กิจกรรมทั้งหมด

Date : 17 / 08 / 2017

  • Date : 17 / 08 / 2017
    รัฐมนตรีพลังงานลงพื้นที่ติดตามงาน20จังหวัดกลุ่มภาคกลางพร้อมร่วมกิจกรรมปลูกป่า
    รัฐมนตรีพลังงาน ลงพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี-นครปฐม เพื่อตรวจติดตามสถานการณ์พลังงานภาคกลาง เน้นย้ำให้บูรณการทำงานและรับมือภัยธรรมชาติ ป้องกันผลกระทบด้านพลังงานต่อประชาชน พร้อมร่วมกิจกรรมปลูกป่า “โครงการประชารัฐร่วมใจ  ปลูกต้นไม้ให้แผ่นดิน” ณ บริเวณเขื่อนศรีนครินทร์ ในพื้นที่ตำบลท่ากระดาน อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี และติดตามตัวอย่างโครงการส่งเสริมการลงทุนด้านอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทนด้วยเงินทุนหมุนเวียน (ESCO Revolving Fund) ปีงบประมาณ 2558 ของกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) 
     
    เมื่อวันที่17ส.ค.2560 พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน  พร้อมด้วย นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน คณะผู้บริหาร ระดับสูง และสื่อมวลชน ลงพื้นที่ จังหวัดกาญจนบุรี และนครปฐม  เพื่อติดตามสถานการณ์พลังงาน 20 จังหวัดในกลุ่มภาคกลาง พร้อมเยี่ยมชมศักยภาพการดำเนินงานโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ และร่วมกิจกรรมปลูกป่า “โครงการประชารัฐร่วมใจ  ปลูกต้นไม้ให้แผ่นดิน” ณ บริเวณเขื่อนศรีนครินทร์ ในพื้นที่ตำบลท่ากระดาน อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี
     
    โดยในการติดตามสถานการณ์พลังงานของภาคกลาง20 จังหวัดในกลุ่มภาคกลาง ได้แก่ เขตตรวจราชการที่ 1 คือ จังหวัดปทุมธานี สระบุรี พระนครศรีอยุธยา นนทบุรี เขตตรวจราชการที่ 2 คือ ลพบุรี ชัยนาท อ่างทอง สิงห์บุรี  เขตตรวจราชการที่ 4 คือ กาญจนบุรี นครปฐม สุพรรณบุรี ราชบุรี เขตตรวจราชการที่ 5 สมุทรสงคราม สมุทรสาคร เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และเขตตรวจราชการที่ 18  คือ พิจิตร กำแพงเพชร นครสวรรค์ และอุทัยธานี   พลเอกอนันตพร ได้ กำชับให้พลังงานจังหวัด และเจ้าหน้าที่กระทรวงพลังงานในพื้นที่ทุกคนให้ทำงานอย่างบูรณาการ ติดตามดูแลสถานการณ์พลังงานอย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ เช่น ภัยธรรมชาติ เหตุฉุกเฉิน เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบด้านพลังงานต่อประชาชนผู้บริโภค เนื่องจากพลังงานถือเป็นหนึ่งในกลไกลสำคัญในการขับเคลื่อนภาคเศรษฐกิจ และสังคมของประเทศ
     
    นอกจากนี้ได้เยี่ยมชมศักยภาพการดำเนินงานของเขื่อนศรีนครินทร์ และโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) พร้อมร่วมกิจกรรมปลูกป่า "โครงการประชารัฐร่วมใจ  ปลูกต้นไม้ให้แผ่นดิน" ตามนโยบายของรัฐบาลที่รณรงค์ให้ ภาครัฐ เอกชน และประชาชนทั่วประเทศ ร่วมปลูกต้นไม้ เพื่อฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าไม้ บนพื้นที่สาธารณะ พื้นที่ป่า หรือพื้นที่รัฐที่ทางราชการกำหนดไว้ โดยเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 7 ส.ค.-30 ก.ย. 2560 เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา ครบรอบ 65 พรรษา และร่วมสืบสานแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ในการฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรป่าไม้  
        
    พล.อ.อนันตพร  กล่าวถึง การติดตามระดับปริมาณน้ำเขื่อนศรีนครินทร์  ในปัจจุบัน ว่ามีน้ำไม่น้อยว่า 70% ของพื้นที่อ่าง ซึ่งยังสามารถรองรับน้ำช่วงหน้าฝนและเก็บไว้ใช้ช่วงหน้าแล้งได้อย่างไม่น่าวิตกแต่อย่างใด
     
    ทั้งนี้ เขื่อนศรีนครินทร์ถือเป็นเขื่อนอเนกประสงค์ที่มีความสำคัญแห่งหนึ่งของประเทศไทย ที่ช่วยอำนวยประโยชน์ต่อประชาชนในพื้นที่ทั้งด้านการชลประทาน และการผลิตไฟฟ้า โดยตัวเขื่อนสามารถรองรับปริมาณน้ำได้ 17,745 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งช่วยเสริมระบบชลประทานโครงการแม่กลองใหญ่เพื่อการอุปโภคบริโภคในพื้นที่การเกษตรกว่า 4 ล้านไร่ และสามารถกักเก็บน้ำที่ไหลหลากในช่วงดูฝน เพื่อช่วยบรรเทาอุทกภัยในเขตลุ่มน้ำแม่กลองให้ลดน้อยลง
     
    สำหรับในส่วนของการผลิตไฟฟ้านั้น กฟผ. ได้ติดตั้งเครื่องกำเหนิดไฟฟ้า จำนวน 5 เครื่อง กำลังการผลิตรวม 720 เมกะวัตต์  ซึ่งสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้เฉลี่ยปีละประมาณ 1,250 ล้านกิโลวัตต์ต่อชั่วโมง เพื่อช่วยเสริมความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้า
     
    พล.อ.อนันตพร กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ยังมีการติดตามโครงการส่งเสริมการลงทุนด้านอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทนด้วยเงินทุนหมุนเวียน (ESCO Revolving Fund) ปีงบประมาณ 2558 ของกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ที่ได้สนับสนุนเงินลงทุนในลักษณะเงินกู้ดอกเบี้ยอัตราคงที่ 3.5% ต่อปี (Flat Rate) โดยมีระยะเวลาการผ่อนชำระคืนไม่เกิน 5 ปี ให้กับบริษัท พี.พี.แพ็กเกจจิ้ง จำกัด ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์พลาสติกและโฟมสำหรับบรรจุอาหาร ตั้งอยู่ที่ถนนพุทธมณฑลสาย 5 ตำบลไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม
     
    โดยเป็นการติดตามดูความก้าวหน้าภายหลังจากที่ได้มีการส่งเสริมการลงทุนโดยการให้เช่าซื้ออุปกรณ์ประหยัดพลังงาน ในโครงการติดตั้งอุปกรณ์ปรับลดแรงดันไฟฟ้า จำนวน 2 เครื่อง คือ ขนาดพิกัด 1,000 kVA และขนาดพิกัด 1,500 kVA ภายใต้งบประมาณส่งเสริมจำนวน 6,452,100 บาท ซึ่งการเข้าร่วมโครงการดังกล่าวส่งผลให้บริษัทสามารถประหยัดพลังงานไฟฟ้าได้เท่ากับ 464,000 กิโลวัตต์ต่อปี  หรือเทียบเท่า 0.04 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ(ktoe) ต่อปี  คิดเป็นเงินที่ประหยัดได้ 1.78 ล้านบาทต่อปี นอกจากนี้ยังสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ได้ 0.0003 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี
     
    ทั้งนี้ ESCO Revolving Fund ปีงบประมาณ 2558 กระทรวงพลังงาน โดยกรม พพ.ได้ดำเนินการส่งเสริมไปแล้วทั้งหมด 23 ราย สามารถประหยัดพลังงานไฟฟ้าให้กับประเทศได้เท่ากับ 17.63 กิกะวัตต์ (GWh) ต่อปี คิดเป็นเงินที่ประหยัดได้ 45 ล้านบาทต่อปี หรือลดการนำเข้าน้ำมันดิบ 6.25 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ
     
  • Date : 17 / 08 / 2017
    รัฐมนตรีพลังงานลงพื้นที่ติดตามงาน200จังหวัดกลุ่มภาคกลางพร้อมร่วมกิจกรรมปลูกป่า
    รัฐมนตรีพลังงาน ลงพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี-นครปฐม เพื่อตรวจติดตามสถานการณ์พลังงานภาคกลาง เน้นย้ำให้บูรณการทำงานและรับมือภัยธรรมชาติ ป้องกันผลกระทบด้านพลังงานต่อประชาชน พร้อมร่วมกิจกรรมปลูกป่า “โครงการประชารัฐร่วมใจ  ปลูกต้นไม้ให้แผ่นดิน” ณ บริเวณเขื่อนศรีนครินทร์ ในพื้นที่ตำบลท่ากระดาน อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี และติดตามตัวอย่างโครงการส่งเสริมการลงทุนด้านอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทนด้วยเงินทุนหมุนเวียน (ESCO Revolving Fund) ปีงบประมาณ 2558 ของกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) 
     
    เมื่อวันที่17ส.ค.2560 พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน  พร้อมด้วย นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน คณะผู้บริหาร ระดับสูง และสื่อมวลชน ลงพื้นที่ จังหวัดกาญจนบุรี และนครปฐม  เพื่อติดตามสถานการณ์พลังงาน 20 จังหวัดในกลุ่มภาคกลาง พร้อมเยี่ยมชมศักยภาพการดำเนินงานโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ และร่วมกิจกรรมปลูกป่า “โครงการประชารัฐร่วมใจ  ปลูกต้นไม้ให้แผ่นดิน” ณ บริเวณเขื่อนศรีนครินทร์ ในพื้นที่ตำบลท่ากระดาน อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี
     
    โดยในการติดตามสถานการณ์พลังงานของภาคกลาง20 จังหวัดในกลุ่มภาคกลาง ได้แก่ เขตตรวจราชการที่ 1 คือ จังหวัดปทุมธานี สระบุรี พระนครศรีอยุธยา นนทบุรี เขตตรวจราชการที่ 2 คือ ลพบุรี ชัยนาท อ่างทอง สิงห์บุรี  เขตตรวจราชการที่ 4 คือ กาญจนบุรี นครปฐม สุพรรณบุรี ราชบุรี เขตตรวจราชการที่ 5 สมุทรสงคราม สมุทรสาคร เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และเขตตรวจราชการที่ 18  คือ พิจิตร กำแพงเพชร นครสวรรค์ และอุทัยธานี   พลเอกอนันตพร ได้ กำชับให้พลังงานจังหวัด และเจ้าหน้าที่กระทรวงพลังงานในพื้นที่ทุกคนให้ทำงานอย่างบูรณาการ ติดตามดูแลสถานการณ์พลังงานอย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ เช่น ภัยธรรมชาติ เหตุฉุกเฉิน เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบด้านพลังงานต่อประชาชนผู้บริโภค เนื่องจากพลังงานถือเป็นหนึ่งในกลไกลสำคัญในการขับเคลื่อนภาคเศรษฐกิจ และสังคมของประเทศ
     
    นอกจากนี้ได้เยี่ยมชมศักยภาพการดำเนินงานของเขื่อนศรีนครินทร์ และโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) พร้อมร่วมกิจกรรมปลูกป่า "โครงการประชารัฐร่วมใจ  ปลูกต้นไม้ให้แผ่นดิน" ตามนโยบายของรัฐบาลที่รณรงค์ให้ ภาครัฐ เอกชน และประชาชนทั่วประเทศ ร่วมปลูกต้นไม้ เพื่อฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าไม้ บนพื้นที่สาธารณะ พื้นที่ป่า หรือพื้นที่รัฐที่ทางราชการกำหนดไว้ โดยเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 7 ส.ค.-30 ก.ย. 2560 เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา ครบรอบ 65 พรรษา และร่วมสืบสานแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ในการฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรป่าไม้  
        
    พล.อ.อนันตพร  กล่าวถึง การติดตามระดับปริมาณน้ำเขื่อนศรีนครินทร์  ในปัจจุบัน ว่ามีน้ำไม่น้อยว่า 70% ของพื้นที่อ่าง ซึ่งยังสามารถรองรับน้ำช่วงหน้าฝนและเก็บไว้ใช้ช่วงหน้าแล้งได้อย่างไม่น่าวิตกแต่อย่างใด
     
    ทั้งนี้ เขื่อนศรีนครินทร์ถือเป็นเขื่อนอเนกประสงค์ที่มีความสำคัญแห่งหนึ่งของประเทศไทย ที่ช่วยอำนวยประโยชน์ต่อประชาชนในพื้นที่ทั้งด้านการชลประทาน และการผลิตไฟฟ้า โดยตัวเขื่อนสามารถรองรับปริมาณน้ำได้ 17,745 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งช่วยเสริมระบบชลประทานโครงการแม่กลองใหญ่เพื่อการอุปโภคบริโภคในพื้นที่การเกษตรกว่า 4 ล้านไร่ และสามารถกักเก็บน้ำที่ไหลหลากในช่วงดูฝน เพื่อช่วยบรรเทาอุทกภัยในเขตลุ่มน้ำแม่กลองให้ลดน้อยลง
     
    สำหรับในส่วนของการผลิตไฟฟ้านั้น กฟผ. ได้ติดตั้งเครื่องกำเหนิดไฟฟ้า จำนวน 5 เครื่อง กำลังการผลิตรวม 720 เมกะวัตต์  ซึ่งสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้เฉลี่ยปีละประมาณ 1,250 ล้านกิโลวัตต์ต่อชั่วโมง เพื่อช่วยเสริมความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้า
     
    พล.อ.อนันตพร กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ยังมีการติดตามโครงการส่งเสริมการลงทุนด้านอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทนด้วยเงินทุนหมุนเวียน (ESCO Revolving Fund) ปีงบประมาณ 2558 ของกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ที่ได้สนับสนุนเงินลงทุนในลักษณะเงินกู้ดอกเบี้ยอัตราคงที่ 3.5% ต่อปี (Flat Rate) โดยมีระยะเวลาการผ่อนชำระคืนไม่เกิน 5 ปี ให้กับบริษัท พี.พี.แพ็กเกจจิ้ง จำกัด ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์พลาสติกและโฟมสำหรับบรรจุอาหาร ตั้งอยู่ที่ถนนพุทธมณฑลสาย 5 ตำบลไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม
     
    โดยเป็นการติดตามดูความก้าวหน้าภายหลังจากที่ได้มีการส่งเสริมการลงทุนโดยการให้เช่าซื้ออุปกรณ์ประหยัดพลังงาน ในโครงการติดตั้งอุปกรณ์ปรับลดแรงดันไฟฟ้า จำนวน 2 เครื่อง คือ ขนาดพิกัด 1,000 kVA และขนาดพิกัด 1,500 kVA ภายใต้งบประมาณส่งเสริมจำนวน 6,452,100 บาท ซึ่งการเข้าร่วมโครงการดังกล่าวส่งผลให้บริษัทสามารถประหยัดพลังงานไฟฟ้าได้เท่ากับ 464,000 กิโลวัตต์ต่อปี  หรือเทียบเท่า 0.04 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ(ktoe) ต่อปี  คิดเป็นเงินที่ประหยัดได้ 1.78 ล้านบาทต่อปี นอกจากนี้ยังสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ได้ 0.0003 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี
     
    ทั้งนี้ ESCO Revolving Fund ปีงบประมาณ 2558 กระทรวงพลังงาน โดยกรม พพ.ได้ดำเนินการส่งเสริมไปแล้วทั้งหมด 23 ราย สามารถประหยัดพลังงานไฟฟ้าให้กับประเทศได้เท่ากับ 17.63 กิกะวัตต์ (GWh) ต่อปี คิดเป็นเงินที่ประหยัดได้ 45 ล้านบาทต่อปี หรือลดการนำเข้าน้ำมันดิบ 6.25 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ
     

Date : 15 / 08 / 2017

  • Date : 15 / 08 / 2017
    เปิดห้องนิทรรศการถาวรด้านพลังงานไฟฟ้าระบบดิจิตอลแห่งแรกในภาคอีสาน

    การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (สำนักงาน กศน. )เปิดห้องนิทรรศการถาวรด้านพลังงานไฟฟ้าระบบดิจิตอล แห่งแรกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มูลค่าลงทุน 10 ล้านบาท ที่ศูนย์วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมเพื่อการศึกษาร้อยเอ็ด  หวังส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยตนเองทางด้านพลังงาน และตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของพลังงานไฟฟ้า

    เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2560 นายรัตนชัย นามวงศ์ ที่ปรึกษาผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และ นางสาววิเลขา ลีสุวรรณ์ รองเลขาธิการ สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (สำนักงาน กศน.) ร่วมเป็นประธานในพิธีเปิดห้องนิทรรศการถาวรด้านพลังงานไฟฟ้า (Day of Future) เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้วยตนเองและสร้างประสบการณ์ด้านพลังงานแก่นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ณ ศูนย์วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมเพื่อการศึกษาร้อยเอ็ด อ.ธวัชบุรี  จ.ร้อยเอ็ด

    นายศุภผล รัตนากร ผู้อำนวยการฝ่ายสำรวจ กฟผ. เปิดเผยว่า กฟผ. ได้ลงนามความร่วมมือกับ สำนักงาน กศน. สร้างห้องนิทรรศการถาวรด้านพลังงานไฟฟ้า (Day of Future) ที่ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ) และ ศูนย์วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมเพื่อการศึกษาร้อยเอ็ด ด้วยงบประมาณทั้งสิ้น 22 ล้านบาท เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้วยตนเองและสร้างประสบการณ์ด้านพลังงานแก่นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ให้มีความรู้ความเข้าใจด้านพลังงานไฟฟ้า ซึ่งห้องนิทรรศการถาวรฯ ที่ จ.ร้อยเอ็ด      ได้ดำเนินการแล้วเสร็จภายใต้งบประมาณ 10 ล้านบาท และมีพิธีเปิดในวันนี้ ซึ่งนับเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านพลังงานแห่งแรกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

    นายศุภผล รัตนากร กล่าวต่อไปว่า ห้องนิทรรศการถาวรด้านพลังงานไฟฟ้า ที่ศูนย์วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมเพื่อการศึกษาร้อยเอ็ดมีความน่าสนใจมาก ภายในห้องนิทรรศการแบ่งออกเป็น 7 โซน ได้แก่ โซนที่ 1 ความหวังของอนาคต โซนที่ 2 ภารกิจเรียนรู้พลังงานไฟฟ้า โซนที่ 3 ภารกิจผลิตไฟฟ้า โซนที่ 4 ภารกิจแสงสว่างสู่เมือง โซนที่ 5 โครงสร้างทางพลังงานไฟฟ้า โซนที่ 6 กฟผ. ผลิตไฟฟ้าเพื่อความสุขของคนไทย และโซนที่ 7 วิวัฒนาการไฟฟ้าไทย ซึ่งจะนำเสนอในรูปแบบนิทรรศการถาวรด้วยระบบดิจิตอลสุดทันสมัย พร้อมสอดแทรกกิจกรรมการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับพลังงานไฟฟ้า เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนได้รู้ถึงการได้มาซึ่งพลังงานไฟฟ้า มีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้า ความจำเป็นในการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ และตระหนักถึงการประหยัดพลังงานไฟฟ้า ตลอดจนมีความเข้าใจในภารกิจของ กฟผ. มากยิ่งขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่ความร่วมมือสนับสนุนการพัฒนาระบบไฟฟ้าของประเทศให้มีความมั่นคงต่อไป สำหรับ ห้องนิทรรศการถาวรด้านพลังงานไฟฟ้า อีกแห่ง ณ ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ) ใกล้แล้วเสร็จ คาดว่าจะเปิดให้ชมได้ประมาณเดือนตุลาคมนี้

    ด้าน นางสาววิเลขา ลีสุวรรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า พลังงานไฟฟ้าเป็นสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่จำเป็น และมิใช่เป็นเรื่องของหน่วยงานใดที่จะรับผิดชอบเพียงหน่วยงานเดียว ในปัจจุบันเป็นเรื่องที่ประชาชนทุกคนควรตระหนักรู้ถึงกระบวนการที่ได้มาซึ่งพลังงานไฟฟ้า จึงต้องขอขอบคุณ กฟผ. ที่เห็นความสำคัญของการศึกษาและร่วมมือกับ สำนักงาน กศน. ส่งเสริมการให้ความรู้ด้านพลังงานไฟฟ้าสู่ประชาชน โดยสนับสนุนการสร้างสื่อนิทรรศการเพื่อการเรียนรู้ โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับกระบวนการการผลิตไฟฟ้า ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับพลังงานไฟฟ้า รวมถึงมีการจำลองสถานการณ์เมื่อเกิดเหตุสุดวิสัยเกี่ยวกับระบบไฟฟ้า เพื่อให้ตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของพลังงานไฟฟ้า พร้อมทั้งนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถเข้าเยี่ยมชมได้ทุกวันอังคารถึงวันเสาร์ เวลา 09.00 – 16.00 น. ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์

Date : 13 / 08 / 2017

  • Date : 13 / 08 / 2017
    Astana Expo 2017 จัด"วันวัฒนธรรมไทย"เน้นความสนุกสนานประเพณีสงกรานต์
    Astana Expo 2017 โชว์วัน"วัฒนธรรมไทย" นำกิจกรรมประเพณีสงกรานต์  วันปีใหม่ไทย ให้คนทั่วโลกที่เข้าชมงานได้รู้จัก  ทั้งนี้ตลอด2เดือนที่ผ่านมาของการจัดงาน ในการจัดอันดับอาคารนิทรรศการที่เป็นที่นิยมชื่นชอบของเยาวชนโดย Chanel Astana Expo TV พบว่า อาคารศาลาไทยได้รับความนิยมเป็นอันดับ 2 และมาสคอต “น้องพลัง” ยังได้รับคัดเลือกให้เข้าสู่ Museum World Expo ภายหลังการจัดงาน  โดยมียอดจำนวนผู้เข้าชมอาคารศาลาไทย((Thailand Pavilion)แล้ว420,000คนคาดว่า จนถึงวันสิ้นสุดการจัดงาน10 กันยายน 2560 จะมีไม่ต่ำกว่า 5 แสนคน
     
    เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2560  พลเอก ธนศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี และ พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดงานวันวัฒนธรรมไทย (Thai Cultural Day) ภายในงานนิทรรศการโลก Astana Expo 2017 ณ กรุงอัสตานา สาธารณรัฐคาซัคสถาน โดยมี Mr. Yelzhan Birtanov รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข สาธารณรัฐคาซัคสถาน ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายณัช ภิญโญวัฒนชีพ เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงอัสตานา และผู้บริหารจากกระทรวงพลังงาน นายสมนึก บำรุงสาลี รองปลัดกระทรวงพลังงาน  นายธนธัช จังพานิช ผู้ตรวจราชการกระทรวงพลังงาน ร่วมพิธีเปิด พร้อมกันนี้ ได้เข้าเยี่ยมชมห้องนิทรรศการห้องต่างๆ ของอาคารศาลาไทย (Thailand Pavilion) และพาวิลเลี่ยนของประเทศที่เข้าร่วมงานในครั้งนี้ อาทิ Kazakhstan Pavilion และ Thematic Pavilion ฯลฯ
     
    สำหรับการจัดงาน “วัฒนธรรมไทย” ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเป็นการเผยแพร่วัฒนธรรมของประเทศไทยให้นานาประเทศได้รู้จัก โดยได้มีการนำประเพณีสงกรานต์ ซึ่งถือเป็นเทศกาลวันขึ้นปีใหม่ของคนไทย และยังเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก มาใช้เป็นแนวคิดของการจัดกิจกรรม ซึ่งตลอดทั้งวัน ณ อาคารศาลาไทยจะจัดให้มีขบวนรดน้ำดำหัว การเล่นน้ำสงกรานต์ การทดลองใส่ชุดไทยและถ่ายภาพเป็นที่ระลึก เพื่อสร้างสีสันและความสนุกสนานให้กับผู้เข้าร่วมงาน 
     
    ทั้งนี้ประเทศไทยได้เข้าร่วมในงานAstana Expo 2017 โดยจัดสร้าง อาคารศาลาไทย (Thailand Pavilion) ภายใต้แนวคิด “การพัฒนาด้านพลังงานชีวภาพเพื่อมนุษยชาติ (Bioenergy for All)” เพื่อแสดงศักยภาพอันโดดเด่นในการพัฒนาพลังงานทดแทนจากการนำผลผลิตทางการเกษตรที่เหลือจากการบริโภคมาผลิตเป็นพลังงาน และเป็นการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยได้น้อมนำพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ที่ทรงเป็น “พระบิดาแห่งการพัฒนาพลังงานไทย” และเป็นต้นแบบในเรื่องปรัชญา “ความพอเพียง” มาใช้เป็นแนวทางในการใช้ทรัพยากรในประเทศที่มีอยู่อย่างคุ้มค่า มุ่งเน้นการพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนในอนาคต สอดคล้องกับแนวคิดหลักของ Expo ที่ว่า “พลังงานแห่งอนาคต” ซึ่งตลอด 2 เดือนที่ผ่านมามีผู้ชมจากนานาประเทศให้ความสนใจเข้าชมอาคารศาลาไทยเป็นจำนวนมาก มีผู้เข้าชมแล้วกว่า 420,000 คน โดยประเทศไทยติดอันดับ 1 ใน 5 ของพาวิลเลี่ยนที่ได้รับความนิยมสูงสุด จากประเทศที่เข้าร่วมงาน 115 ประเทศ   
     
    คาดว่ายอดผู้เข้าชมอาคารศาลาไทยจนถึงวันจบการจัดงานในวันที่ 10 กันยายน 2560 จะมีจำนวนรวมทั้งสิ้นไม่ต่ำกว่า 5 แสนคน นอกจากนี้ จากการจัดอันดับอาคารนิทรรศการที่เป็นที่นิยมชื่นชอบของเยาวชนโดย Chanel Astana Expo TV พบว่า อาคารศาลาไทยได้รับความนิยมเป็นอันดับ 2 และในขณะที่มาสคอต “น้องพลัง” ยังได้รับคัดเลือกให้เข้าสู่ Museum World Expo ภายหลังการจัดงาน ซึ่งถือเป็นความสำเร็จในประวัติศาสตร์ที่สำคัญอีกครั้งของประเทศไทยในการจัดงาน Expo ในระดับโลก
     
    มาสคอต"น้องพลัง"ซึ่งได้รับคัดเลือกให้เข้าสู่ Museum World Expo ภายหลังการจัดงาน 

Date : 09 / 08 / 2017

  • Date : 09 / 08 / 2017
    ปตท.ร่วมกับกองบัญชาการกองทัพไทยมอบน้ำมัน6,000ลิตรให้เรือผลักดันน้ำ นครพนม
    ปตท.-กองบัญชาการกองทัพไทย มอบน้ำมัน6,000 ลิตร ให้เรือผลักดันน้ำช่วยแก้ปัญหาอุทกภัยโดยเร่งระบายมวลน้ำท่วมขังจากลำน้ำสงคราม ลงสู่แม่น้ำโขง จ.นครพนม
     
    เมื่อเร็วๆนี้ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ธุรกิจน้ำมัน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ พันเอก เทพชาตรี ฝั่งสระ รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาภาค 2 หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา มอบน้ำมันดีเซล จำนวน 6,000 ลิตร ให้กับ นายสมชาย วิทย์ดำรงค์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม เพื่อนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับเรือผลักดันน้ำจากกองทัพเรือ ในภารกิจแก้ปัญหาอุทกภัยเร่งระบายมวลน้ำท่วมขังจากลำน้ำสงคราม ลงสู่แม่น้ำโขง  ณ  ศาลากลางจังหวัดนครพนม อ.เมือง จ.นครพนม