• Date : 30 / 03 / 2017
    ข่าวล่าสุด
    สนช.ผ่านร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียมโดยตัดมาตรา10/1เรื่องตั้งNOC ออกแต่ให้ใส่ไว้ในข้อสังเกต

    ที่ประชุม สนช.ผ่านร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียมวาระที่2และ3 โดยที่ประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียม( ฉบับที่ ) พ.ศ...ยอมตัดมาตรา10/1 เกี่ยวกับการตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ เอาเอาไปใส่ไว้ในข้อสังเกตเพื่อให้ สนช.พิจารณาผ่านร่างกฏหมายฉบับดังกล่าวได้โดยไม่มีความขัดแย้ง หลังจากใช้เวลาพิจารณาในมาตราเดียว นานกว่า3ชั่วโมง ในขณะที่ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน  ซึ่งเป็นสมาชิก สนช. ยืนยันรัฐมนตรีกระทรวงพลังงานจะให้ความสำคัญต่อข้อสังเกตที่จะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษาแนวทางการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติให้เป็นรูปธรรมโดยเร็ว

    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center-ENC ) รายงานว่า ในประเด็นการพิจารณาร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียม (ฉบับที่) พ.ศ... ในมาตรา10/1 ที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างฯได้ บัญญัติว่า“ให้มีการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติเมื่อมีความพร้อม โดยพิจารณาจากผลการศึกษาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในรายละเอียดของรูปแบบและวิธีการดำเนินการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ” นั้น สมาชิกสนช.ได้ให้ความสำคัญและมีผู้ลงชื่ออภิปรายเกี่ยวกับมาตราดังกล่าวหลายคนกินเวลา นานกว่า 3ชม. ทั้งสนับสนุนให้คงมาตราดังกล่าวเอาไว้ในร่าง พ.ร.บ. และคัดค้านเพื่อให้ตัดมาตรา10/1 ออกแล้วไปใส่ไว้ในข้อสังเกตแทน  ซึ่งในที่สุด ประธานสนช.ได้สั่งพักการประชุมเป็นเวลา 10นาที เพื่อให้คณะกรรมาธิการและผู้อภิปรายได้หาข้อยุติร่วมกัน  

    โดยเมื่อเริ่มการประชุม นายสมชาย แสวงการ สมาชิก สนช. ได้เสนอให้ตัดมาตรา10/1 ออกจากร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียม และให้ไปใส่ไว้ในข้อสังเกตอย่างมีนัยสำคัญ ว่าจะต้องมีการปฎิบัติตามข้อสังเกตให้เป็นรูปธรรม โดยขอร้องให้สมาชิกสนช.ไม่ต้องมีการโหวดลงมติในมาตราดังกล่าว เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งของฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย   ซึ่งประธานสนช.ได้สอบถามไปยังพลเอกสกนธ์ สัจจานิตย์ ในฐานะประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างฯ

    พลเอกสุรศักดิ์ ศรีศักดิ์ กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีพลังงาน ในฐานะสมาชิกสนช. ได้ลุกขึ้นอภิปราย ยืนยันว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ เล็งเห็นถึงความสำคัญขอการนำข้อสังเกตเรื่องการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ โดยจะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษาถึงรูปแบบและผลดีผลเสีย ของการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติโดยเร็วที่สุด  

    หลังจากนั้น พลเอกสกนธ์ สัจจานิตย์ ในฐานะประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างฯ ได้อภิปรายโดยยอมที่จะตัดมาตรา10/1 ออกไป เพื่อใส่ไว้ในข้อสังเกต แทน ถึงแม้ว่าคณะกรรมาธิการวิสามัญจะได้มีการใช้เวลาพิจารณาเรื่องดังกล่าว มานานกว่า 9เดือนก็ตาม โดยเชื่อมั่นในสัญญาประชาคม ที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้ให้ไว้ต่อที่ประชุม ผ่านการอภิปรายของพลเอกสุรศักดิ์

    ทั้งนี้พลเอกสกนธ์ ได้เพิ่มเติมข้อสังเกตในข้อ10.5 เกี่ยวกับการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ(National Oil Company)  โดยระบุข้อความว่า “โดยที่ร่างพระราชบัญญัตินี้ได้เพิ่มให้มีการนำระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิตและสัญญาจ้างบริการมาใช้ในการบริหารจัดการทรัพยากรปิโตรเลียม ซึ่งการบริหารจัดการตามระบบที่เกิดขึ้นใหม่ทั้งสองระบบนี้มีความแตกต่างจากการบริหารจัดการตามระบบสัญญาสัมปทานที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน  รวมทั้งการดำเนินการตามระบบที่เพิ่มขึ้นใหม่จะมีผลทำให้รัฐมีกรรมสิทธิ์ในผลผลิตปิโตรเลียมที่เกิดขึ้นไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมด รัฐจึงควรจัดตั้งองค์กรขึ้นใหม่เพื่อทำหน้าที่ในการบริหารจัดการทรัพยากรปิโตรเลียมนั้น ให้มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดโดยเร็ว  คณะรัฐมนตรีจึงควรแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นภายใน60วัน   เพื่อพิจารณาศึกษาถึงรายละเอียดของรูปแบบและวิธีการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติที่เหมาะสมโดยเร็ว"

    โดยที่ประชุมสนช.เสียงส่วนใหญ่ได้ลงมติ 227ต่อ1 พิจารณาผ่านร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียม ในวาระ2 และ3 ซึ่งจะมีผลให้กฏหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้ ต่อไป หลังจากที่ผ่านวาระรับหลักการมาตั้งแต่วันที่ 24มิ.ย. 2559

  • Date : 30 / 03 / 2017
    "ประเสริฐ"แจง4รูปแบบNOC ในสนช.ระบุปตท.สผ.ของไทยเดินตามเทรนด์โลก

    “ประเสริฐ บุญสัมพันธ์”อภิปรายในที่ประชุมสนช. แจง4รูปแบบบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ(NOC)ที่ทั่วโลกใช้  ระบุรูปแบบNOC ที่มีอยู่ในการบริหารกิจการปิโตรเลียมของไทยในปัจจุบัน เดินมาถูกทางตามเทรนด์ของโลก ที่ให้รัฐกำกับดูแลและให้ปตท.สผ.เป็นผู้ปฏิบัติ ที่ไม่ต้องมีแต้มต่อ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการแข่งขันกับเอกชนคู่แข่ง  เผยทิศทาง NOC ของหลายประเทศ กำลังเปลี่ยนรูปแบบจากที่รัฐถือครอง 100% มาสู่การถือระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์เช่นเดียวกับ ปตท. 

    นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)ซึ่งเป็นอดีต ซีอีโอของบริษัทปตท.จำกัด(มหาชน)   กล่าวอภิปรายในการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ( สนช.) ว่า เห็นด้วยกับการปรับแก้ไข พ.ร.บ.ปิโตรเลียม เพื่อเพิ่มทางเลือกให้มีทั้งระบบสัมปทาน ระบบแบ่งปันผลผลิต(พีเอสซี) และระบบสัญญาจ้างบริการ(เอสซี) แต่ในส่วนของการบัญญัติเรื่อง การตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ(NOC) เอาไว้ในมาตรา 10/1 นั้น อยากให้สมาชิก สนช.พิจารณากันให้รอบคอบ ถึงรูปแบบNOC ที่มีการจัดตั้งกันอยู่ในโลกนี้ว่าเป็นอย่างไร  ก่อนที่จะตัดสินใจว่าจะให้มีอยู่ในร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียม หรือจะตัดออก หรือจะใส่ไว้เพียงเป็นข้อสังเกต

     โดยรูปแบบNOC ที่มีหลายประเทศในโลกใช้กันอยู่  แบ่งได้ 4 รูปแบบ คือ รูปแบบที่ 1. เอ็นโอซี เป็นของรัฐ 100% ทำหน้าที่บริหารจัดการปิโตรลียมทั้งหมด ได้แก่ การให้สัมปทาน การกำกับดูแล และการลงทุนปฏิบัติ โดยประเทศที่ใช้ระบบนี้ก่อนจะปฏิรูปไปสู่รูปแบบใหม่ ได้แก่Saudi Aramco ของ ซาอุดิอาระเบีย  PDVSA ของ เวเนซูเอลา Petronas ของ มาเลเซีย Pemexของ เม็กซิโก  Pertamina ก่อนปฎิรูป ของอินโดนีเซีย Sonatrach ก่อนปฏิรูป ของ แอลจีเรีย และ ONGC ก่อนปฎิรูป ของอินเดีย เป็นต้น

     รูปแบบที่ 2 NOC เป็นของรัฐ 100%  แต่ รัฐถือครองเฉพาะกรรมสิทธิ์ปิโตรเลียมทั้งหมด ส่วนการกำกับดูแล และการลงทุนปฏิบัติ เป็นหน้าที่ของเอ็นโอซี ซึ่งประเทศที่ใช้ระบบนี้คือ MOGE ของ เมียนมา

     รูปแบบที่ 3 NOC เป็นของรัฐ 100% แต่รัฐทำหน้าที่ให้สัมปทานปิโตรเลียมและกำกับดูแล ส่วนภาคปฏิบัติเป็นของNOC  ซึ่งประเทศที่ใช้ระบบนี้คือ Pertamina หลังปฎิรูป ของ อินโดนีเซีย Sonatrach แอลจีเรีย และ Pemex เม็กซิโก (หลังจากปฏิรูปNOC มาแล้ว)

     และรูปแบบที่ 4 NOC ไม่ใช่ของรัฐ 100% แต่รัฐถือครองNOCเป็นส่วนใหญ่ และระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์  โดยประเทศที่ใช้ระบบนี้คือ Gasprom ของรัสเซีย ONGC ของอินเดีย  Petrochina ของจีน  Statoil ของนอร์เวย์ รวมถึงบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด(มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ของไทยก็อยู่ในรูปแบบนี้

     นายประเสริฐ อภิปรายว่า เมื่อพิจารณาดูข้อดีข้อเสียจะพบว่า NOC ที่อยู่ในรูปแบบที่ 1-3 ที่เป็นของรัฐ 100% นั้นข้อดีคือรัฐสามารถกำกับดูแลได้เต็มที่ แต่ข้อเสียก็คือ การขาดเงินทุน ขาดประสิทธิภาพ ขาดการพัฒนาเทคโนโลยี และไม่มีความโปร่งใส เพราะหน่วยงานการกำกับดูแลและการปฏิบัติอยู่ที่เดียวกันภายใต้การดูแลของรัฐ  ดังนั้นในบางประเทศที่มีNOC แบบนี้จึงประสบความล้มเหลว เช่น เวเนซูเอลา และเม็กซิโก เป็นต้น

    ส่วนรูปแบบที่ 4 ที่รัฐไม่ได้ถือครอง 100% จะมีข้อจำกัดด้านการบริหารจัดการและการกำหนดนโยบายจากภาครัฐ  แต่ข้อดีคือ มีความคล่องตัว สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ มีการพัฒนาเทคโนโลยี เกิดการลงทุนเพิ่มสามารถสร้างความโดดเด่นบนเวทีโลกได้  เช่น บริษัท stat oil ของนอร์เวย์  เป็นต้น   

     นายประเสริฐ กล่าวด้วยว่า แนวโน้มโลกในปัจจุบันกำลังเคลื่อนตัวจากรูปแบบที่ 1-3 ไปสู่รูปแบบที่ 4  เช่น ซาอุดิอาระเบีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีปริมาณสำรองน้ำมันมากที่สุดในโลก ก็กำลังจะย้ายจากที่อยู่รูปแบบที่ 1 ก็แปรรูปให้ไปอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อลดสัดส่วนของรัฐลง ส่วนบริษัท ปิโตรนาส ของมาเลเซีย ที่รัฐถือครอง 100% แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ทุกอย่างต้องรายงานสู่นายกรัฐมนตรีเท่านั้น ก็กำลังนำบริษัทท่อก๊าซธรรมชาติ รวมถึงธุรกิจค้าปลีก เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อขยายการลงทุนและแปลงตัวเองเป็นเอกชน เป็นต้น

     สำหรับประเทศไทยวันนี้บริหารจัดการปิโตรเลียมอยู่ในรูปแบบที่ 4 อยู่แล้ว โดยมีรัฐ คือ กระทรวงพลังงานกำกับดูแล ส่วนบริษัท ปตท.สผ. ทำหน้าที่ด้านปฏิบัติ รูปแบบของไทยถือว่าใช้ได้ มีการถ่วงดุลอำนาจ มีความสมดุล มีรัฐกำกับดูแลและถือหุ้นใหญ่อยู่  

     “NOC ไม่มีรูปแบบใดแบบหนึ่งที่เป็นยาวิเศษเพื่อใช้ได้กับทุกประเทศ ขึ้นกับความเหมาะสมของแต่ละประเทศและช่วงเวลา การนำเอ็นโอซีของแต่ละประเทศมาเปรียบเทียบกันคงไม่ได้ โลกทุกวันนี้กำลังเดินมาสู่รูปแบบบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อระดมเงิน สร้างการแข่งขัน แต่ก็ต้องกำกับดูแลอย่างเป็นธรรมด้วยการมีRegulator ”

     นายประเสริฐ กล่าวด้วยว่า ถ้าร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียมนี้ผ่านการพิจารณาของ สนช. ก็เชื่อว่า กระทรวงพลังงานมีประสิทธิภาพที่จะดำเนินการตาม พ.ร.บ.ใหม่นี้ได้ เพราะเพียงแค่ออกกฎกระทรวงรองรับกฎหมายใหม่เท่านั้น NOC นควรจะมีหรือไม่ ส่วนตัวไม่แน่ใจ แต่ควรต้องมีการศึกษาทั้งรูปแบบ การกำหนดกฎเกณฑ์ เงินทุน บุคลากร และสิทธิพิเศษอย่างไร รวมถึงจะเป็นNOCรูปแบบใดด้วย ดังนั้นการระบุเพียงว่าให้มีNOC เมื่อพร้อมนั้น ควรพิจารณาอย่างรอบคอบและศึกษาข้อมูลให้ดีเสียก่อน  

  • Date : 30 / 03 / 2017
    ระบุ NOC ตั้งใหม่รัฐได้ไม่คุ้มเสีย เพราะปริมาณสำรองเหลือผลิตอีกไม่เกิน20ปี

    นักวิชาการด้านปิโตรเลียมจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไม่เห็นด้วยตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติ(NOC) ขึ้นมาใหม่ เพราะจะกลายเป็นตัวกลางที่เพิ่มภาระต้นทุนให้ประเทศโดยไม่จำเป็น ระบุมาเลเซีย ใช้เวลา9ปี ตั้งปิโตรนาส เป็นNOC ในขณะที่ปริมาณสำรองปิโตรเลียมในแหล่งเอราวัณและบงกช ผลิตต่อได้อีกไม่เกิน20ปี  ด้านกระทรวงพลังงาน เตรียมศึกษารูปแบบNOC โดยใช้นอร์เวย์ เป็นต้นแบบ หากสนช.ผ่านพ.ร.บ.ปิโตรเลียม ตามที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างฯนำเสนอ

    ดร.ฐิติศักดิ์ บุญปราโมทย์ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยถึงการจัดตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติ(NOC) ว่ารัฐไม่มีความจำเป็นจะต้องมีการตั้ง NOC ขึ้นมาใหม่ เพราะไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมัน ซึ่งปิโตรเลียมที่ผลิตได้ในประเทศ จำนวนเกือบทั้งหมดถูกนำใช้ในประเทศ โดยมีปตท.ที่รัฐถือหุ้นมากกว่า50% ที่ทำหน้าที่เป็นNOCอยู่แล้ว  ซึ่งหากมีการตั้งNOC ขึ้นมาอีก ก็จะกลายเป็นคนกลาง ที่รัฐจะต้องมีภาระงบประมาณในการจัดตั้ง ต้องมีการจ้างบุคคลากรที่มีความรู้ความสามารถ ซึ่งจะกลายเป็นต้นทุนที่เพิ่มเข้ามา โดยไม่จำเป็น เนื่องจาก NOC ก็ต้องขายปิโตรเลียมให้กับปตท.อยู่ดี  โดยที่รัฐเองก็จะไม่ได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้นอย่างที่คาดหวัง  เพราะหากNOC ที่ตั้งขึ้นใหม่ ต้องการจะได้ผลตอบแทนสูงขึ้น ก็จะต้องขายปิโตรเลียมในราคาสูงขึ้น ประชาชนก็จะกลายเป็นผู้ที่ต้องรับภาระต้นทุน

    ดร.ฐิติศักดิ์ กล่าวว่า อีกประเด็นที่สำคัญคือปริมาณสำรองปิโตรเลียมของไทย ที่เหลืออยู่ในแหล่งเอราวัณและบงกช จะสามารถผลิตต่อไปได้อีกอย่างมากแค่20ปี  จึงมีคำถามว่า หากรัฐต้องใช้งบประมาณตั้งNOC ขึ้นมาใหม่ ก็จะต้องยุบองค์กรนี้ไปในอีกไม่เกิน 20ปีข้างหน้า จึงไม่มีความคุ้มค่าที่จะทำ เมื่อเทียบกับการใช้โครงสร้างNOC ที่มีอยู่เดิม คือ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ทำหน้าที่ เป็นผู้กำกับดูแล  และปตท.สผ.เป็นโอเปอเรเตอร์ ซึ่งก็ทำหน้าที่ได้ดีอยู่แล้ว

    “กรณีของมาเลเซียที่ตั้งNOC ขึ้นมาคือปิโตรนาส ต้องใช้เวลาถึง9ปี ส่วนกรณีของประเทศไทย ถ้าต้องการจะตั้งNOC ขึ้นมาใหม่ ก็ขึ้นอยู่กับว่าจะใช้รูปแบบใด แต่ในความเห็นทางวิชาการ ซึ่งมีความเป็นกลางมองว่า ประเทศไทยไม่ควรจะต้องตั้งNOC ขึ้นมาอีก “ ดร.ฐิติศักดิ์ กล่าว  

    ในขณะที่แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ในมาตรา10/1 ที่บัญญัติ ว่า “ให้มีการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติเมื่อมีความพร้อม โดยพิจารณาจากผลการศึกษาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในรายละเอียดของรูปแบบและวิธีการดำเนินการจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ” หากทางสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่อยู่ในระหว่างพิจารณาพ.ร.บ.ปิโตรเลียม ผ่านร่างกฎหมายดังกล่าว กระทรวงพลังงานก็จะมีการศึกษาถึงรูปแบบการจัดตั้ง โดยอาจจะใช้โมเดล ของนอร์เวย์ ที่มีการตั้งNOC ขึ้นมาใหม่ คือ Petoro ที่ทำหน้าที่เป็นเพียงหน่วยลงทุนที่รัฐถือหุ้น100% เพื่อไปลงทุนในแหล่งผลิตปิโตรเลียม ในส่วนที่จะโอนกลับมาเป็นของรัฐทั้งเอราวัณและบงกช โดยไม่ต้องไปทำหน้าที่กำกับดูแล ที่ซ้ำซ้อนกับกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ หรือเป็นโอเปอเรเตอร์  ที่ซ้ำซ้อนกับบทบาทของปตท.สผ. 

บทความ อ่านบทความทั้งหมด