กิจกรรมทั้งหมด

Date : 25 / 09 / 2017

  • Date : 25 / 09 / 2017
    ปตท.จับมือธ.ก.ส.เปิด 300-400ปั๊มวางจำหน่ายผลผลิตการเกษตร

    ปตท. จับมือ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ลงนามความร่วมมือเปิดพื้นที่ปั๊มน้ำมัน ปตท. 300-400 แห่ง ให้เกษตรกรลูกค้า ธ.ก.ส.วางจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตรฟรี เริ่มได้ภายในปี 2560 นี้ พร้อมนำระบบ QR Code มาใช้ชำระเงินแทนการใช้เงินสดรองรับสังคมยุคใหม่

    วันที่ 25 ก.ย.2560 บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) โดย นายอรรถพล  ฤกษ์พิบูลย์  รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจน้ำมัน ได้ลงนามร่วมกับ นายสมศักดิ์ กังธีระวัฒน์ รองผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ในโครงการปตท.– ธ.ก.ส. รวมพลัง ร่วมใจช่วยเกษตรกร เพื่อสร้างพันธมิตรทางธุรกิจและช่วยเหลือเกษตรกรลูกค้าของ ธ.ก.ส. ให้สามารถนำสินค้ามาวางจำหน่ายภายในปั๊มปตท.ได้ฟรี

     นายอรรถพล กล่าวว่า ปตท. พร้อมสนับสนุนการจัดพื้นที่ในการจำหน่ายสินค้าและผลผลิตทางการเกษตรของลูกค้า ธ.ก.ส. ในปั๊มของ ปตท.  โดยจะคัดเลือกปั๊มและกำหนดระยะเวลาจัดจำหน่ายอย่างเหมาะสม ซึ่ง ธ.ก.ส. เป็นผู้คัดเลือกสินค้าและผลผลิตทางการเกษตรของ ธ.ก.ส. มาวางจำหน่าย อีกทั้งจะมีการเปิดสาขาและสำนักงานตัวแทนของ ธ.ก.ส. พร้อมการวางเครื่องให้บริการด้านการเงินการธนาคารอัตโนมัติ (Self Service) ในปั๊ม ปตท.ด้วย

    โดยปัจจุบัน ปตท.มีปั๊มน้ำมันอยู่ทั้งหมดประมาณ 1,500 ปั๊ม แต่จะนำร่องโครงการปตท.– ธ.ก.ส. รวมพลังฯประมาณ 300-400 ปั๊มก่อน ซึ่งเป็นปั๊มที่เคยร่วมโครงการรวมพลังซื้อข้าวจากชาวนามาแล้ว และคาดว่าจะเริ่มโครงการ ได้ภายในปี 2560 นี้  

    นอกจากนี้ ยังร่วมมือจัดทำโครงการเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมร่วมกัน เช่น การให้ความรู้แก่เกษตรกรในการใช้น้ำมันหล่อลื่นสำหรับเครื่องจักรกลทางการเกษตร โดย ปตท. จะให้การสนับสนุนวิทยากรในการอบรมทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ ตลอดจนให้การสนับสนุนงบประมาณดำเนินโครงการอีกด้วย

    ด้าน นายสมศักดิ์ กล่าวว่า  ปั๊ม ปตท.มีจำนวนมากครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ หากเปิดให้เกษตรกรมีช่องทางในการจำหน่ายผลิตผลจะสามารถระบายผลผลิตทางการเกษตรตามฤดูกาล ผลิตภัณฑ์แปรรูปที่มีคุณภาพได้มาตรฐานจากเกษตรกรและกลุ่มวิสาหกิจชุมชนต่างๆจำหน่ายโดยตรงจากผู้ผลิตถึงผู้บริโภค สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล

    นอกจากนี้ ธ.ก.ส. จะพัฒนาช่องทางในการชำระค่าสินค้าเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ซื้อและผู้ขาย ผ่านแอพพลิเคชั่น ธ.ก.ส. A– Mobile และระบบ QR Code ซึ่งผู้ขายมี QR Code ของตัวเอง ผู้ซื้อเพียงแต่มีเงินฝากในบัญชี เมื่อจ่ายชำระค่าสินค้าเพียงใช้โทรศัพท์มือถือ (Smart Phone ) สแกน QR Code ของผู้ขายเท่านั้น ไม่ต้องพกพาเงินสดตอบรับสังคมยุคใหม่ (Cashless Society) โดยครั้งนี้ ธ.ก.ส. ได้นำตัวอย่างสินค้า SME เกษตร ได้แก่ ผัก ผลไม้ organic กระยาสารทข้าวไรซ์เบอร์รี่ มะพร้าวน้ำหอม กล้วยอินทรีย์ ซึ่งมีการนำ QR Code ที่ ธ.ก.ส. สนับสนุนมาใช้เพิ่มช่องทางในการจ่ายชำระค่าสินค้า และความร่วมมือนี้จะส่งผลให้เกษตรกรและชุมชนในภาคชนบทมีช่องทางการตลาด สร้างรายได้เพิ่มมากขึ้น ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจระดับฐานรากและพัฒนาวงการเกษตรไทย

     

     

Date : 23 / 09 / 2017

  • Date : 23 / 09 / 2017
    "ประจิน" "เทวินทร์" ร่วมเปิดแรลลี่การกุศล สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ

    เมื่อวันที่ 23 ก.ย. 2560 พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดงานแรลลี่การกุศล "ส่งความห่วงใย จากผู้ให้ถึงผู้รับ" โดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ

    ทั้งนี้ กิจกรรมในช่วงเปิด มีนายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมแข่งขันแรลลี่ โดยนายชาคร หนูคงใหม่ นายกสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์ในการจัดงาน ซึ่งจะนำรายได้ส่วนหนึ่ง มอบให้กับสถานสงเคราะห์คนพิการ การุณยเวศม์ อ. บางละมุง จ. ชลบุรี เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนและร่วมแบ่งปันความสุขให้คนพิการเหล่านี้

    การแข่งขันแรลลี่ครั้งนี้ มีจุดปล่อยตัวที่ ปตท. สำนักงานใหญ่ และปลายทางที่ เมืองพัทยา จ.ชลบุรี โดยในระหว่างการแข่งขัน จะมีจุดที่จะแวะมอบเงินบริจาคและเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น แก่สถานสงเคราะห์การุณยเวศม์ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ดังกล่าว

     

     

     

Date : 22 / 09 / 2017

  • Date : 22 / 09 / 2017
    ปตท.พร้อมภาคีเครือข่ายรับโล่เกียรติยศลดก๊าซเรือนกระจกดีเด่น
    ปตท. พร้อมภาคีเครือข่ายรับโล่เกียรติยศลดก๊าซเรือนกระจกดีเด่นในฐานะที่ดำเนินงานด้านการลดก๊าซเรือนกระจกดีเด่นจากโครงการต่าง ๆ ได้แก่ โครงการวิจัยระบบผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์แบบติดตั้งลอยน้ำ (Floating PV) โครงการผลิตก๊าซชีวภาพระดับชุมชนจากมูลสุกร (Biogas) ต.คำแคน จ.ขอนแก่น และ โครงการ Biogas ต.ท่ามะนาว จ.ลพบุรี
     
    เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายประเสริฐ สลิลอำไพ (ที่ 3 จากซ้าย) ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่สื่อสารองค์กรและกิจการเพื่อสังคม บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) นางโกสุม เมฆมงคลชัย (ที่ 2 จากซ้าย) ผู้จัดการฝ่ายกิจการเพื่อสังคม ปตท. พร้อมด้วย นายอติชาติ รักษะจิตร ผู้อำนวยการโครงการ มูลนิธิชัยพัฒนา (ที่ 3 จากขวา) และภาคีเครือข่าย ร่วมรับโล่เกียรติยศและประกาศนียบัตรรับรองคาร์บอนเครดิตในโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (T-VER) จัดขึ้นโดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกองค์การมหาชน (อบก.) ในฐานะที่ดำเนินงานด้านการลดก๊าซเรือนกระจกดีเด่นจากโครงการต่าง ๆ ได้แก่ โครงการวิจัยระบบผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์แบบติดตั้งลอยน้ำ (Floating PV) โครงการผลิตก๊าซชีวภาพระดับชุมชนจากมูลสุกร (Biogas) ต.คำแคน จ.ขอนแก่น และ โครงการ Biogas ต.ท่ามะนาว จ.ลพบุรี

Date : 21 / 09 / 2017

  • Date : 21 / 09 / 2017
    ปตท.หวังสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงด้านการจัดการพลังงานชุมชน
     เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เป็นประธาน มอบประกาศนียบัตรผู้ผ่านการอบรมหลักสูตรพลังงานเพื่อชุมชน รุ่นที่ 4  โดยปตท.หวังสร้าง “ผู้นำการเปลี่ยนแปลงด้านการจัดการพลังงานชุมชน” ภายใต้หลักวิถีพอเพียงเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระดับชุมชน
     
    เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2560  ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีมอบรางวัลโครงงานเชิงปฏิบัติการ และมอบประกาศนียบัตรผู้ผ่านการอบรมหลักสูตรพลังงานเพื่อชุมชน รุ่นที่ 4  พร้อมบรรยายพิเศษในหัวข้อ “การจัดการพลังงาน ภายใต้วิถีพอเพียง ทางรอดของชุมชนไทย ศตวรรษที่ 21” โดยมี นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ให้การต้อนรับและร่วมมอบประกาศนียบัตรฯ ณ ห้องประชุมใหญ่ อาคาร ปตท. สำนักงานใหญ่ ถนนวิภาวดีรังสิต กทม.
                                                                  
    นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท. กล่าวว่า การอบรม “หลักสูตรพลังงานเพื่อชุมชน (Community Energy Management Program: CEMP)” ครั้งนี้ เป็นการจัดอบรมต่อเนื่องรุ่นที่ 4 และเป็นส่วนหนึ่งใน “โครงการพัฒนาชุมชนเข้มแข็ง” ของ ปตท. ด้วยตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างรากฐานที่เข้มแข็งจากพลังงานระดับชุมชนเพื่อการพัฒนาประเทศ   จึงมีเป้าหมายสร้าง “ผู้นำการเปลี่ยนแปลงด้านการจัดการพลังงานชุมชน” ภายใต้หลักวิถีพอเพียงเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระดับชุมชน
     
    “หลักสูตรพลังงานเพื่อชุมชน ต้องการส่งเสริมให้ประชาชนจากภาคส่วนต่างๆ มีความรู้ ความเข้าใจ ในเรื่องการบริหารจัดการพลังงานระดับชุมชน เพื่อนำความรู้ไปใช้ประโยชน์อย่างสร้างสรรค์เกิดประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวม ตลอดจนเสริมสร้างคุณภาพชีวิตและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งตลอดระยะเวลาของการอบรม ผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตรพลังงานเพื่อชุมชน มีโอกาสศึกษาภาคทฤษฏี แลกเปลี่ยนเรียนรู้ วิเคราะห์และวางแผนพลังงานสำหรับชุมชน  เสริมความรู้เรื่องพลังงานทดแทน อีกทั้งได้ประยุกต์ความรู้ทั้งหมดมาพัฒนาเป็นโครงงานที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง  ถือเป็นการสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระดับชุมชน ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศต่อไป”  นายเทวินทร์กล่าว  
     
    หลักสูตรพลังงานเพื่อชุมชนสามารถสร้างผลงานที่เป็นรูปธรรมจากความต้องการของชุมชนเองผ่านกระบวนการสนับสนุนองค์ความรู้จาก ปตท. อาทิ 1. โครงงาน “ขยะยิ้มได้” ของชุมชนหมู่บ้านคีรีวง นครศรีธรรมราช โดยนำขยะมาใช้ประโยชน์ตามชนิดประเภท และเพิ่มมูลค่าให้กับขยะ  เช่น นำเศษอาหาร ผลิตเป็นก๊าซชีวภาพใช้หุงต้มในบ้านพักโฮมสเตย์ และนำผลผลิตจากถ่าน มาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ เช่น  สบู่  ปุ๋ย และถ่านไบโอชาร์  2. โครงงาน “โรงอบพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับเตาเผาชีวมวล” ของชุมชนกลุ่มลานกระบือ เพื่อใช้สำหรับอบใบหญ้าแฝกแห้งให้มีคุณภาพได้ตลอดทั้งปี และนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์หัตถกรรมคุณภาพช่วยส่งเสริมรายได้ให้กับชุมชน  3. หลากหลายโครงงานพลังงานแสงอาทิตย์  และ โครงงานอื่นๆ
     
    ทั้งนี้การอบรมหลักสูตรพลังงานเพื่อชุมชน รุ่นที่ 4 ปี 2560 จัดขึ้นระหว่างเดือนพฤษภาคม ถึง เดือนกันยายน มีผู้เข้าอบรมทั้งสิ้น 54  คน  ประกอบด้วย ผู้นำชุมชน ผู้รู้หรือผู้เชี่ยวชาญในงานพัฒนาพลังงาน นักวิชาการ/ นักพัฒนาอิสระ ข้าราชการและพนักงานองค์กรภาครัฐ  เยาวชน และสื่อมวลชน มีลักษณะการอบรมที่มุ่งเน้น “การสร้างองค์ความรู้” และ “การมีส่วนร่วม” เป็นสำคัญ โดยได้รับความร่วมมือทางวิชาการและบุคลากรผู้ทรงคุณวุฒิจากหลายหน่วยงาน อาทิ กระทรวงพลังงาน  มูลนิธิชัยพัฒนา สมาคมพลังงานทดแทนสู่ชุมชนแห่งประเทศไทย  ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ  มูลนิธินโยบายสุขภาวะ  องค์การบริหารส่วนตำบลท่ามะนาว จ.ลพบุรี และสถาบันการศึกษาต่างๆ
     
     
  • Date : 21 / 09 / 2017
    ผู้ว่ากฟผ.นำทีมปลุกกระแสแฟชั่น"เสื้อยับ"หรือ"เสื้อเบอร์5"จับมือ22บริษัทผลิต1.7ล้านตัว
     
    ผู้ว่ากฟผ.นำทีมผู้บริหารเดินบนแคทวอล์คปลุกกระแสแฟชั่นเสื้อยับ หลังร่วมลงนามกับ22บริษัทผู้ผลิตเสื้อผ้าชั้นนำผลิตเสื้อเบอร์5ที่ซักใส่ได้แบบไม่จำเป็นต้องรีดให้เปลืองค่าไฟ ออกสู่ตลาด 1.7ล้านตัว ในปี2561นี้ 
     
    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center-ENC) รายงานว่า ในช่วงค่ำของวันที่20 กันยายน 2560  พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้เดินทางไปเป็นประธานเปิดงาน “Sparking DSM” และมอบรางวัลการประกวดออกแบบเสื้อยับในระดับอุดมศึกษา พร้อมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามความร่วมมือและมอบโล่โครงการฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 ประจำปี 2560 ณ ห้องวิภาวดีบอลรูม A – C โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซ่า ลาดพร้าว โดยมีนายวิทูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงานในฐานะกรรมการของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)และผู้บริหารระดับสูงของกฟผ.นำโดยนาย กรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์  ผู้ว่าการกฟผ.ร่วมให้การต้อนรับ  ซึ่งคณะผู้บริหารระดับสูงของกฟผ. ยังได้ร่วมเดินแบบแฟชั่นเสื้อยับบนเวที เป็นหนึ่งในไฮไลท์สำคัญของงานด้วย 
     
    พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน  กล่าวในการเปิดงานว่า ถึงแม้ว่ากฟผ.จะเป็นรัฐวิสาหกิจที่มีบทบาทหลักในการผลิตไฟฟ้าเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ แต่ในอีกด้านหนึ่ง กฟผ.ก็ได้ดำเนินโครงการการด้านการใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ(Demand Side Managemant) มาจนถึงปัจจุบัน ได้24 ปีแล้ว โดยสามารถช่วยให้เกิดการประหยัดพลังงานและลดการสร้างโรงไฟฟ้าไปได้ถึง 4,300 เมกะวัตต์ (เทียบเท่าโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่1,000 เมกะวัตต์ ที่กฟผ.ลงทุนสร้างประมาณ4 โรง )และช่วยบรรเทาปัญหาภาวะโลกร้อน   ด้วยการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงได้ 14.8 ล้านตัน
     
    โดยมาตรการสำคัญของ DSM คือ โครงการฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์5 ที่สามารถช่วยส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการผลิต นำเข้า จำหน่าย อุปกรณ์ประสิทธิภาพสูง เกิดการประหยัดพลังงานได้มาก ซึ่งในกิจกรรมล่าสุด กฟผ.ได้ลงนามกับ 22 บริษัทเอกชน เพื่อร่วมกันจัดทำ "เสื้อเบอร์ 5" หรือ "เสื้อยับ"ซึ่งเป็นเสื้อที่มีการปรับปรุงเนื้อผ้าให้สามารถใส่สบายโดยไม่ต้องรีด เพื่อให้เกิดการลดใช้ไฟฟ้าในการรีดผ้าลง ทั้งนี้จะมีการทดลองดำเนินการ 1 ปี โดยมีเป้าหมายผลิตเสื้อไม่ต้องรีดประมาณ 1.7 ล้านตัว ออกสู่ตลาด 
    ทั้งนี้หากผู้ประกอบการดำเนินการคิดค้นผลิต "เสื้อยับ"สำเร็จ และผ่านมาตรฐานจากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือ สมอ. ที่กำหนดไว้ รวมทั้งผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการของ กฟผ. จะได้รับรางวัลประหยัดไฟเบอร์ 5 ในปี 2561 ซึ่งคล้ายกับอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ได้รับรางวัลและติดฉลากเบอร์ 5 แต่สำหรับเสื้อผ้าจะจัดเป็นประเภท "อุปกรณ์เสื้อยับประหยัดไฟ"แทน
     
    ในสหรัฐอเมริกามีการผลิตเสื้อยับ หรือเสื้อที่ไม่ต้องรีดออกมาจำหน่ายนานแล้ว ซึ่งหากนำมาใช้ในไทยให้เกิดการแพร่หลายจะเป็นจุดที่ประชาชนได้มีส่วนร่วมช่วยกันประหยัดไฟฟ้าลงได้มาก โดยจะมีการเก็บรวมรวมข้อมูลว่าการไม่รีดผ้า 1 ตัวจะช่วยประหยัดไฟฟ้าลงได้เท่าไหร่ต่อไป
    ด้าน นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์  ผู้ว่าการ กฟผ. กล่าวว่า ตั้งแต่เริ่มโครงการจนถึงปี 2560 มีผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการติดฉลากเบอร์ 5 แล้ว จำนวน 29 ผลิตภัณฑ์ จ่ายฉลากไปแล้วประมาณ 330 ล้านดวง ซึ่งนับรวมถึงอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ได้มีการลงนามความร่วมมือไปแล้ว และติดฉลากเบอร์ 5 ในปีนี้ จำนวน 2 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ ตู้น้ำร้อนน้ำเย็นบริโภค และเครื่องซักผ้าถังตั้ง ถังคู่
     
    โดยในปี 2560 นี้ กฟผ. ได้ดำเนินงานตามรอยพระราชปณิธานด้านการประหยัด แบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 1) การลงนามข้อตกลงระหว่าง กฟผ. กับผู้ประกอบการในการจัดทำ “เสื้อเบอร์ 5” โดยได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการเสื้อ ทั้งจากโรงงานผลิตเสื้อและบริษัทต่าง ๆ รวมจำนวน 22 ราย ในการปรับปรุงเนื้อผ้า เพื่อลดการใช้ไฟฟ้าในการรีด อันจะนำไปสู่การติดฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 ในปี 2561 ซึ่งผู้ประกอบการเสื้ออาจจะนำไปผลิตและขายเสื้อเบอร์ 5 ต่อไป และ 2) การจัดประกวดการออกแบบเสื้อยับในระดับอุดมศึกษา ให้สามารถสวมใส่ได้ในชีวิตประจำวัน และมีความเหมาะสมในโอกาสต่าง ๆ ซึ่งมีนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยทั่วประเทศส่งผลงานเข้าประกวด ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา จำนวน 40 ทีม ทีมละไม่เกิน 3 คน  และทีมที่ได้รับรางวัลชนะเลิศจากการประกวดออกแบบเสื้อยับ ได้แก่ ทีมจากมหาวิทยาลัยศรีปทุม จากผลงาน “Nature is calling” ซึ่งได้รับเงินรางวัล จำนวน 50,000 บาท พร้อมโล่รางวัล และเกียรติบัตร ทีมจากมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี และทีมจากมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 และ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ตามลำดับ รวมทั้ง ทีมจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ ก็ได้รับรางวัล Popular Vote ด้วย
     
    สำหรับผู้ประกอบการเสื้อ ที่เข้าร่วมลงนามความร่วมมือโครงการฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 จำนวน 22 ราย ได้แก่ บริษัท กู๊ดสตาร์ท จำกัด , บริษัท เกียรติสวัสดิ์เท็กไทล์ จำกัด , ร้าน โกลเด้น การ์เม้นท์ , บริษัท เจ พี เอ็น อินเตอร์ (2016) จำกัด , บริษัท ธนูลักษณ์ จำกัด (มหาชน) , บริษัท ท็อป เทรดดิ้ง จำกัด , บริษัท ที ที เอช เทรดดิ้ง จำกัด , บริษัท เทพอินทราชัย แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด , บริษัท เท็กซ์ไทล์ แกลลอรี่ จำกัด , บริษัท ไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน) , บริษัท ไทยสินดีเทรดดิ้ง จำกัด , บริษัท ประชาอาภรณ์ จำกัด (มหาชน) , บริษัท ปุณยบุญทิพย์ จำกัด , บริษัท แปซิฟิคการทอ จำกัด , บริษัท พาลาติน เวิร์คแวร์ จำกัด , บริษัท ยูไนเต็ด เท็กซ์ไทล์มิลส์ จำกัด , บริษัท โรงพิมพ์ย้อมผ้าไทย จำกัด (มหาชน) , บริษัท อาร์ ที ดี อุตสาหกรรมสิ่งทอ จำกัด , บริษัท อินเตอร์คอต จำกัด , บริษัท เอาท์ดอร์ อินโนเวชั่น จำกัด , บริษัท แอลฟ่าโปรเซสซิ่ง จำกัด และบริษัท ไอ ดี นิตติ้ง จำกัด