ่งทำให้ต้องมีการสร้างโรงไฟฟ้ามารองรับความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้นในตอนกลางคืนด้วย อย่างไรก็ตาม แม้ปัจจุบันสำรองไฟฟ้าของประเทศจะมีสูงถึงกว่า 30% ซึ่งสูงกว่าปกติที่เคยสำรอง 15% และยังไม่เกิดปัญหาขาดแคลนไฟฟ้า แต่ กกพ.ต้องเตรียมมาตรการเพื่อรองรับปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

    อย่างไรก็ตาม ในส่วนของกลุ่มผู้ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเสรีนั้น ขณะนี้ยังไม่มีการพิจารณาเรียกเก็บเงินแต่อย่างใด เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ติดตั้งผลิตไฟฟ้าในปริมาณไม่มาก และจะดำเนินการสำหรับกลุ่มที่ต้องใช้ back up จำนวนมากก่อน  

    “ปัจจุบันมีผู้ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปมากขึ้น และติดในปริมาณมาก เช่น ห้างสรรพสินค้าฟิวเจอร์ ที่ติดตั้งประมาณ 4 เมกะวัตต์ และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ติดตั้ง 7 เมกะวัตต์ และรายอื่นๆ ซึ่งปกติจะต้องมาขอให้การไฟฟ้า back up ไฟฟ้าให้ในช่วงกลางคืน ซึ่งกลุ่มนี้มีผลกระทบต่อการผลิตไฟฟ้าโดยรวมมาก ปัจจุบันมีผู้ผลิตไฟฟ้าใช้เองรวม 60-70 เมกะวัตต์ ในจำนวนนี้มีกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้าโซลาร์รูฟท็อปเสรีที่เข้าระบบอยู่เพียง 5 เมกะวัตต์ ซึ่งการดำเนินการเรียกเก็บค่า backup rate นี้เป็นมาตรการที่จะรองรับปัญหาในอนาคตที่จะเกิดขึ้น และปัจจุบันเริ่มเห็นได้จากยอดการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (พีค) ที่ระยะหลังไปเกิดในช่วงกลางคืนแทนแล้ว” 


    นายวีระพล กล่าวว่า ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณากำหนดว่าขนาดการผลิตติดตั้งเท่าใดจึงจะเข้าข่ายต้องถูกเรียกเก็บค่า backup rate รวมถึงกำลังพิจารณาอัตราจัดเก็บที่เหมาะสม

    อย่างไรก็ตาม ต่อมา สำนักงานกกพ. ได้ส่งข่าวชี้แจงสื่อมวลชน  ยืนยันอีกครั้งว่า  กกพ.ไม่มีนโยบายเรียกเก็บเงินค่าสำรองไฟฟ้า คนติด “โซลาร์รูฟท๊อปรายเล็ก” แต่ยอมรับว่า กำลังอยู่ระหว่างพิจารณาทบทวนอัตราค่าไฟฟ้า เพื่อรองรับลักษณะการผลิตและการใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงรูปแบบไป ให้เหมาะสมกับอุตสาหกรรมไฟฟ้าของประเทศในอนาคต

    โดยฝ่ายกลยุทธ์และสื่อสารองค์กร สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ได้จัดทำข่าวชี้แจง เรื่อง”กกพ. ยืนยันไม่มีนโยบายเรียกเก็บเงินค่าสำรองไฟฟ้า คนติด “โซลาร์รูฟท๊อปรายเล็ก” ส่งถึงสื่อมวลชน เมื่อวันที่23 มิ.ย.2560  ภายหลังจากที่เรื่องของการเรียกเก็บเงินค่าสำรองไฟฟ้ากับกลุ่มโซลาร์รูฟท็อป นั้น กลายเป็นประเด็นที่อยู่ในความสนใจและเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางในสื่อโซเชียลมีเดีย   โดยมีเนื้อหาของข่าว ดังนี้

    นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน ในฐานะโฆษก กกพ. กล่าวว่า  “กกพ. ไม่มีนโยบายเรียกเก็บค่าสำรองไฟฟ้า (Backup Rate) จากผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา หรือที่เรียกว่า “โซลาร์รูฟท๊อป” ประเภทใช้เองในบ้านอยู่อาศัย เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ติดตั้งผลิตไฟฟ้าใช้ในปริมาณไม่มาก

    แต่ประเภทกลุ่มโรงงาน มหาวิทยาลัย ห้างสรรพสินค้า ที่ติดตั้งโซลาร์รูฟท๊อปขนาดใหญ่ ได้มีเพิ่มมากขึ้น เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เองในปริมาณมาก เฉพาะบางช่วงเวลา ซึ่งจะผลิตใช้ในช่วงกลางวัน ส่วนกลางคืนที่ผลิตไฟฟ้าไม่ได้ก็จะต้องมาขอใช้ไฟฟ้าในช่วงกลางคืน ซึ่งในกลุ่มนี้หากในอนาคตเกิดการติดตั้งเพิ่มมากขึ้น อาจมีผลกระทบต่อระบบไฟฟ้ารวมและต้นทุนค่าไฟฟ้าของประเทศได้

    “ขณะนี้ ทาง กกพ. กำลังอยู่ระหว่างพิจารณาทบทวนอัตราค่าไฟฟ้า เพื่อรองรับลักษณะการผลิตและการใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงรูปแบบไป ให้เหมาะสมกับอุตสาหกรรมไฟฟ้าของประเทศในอนาคต” นายวีระพล กล่าวย้ำ

    อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยมีการสำรองไฟฟ้าสูงถึงกว่า 30% ซึ่งสูงกว่าปกติที่เคยสำรอง 15% และยังไม่เกิดปัญหาขาดแคลนไฟฟ้า ทั้งนี้ ข้อมูลปัจจุบันมีผู้ผลิตไฟฟ้าใช้เองรวม 60 - 70 เมกะวัตต์ ในจำนวนนี้มีกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้าโซลาร์รูฟท็อปเสรีที่เข้าระบบอยู่เพียง 5 เมกะวัตต์ ซึ่งการดำเนินการคิดอัตราไฟฟ้ารูปแบบใหม่นี้ เป็นมาตรการที่จะรองรับปัญหาในอนาคตที่จะเกิดขึ้น

Date : 21 / 06 / 2017

  • Date : 21 / 06 / 2017
    วพม.รุ่น4จัดเสวนาวิชาการครั้งแรก "หลุมดำ..พลังงานไทย"

    วพม.รุ่น4 จัดงานเสวนาวิชาการครั้งแรก ”หลุมดำ..พลังงานไทย” หวังสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง ต่อ สาธารณะเกี่ยวกับปัญหาและอุปสรรคต่อการดำเนินนโยบายด้านพลังงานของประเทศ

    ศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center –ENC) รายงานว่า งานเสวนาวิชาการ”หลุมดำ..พลังงานไทย” จะมีการจัดขึ้นในวันที่ 6ก.ค.2560  ที่ห้องSynergy Hall ชั้น6 อาคารซี ศูนย์เอนเนอยี คอมเพล็กซ์  ตั้งแต่เวลา9.00น.-13.30 น.โดยมีพล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในการกล่าวเปิดงาน และนายอารีศักดิ์  เสถียรภาพอยุทธ์ ประธานนักศึกษาหลักสูตรวิทยาการพลังงานสำหรับนักบริหารรุ่นใหม่(วพม.) รุ่นที่4 ซึ่งรับผิดชอบในการจัดงานเสวนาครั้งนี้ กล่าวรายงานถึงความเป็นมาและวัตถุประสงค์

    โดยไฮไลท์ ของงานเสวนาวิชาการครั้งนี้  จะมีการปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “ประเทศไทยกับEnergy 4.0” โดยพล.อ.ณัฐติพล กนกโชติ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน  และการเสวนาเรื่อง”หลุมดำ..พลังงานไทย”โดยวิทยากรที่มีความรู้และประสบการณ์ด้านพลังงาน และตัวแทนจากภาคอุตสาหกรรม นำโดย ดร.คุรุจิต นาครทรรพ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฎิรูปประเทศ ด้านพลังงาน และอดีตปลัดกระทรวงพลังงาน   นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ   ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์  นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์  และนายเจน  นำชัยศิริ  ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(สอท.)  ดำเนินรายการโดย นายอภิรักษ์ หาญพิชิตวณิชย์  

    ผู้ที่สนใจอยากจะเข้าร่วมงานเสวนาทางวิชาการครั้งนี้ สามารถสอบถามรายละเอียด และติดต่อสำรองที่นั่ง ได้ที่E-Mail nipatsin@pteplus.com หรือโทร 086-941-6788  นิพัฒน์สิน  ตามเงื่อนไขหลักเกณฑ์ที่ทาง วพม.รุ่น4 กำหนด

    สำหรับหลักสูตรด้านวิทยาการพลังงานสำหรับนักบริหารรุ่นใหม่ (วพม.) นั้นเป็นหลักสูตรสำคัญของทางสถาบันวิทยาการพลังงาน (วพน.) (Thailand Energy Academy – TEA) ซึ่งเปิดอบรมมาแล้ว 4 รุ่น  โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญ ที่จะสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง เกี่ยวกับความสำคัญของพลังงานต่อการดำเนินชีวิตและการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ เสริมสร้างศักยภาพในการวิเคราะห์ผลกระทบของธุรกิจพลังงานที่มีต่อเศรษฐกิจ สังคม ชุมชนวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ได้อย่างสร้างสรรค์ในเชิงองค์รวม เพื่อนำไปสู่การวางนโยบายด้านพลังงานและการประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสมและยั่งยืน รวมทั้งการสร้างเครือข่ายผู้นำในภาคส่วนต่างๆ ของสังคม เพื่อการแลกเปลี่ยนและเรียนรู้วิทยาการด้านพลังงาน

    ทั้งนี้ คุณสมบัติของผู้ที่เข้าอบรมในหลักสูตร วพม.แต่ละรุ่น  จะเป็นนักบริหารรุ่นใหม่ ระดับเทียบเท่าข้าราชการพลเรือนระดับชำนาญการ (ระดับ 6 และ 7)จากองค์กร ภาครัฐ เอกชน สื่อมวลชน นักวิชาการและประชาชน ที่มีอายุระหว่าง30-45ปี

    ปัจจุบันสถาบันวิทยาการพลังงาน (วพน.) มีหลักสูตรด้านวิทยาการพลังงานด้วยกัน3หลักสูตร ที่ได้รับความสนใจอย่างมากจากภาคส่วนต่างๆที่ต้องการส่งบุคคลากรเข้ามาร่วมอบรม ประกอบด้วยหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านวิทยาการพลังงาน(วพน.) ซึ่งเปิดอบรมไปแล้ว9รุ่น   ,หลักสูตรด้านวิทยาการพลังงานสำหรับนักบริหารรุ่นใหม่(วพม.) 4 รุ่น และหลักสูตรด้านวิทยาการพลังงานสำหรับนักศึกษา (วพศ.) ซึ่งเปิดอบรมไปแล้ว2 รุ่น 

Date : 20 / 06 / 2017

  • Date : 20 / 06 / 2017
    ปตท.และกองพลพัฒนาที่1ค่ายศรีสุริยวงศ์ ร่วมหนุนกิจกรรม"ค่ายตะบันน้ำใจ ตามรอยพ่อ"

    ปตท. - กองพลพัฒนาที่ 1 ร่วมสนับสนุนกิจกรรม “ค่ายตะบันน้ำใจ ตามรอยพ่อ”  ของ กลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้นและก๊าซธรรมชาติ 

    นายอนุรักษ์ สุทธศรี  ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติตะวันตก บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)  ให้การต้อนรับ  พันเอก ภัทราวุธ ทิพโกมุท รองผู้บังคับการ กรมพัฒนาที่ 1 กองพลพัฒนาที่ 1  ค่ายศรีสุริยวงศ์ จ.ราชบุรี  ซึ่งร่วมสนับสนุนกิจกรรม “ค่ายตะบันน้ำใจ ตามรอยพ่อ”  ของ กลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้นและก๊าซธรรมชาติ ปตท. โดยได้ร่วมกันติดตั้งเครื่องตะบันน้ำและก่อสร้างวางท่อส่งน้ำไปยังถังเก็บน้ำสำรองบนเนินเขาในพื้นที่ป่าของ อุทยานธรรมชาติวิทยา ตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี  นับเป็นพื้นที่แรกในการนำเครื่องตะบันน้ำมาใช้ส่งน้ำเพื่อฟื้นฟูและสร้างความชุ่มชื้นให้แก่ป่า 

  • Date : 20 / 06 / 2017
    เชฟรอน หนุนแผนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวโดยชุมชนของจังหวัดสุราษฎร์ธานี

    เชฟรอน หนุนแผนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวจังหวัดสุราษฎร์ธานี  โดยจับมือพันธมิตร เปิดเวทีเสวนา รับฟังความเห็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  เพื่อบูรณาการความร่วมมือ และการผลักดัน การท่องเที่ยวโดยชุมชนของจังหวัดสุราษฎร์ธานีให้มีศักยภาพและเป็นที่รู้จักในระดับสากล

    เวทีเสวนาประชาพิจารณ์แผนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวโดยชุมชนของจังหวัดสุราษฎร์ธานี (Surat Thani Community-Based Tourism Forum 2017) จัดขึ้นเมื่อวันที่20 มิ.ย. 2560  มี นายอวยชัย อินทร์นาค ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นประธานเปิดงาน  โดย บริษัท เชฟรอน ร่วมกับสถาบันคีนันแห่งเอเชีย และพันธมิตรประกอบด้วยสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬา จังหวัดสุราษฎร์ธานี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี และเครือข่ายท่องเที่ยวโดยชุมชนจังหวัดสุราษฎร์ธานี  ให้การสนับสนุน 
    ในเวทีเสวนาดังกล่าว มีการนำเสนอผลการดำเนินงานโครงการ “พัฒนาการท่องเที่ยวยั่งยืนในชุมชนชายฝั่ง  สุราษฎร์ธานี” โดยการสนับสนุนของบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ซึ่งดำเนินการพัฒนาศักยภาพในการจัดการท่องเที่ยวให้กับชุมชนชายฝั่งสุราษฎร์ธานี 10 แห่ง มาตั้งแต่ปี 2558   เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของสมาชิกในชุมชนอย่างยั่งยืน  รวมทั้งการนำเสนอ ร่างแผนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวโดยชุมชนจังหวัดสุราษฎร์ธานี  เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานภาครัฐ นักวิชาการ นักธุรกิจ และเอกชน รวมถึง 21 กลุ่มท่องเที่ยว  และรวบรวมจัดทำแผนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวโดยชุมชนของจังหวัดสุราษฎร์ธานีฉบับสมบูรณ์  ต่อไป

     
    นางหทัยรัตน์ อติชาติ ผู้จัดการฝ่ายนโยบายด้านรัฐกิจและกิจการสัมพันธ์ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด กล่าวว่า  เชฟรอนประเทศไทย ได้ร่วมกับพันธมิตรดำเนินโครงการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในจังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อพัฒนาทักษะในการบริหารจัดการท่องเที่ยวให้แก่สมาชิกชุมชนชายฝั่งสุราษฎร์ธานี อาทิ ความรู้ด้านการตลาด การตลาดออนไลน์ การบริหารราคา และการบริหารธุรกิจ เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจตลอดจนเสริมศักยภาพของชุมชนให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

    โดยได้ดำเนินการไปแล้ว 10 ชุมชน ได้แก่ กลุ่มท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ชุมชนคลองน้อย กลุ่มท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์บางใบไม้ กลุ่มชุมชนลีเล็ดนำเที่ยวเพื่อการอนุรักษ์ กลุ่มท่องเที่ยวชุมชนท่าฉาง กลุ่มท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์บ้านพุมเรียง กลุ่มท่องเที่ยวชุมชนเลม็ด กลุ่มท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ชุมชนบ้านนางกำ กลุ่มท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรมอำเภอไชยา กลุ่มท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์บึงขุนทะเล และกลุ่มท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์วิถีชีวิตบ้านบางโพธิ์ โดยตลอดสองปีที่ผ่านมา โครงการได้จัดกิจกรรมฝึกอบรม เวิร์คช้อป ศึกษาดูงาน รวมแล้ว 34 ครั้ง มีสมาชิกกลุ่มท่องเที่ยวชุมชนเข้าร่วมแล้ว 616 คน มีผู้ได้รับประโยชน์กว่า 3,000 คน มีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นร้อยละ 75 และเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างงานสร้างรายได้ให้ชุมชนเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 70

    “ภายหลังจากการจัดเวที เราเชื่อว่าโครงการนี้จะได้รับการขยายผลสู่ชุมชนที่เหลือในจังหวัด สุราษฎร์ธานี ด้วยความร่วมมือระหว่างชุมชนเองแบบพี่ช่วยน้อง และจากความพันธมิตรภาคส่วนต่างๆในสังคม ตามยุทธศาสตร์ที่เครือข่ายระดับจังหวัดได้ให้แนวทางไว้ เพื่อเสริมศักยภาพการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนในจังหวัดสุราษฎร์ธานีอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนต่อไป” นางหทัยรัตน์  กล่าว