• Date : 25 / 02 / 2017
    ข่าวล่าสุด
    หนังสือแจ้งรัฐมนตรี5กระทรวง"ประจิน"การันตีโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่

    สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีส่งหนังสือแจงรัฐมนตรี5กระทรวง ประกอบด้วย คมนาคม, ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม,มหาดไทย, อุตสาหกรรม ,พลังงาน  ถึงการเดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทคโนโลยีสะอาดกระบี่และสถานการณ์ระบบไฟฟ้าภาคใต้  ตามขั้นตอน กฏหมายอย่างเคร่งครัด  ระบุการดำเนินการตามข้อเรียกร้องให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอีกครั้งหนึ่ง จะทำให้โครงการมีความล่าช้ากว่าแผนที่กำหนดไว้เดิมที่โรงไฟฟ้าจะเปิดดำเนินการได้ในปี2565 และอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงไฟฟ้าภาคใต้  ในขณะที่รองนายกรัฐมนตรี “พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง”  การันตีโครงการ มีความเหมาะสมคุ้มค่าที่จะดำเนินการ และไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน

    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center –ENC) รายงานว่า เมื่อวันที่24ก.พ.2560 ที่ผ่านมา ทางสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้มีหนังสือแจ้งเรื่อง การดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทคโนโลยีสะอาดกระบี่  ส่งถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม,รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม,รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย,รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม,รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ,และผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) โดยระบุถึงการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่21ก.พ.2560  ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้รายงานแนวทางการดำเนินงานโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทคโนโลยีสะอาดกระบี่และสถานการณ์ระบบไฟฟ้าภาคใต้  ว่า คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)ได้มีมติในการประชุมครั้งที่1/2560 เมื่อวันที่17ก.พ.2560  เห็นชอบให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)ดำเนินการโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทคโนโลยีสะอาดกระบี่ และโครงการท่าเทียบเรือบ้านคลองรั้วตามขั้นตอนของกฏหมาย  รวมทั้งเร่งรัดการสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

      พร้อมกันนี้ยังเห็นชอบให้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม( สผ.) พิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม(EIA)และรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ(EHIA)ของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และโครงการท่าเทียบเรือบ้านคลองรั้ว โดยให้นำความเห็นของคณะกรรมการศึกษาการดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่(คณะกรรมการไตรภาคี)ไปประกอบการพิจารณาตามขั้นตอน  ซึ่งหากมีการดำเนินการได้ตามแผนคาดว่าโรงไฟฟ้าดังกล่าวจะเปิดดำเนินการได้ในปี2565

    อย่างไรก็ตามการที่มีประชาชนบางกลุ่มออกมาคัดค้านการดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ และเรียกร้องให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอีกครั้งหนึ่ง  จึงเห็นควรให้กฟผ.จัดทำEIAและEHIA ตลอดจนการมีส่วนร่วมเพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชนให้ครบถ้วน สมบูรณ์ ชัดเจน และเป็นที่ยอมรับของผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย โดยให้ดำเนินการเป็นไปตามกฏหมาย  ระเบียบ และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด  

    ทั้งนี้การดำเนินการตามข้อเรียกร้องดังกล่าวจะทำให้โครงการมีความล่าช้ากว่าแผนที่กำหนดไว้เดิมและอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานไฟฟ้าของภาคใต้ได้   ทางรองนายกรัฐมนตรี พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง จึงได้ชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติมว่า โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทคโนโลยีสะอาดกระบี่  มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงาน รองรับการขยายตัวของเศรษฐกิจและชุมชนในภาคใต้ การพัฒนานิคมอุตสาหกรรม ตลอดจนการพัฒนาเส้นทางคมนาคมในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งได้มีการพิจารณาแนวทางการดำเนินการต่างๆอย่างรอบด้านแล้วพบว่า โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทคโนโลยีสะอาดกระบี่  มีความเหมาะสมคุ้มค่าที่จะดำเนินการ และไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติรับทราบ

    ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า  นายกรัฐมนตรีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในรายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ซึ่งออกอากาศทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยเวลา 20.15 น.  ในวันเดียวกัน(ศุกร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2560 ) ถึงโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทคโนโลยีสะอาดกระบี่  โดยระบุเรื่องของการทำ EIA/EHIA ให้กฟผ.นำรายงานทั้ง2ฉบับที่จัดทำมาพิจารณาร่วมกันกับของใหม่ที่ยังทำไม่เสร็จทั้งหมด และให้เร่งดำเนินการเพื่อให้ได้ข้อยุติว่าจะสร้างได้หรือสร้างไม่ได้ เพราะยิ่งช้าก็จะยิ่งเสียโอกาส มีความเสี่ยงด้านพลังงาน และต้นทุนราคาค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้น   อย่างไรก็ตามในการกล่าวในรายการดังกล่าว นายกรัฐมนตรีไม่ได้ชี้ชัดลงไปในรายละเอียดในแนวปฏิบัติว่า การทำ  EHIA ของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ และการทำEIA ของท่าเทียบเรือบ้านคลองรั้วนั้น กฟผ.จะต้องมีการจัดรับฟังความคิดเห็นใหม่อีกครั้งหรือไม่

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หากยึดเอาตามหนังสือของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ที่ระบุความเห็นของรองนายกรัฐมนตรี พลอากาศเอกประจิน จั่นตอง ในตอนท้าย  และแนวทางที่กฟผ.ดำเนินการนั้น  จะไม่มีการจัดรับฟังความคิดเห็นใหม่ตามข้อเรียกร้องของประชาชนบางกลุ่มที่คัดค้าน  โดยจะเป็นการนำรายงานEIAและEHIAที่มีการปรับแก้ไขตามความเห็นของคณะกรรมการผู้ชำนาญการ และคณะกรรมการไตรภาคี เสนอให้ สผ.พิจารณาตามขั้นตอนของกฏหมาย 

  • Date : 24 / 02 / 2017
    นายกรัฐมนตรีสั่งเร่งทำEIA/EHIAโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ให้ได้ข้อยุติ

    คำต่อคำ นายกรัฐมนตรีร่ายยาวเรื่องพลังงาน  ระบุประเทศต้องลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลจากก๊าซและน้ำมัน โดยปรับแผนพีดีพี เพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนให้ได้40% แต่ต้องพิจารณาในหลายมิติ ทั้งต้นทุนและผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าและค่าครองชีพที่จะสูงขึ้น  ในขณะที่ย้ำความจำเป็นที่จะต้องเร่งทำEIA/EHIA โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ โดยเอาของเก่ามารวมกับของใหม่ที่จะทำเพิ่ม ให้ได้ข้อยุติ ถ้าผ่านจึงค่อยสร้าง แต่ถ้าไม่ผ่าน บอกทุกฝ่าย ต้องยอมรับผลที่จะเกิดขึ้นตามมา และหาทางเลือกอื่น  ที่ให้ประชาชนเดือดร้อนเรื่องค่าไฟน้อยที่สุด 

    ในรายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ซึ่งออกอากาศทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย วันศุกร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 20.15 น. คัดลอกแบบคำต่อคำ เฉพาะในส่วนที่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พูดถึงเรื่องพลังงาน ซึ่งเป็นเรื่องแรกในการ ทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชน  ดังนี้  “ เรื่องพลังงาน ขอให้เข้าใจว่า พลังงานนั้นจะมีความสำคัญมากทั้งในปัจจุบันและอนาคต โดย เฉพาะอย่างยิ่งการขับเคลื่อนประเทศไปสู่ “ไทยแลนด์ 4.0” ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยีที่ทันสมัย มีการวิจัยและพัฒนา รวมทั้งจัดหานวัตกรรมใหม่ ๆ ซึ่งล้วนต้องใช้พลังงานทั้งสิ้น สำหรับโครงสร้างพื้นฐานทุกระบบ  ทั้งการคมนาคมขนส่ง และการสื่อสาร  สารสนเทศ อินเตอร์เน็ต และในกิจกรรมภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม  การท่องเที่ยวและบริการ ซึ่งนับวันจะมากขึ้น”

    “อย่างไรก็ตาม รัฐบาลและ คสช. ต้องคำนึงการสร้างความสมดุลระหว่าง การพัฒนาในด้านพลังงาน กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมอยู่เสมอ โดยผมยืนยันว่าจะทำให้ดีที่สุด ทั้งนี้ เพื่อจะรักษาสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติของประเทศที่มีอยู่อย่างจำกัด แต่อยากให้ประชาชนได้ทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ เพราะหากลงทุนด้านพลังงานที่ไม่เหมาะสมกับสภาพความเป็นจริงแล้ว อาจจะเป็นปัจจัยเสี่ยงด้านความมั่นคงทางพลังงานเป็นอย่างยิ่ง สำหรับเชื้อเพลิงที่ใช้กับเครื่องกำเนิดไฟฟ้านั้นมีหลายประเภทด้วยกัน เราอาจจะจำเป็นต้องพิจารณาให้เกิดความเหมาะสม เราไม่อาจจะพึ่งพา ฝากความหวังไว้แต่เพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง อาทิเช่นกับ ก๊าซธรรมชาติหรือน้ำมัน”        

    “วันนี้เราพึ่งพาอยู่ 70% เช่นในปัจจุบันเราต้องลดลง แล้วหาเชื้อเพลิงอื่นที่เหมาะสม  ราคาถูก หาง่ายและปลอดภัย มีคุณภาพ ตลอดจนไม่มีความเสี่ยงในเรื่องราคามากนัก เพื่อจะมาทดแทน 70% ที่ว่าให้ลดน้อยลง ไม่เช่นนั้นจะเป็นภาระของพี่น้องประชาชน และภาคการลงทุนต่าง ๆ ก็จะเกิดอุปสรรค ทางด้านสังคมและเศรษฐกิจตามมา เพราะฉะนั้นการใช้พลังงาน ฟอสซิล ดังกล่าว ทั้งแก๊ส ทั้งน้ำมันนั้น จะต้องลดลงจาก 70% ให้เหลือ 60% ให้ได้ก่อน แล้วเราก็จำเป็นต้องเพิ่มพลังงานทดแทน พลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานจากขยะ  ชีวมวล ลม แดด  อื่น ๆ เราก็ทำอยู่แล้วในขณะนี้ ถ้าหากเราทำ เพิ่มได้จาก 30% เป็น 40% ก็ย่อมจะดีกว่าเดิม ลดการผลิตแก๊ส CO2 ลดปัญหาโลกร้อนได้ด้วย เพราะฉะนั้นเราจำเป็นต้องปรับอัตราส่วน แผน PDP ของเรา จากการใช้พลังงานจากฟอสซิล 70%  กับ 30% จากพลังงานหมุนเวียน ให้เป็น 60% และ 40% ตามลำดับ”

    “ปัญหาสำคัญต่อมาคือ วันนี้เราอาจจะเข้าใจไม่ตรงกัน คือคำว่า “ความเสถียร” และ “ไม่เสถียร” ก็คือความแน่นอนของพลังงานที่เกิดขึ้นจากการผลิต จากเชื้อเพลิงต่าง ๆ ที่กล่าวมาแล้วข้างต้น และการก่อสร้าง ต้นทุนการก่อสร้าง วัสดุต้นทุนที่นำมาใช้ ในการเป็นเชื้อเพลิง เหล่านี้อาจจะทำให้มีต้นทุนการผลิตกระแสไฟฟ้าที่สูงขึ้น เราต้องเอาสิ่งเหล่านี้มาพิจารณาด้วย อาจจะส่งผลกระทบกับ “ค่าไฟ” ของคนทั้งประเทศ เพราะเราเอามารวมกันแล้วหารแบ่งกัน ใช้อัตราค่าไฟเท่ากันทั้งประเทศ อาจจะทำให้ “ค่าครองชีพสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว “

    “เพราะฉะนั้น รัฐบาลต้องมองในหลายประเด็นด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นพลังงานจากแก๊ส จากน้ำมัน จากถ่านหิน จากพลังงานทดแทน พลังงานทางเลือก ทุกอย่างต้องพิจารณาในทุกแง่ทุกมุม   ซึ่งถ่านหินนั้นเราก็เอามาพิจารณาเป็นทางเลือกหนึ่ง ที่จะนำมาพิจารณาในการที่จะพยายามลดสัดส่วนและค่าใช้จ่ายจากก๊าซธรรมชาติหรือน้ำมัน ที่เราจำเป็นต้องนำเข้าเป็นจำนวนมากทุกปี เราไม่มั่นใจว่าวันหน้าจะสะดวกง่ายดายแบบนี้หรือไม่ มีพอหรือไม่ ราคาจะสูงขึ้นอีกหรือไม่ แล้วเขาจะขายหรือไม่วันหน้า ถ้าน้อยลง ๆ  อันนี้เป็นสิ่งที่เป็นความเสี่ยง ในส่วนของที่เป็นถ่านหินนั้น ถ้าเราสามารถทำได้ ผมใช้คำว่าถ้าสามารถทำได้ จะต้องเป็นถ่านหินที่มีคุณภาพสูง ไม่ใช่ถ่านหินลิกไนต์ แล้วจะต้องเป็นชนิดทีสร้างมลภาวะน้อยที่สุด ซึ่งการสร้างมลภาวะนั้นมีอยู่หลายอย่างด้วยกัน ที่เกี่ยวข้องวันนี้ก็ยังมีใช้อยู่ในต่างประเทศด้วย ไม่ใช่เป็นถ่านหินลิกไนต์  เป็นถ่านหินชนิด “บิทูมินัส” ที่เรียกว่า บิทูมินัส  ซึ่งมีคุณภาพ มีระบบกำจัดในกระบวนการผลิตที่ทันสมัย และเป็นมาตรฐานสากล”
    “ทั้งนี้เราจะต้องทำให้สอดคล้องกับการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) และการลดโลกร้อนลงไปด้วย ซึ่งผมได้ไปกล่าวหรือไปรับทราบมติในที่ประชุมสหประชาชาติไปแล้วว่า เราต้องพยายามลดให้ได้ 20-25% ภายในปี 2030 อันนี้ผมไม่เคยลืม แล้วผมไม้ได้มุ่งหวังว่า ที่ทำมาทั้งหมด เพื่อจะยกเลิกอันนี้ ไม่ปฏิบัติตามพันธะสัญญา หรือไปทำเพื่อประโยชน์ใครทั้งสิ้น ผมมองว่าประโยชน์ประเทศชาติอยู่ตรงไหน ประชาชนอยู่ตรงไหน เพราะฉะนั้นอะไรที่ทำได้เราก็ต้องหาทางพิจาณาหาความร่วมมือกันให้ได้ “

    “ทั้งนี้ อยากจะเรียนให้ทราบว่า ประเทศไทยเราอาจจะโชคดีที่เราผลิตก๊าซ CO2 ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพียง 0.9%  ซึ่งถือว่าน้อยมากกว่าหลาย ๆ ประเทศในโลก แต่รัฐบาลก็จำเป็นที่ต้องปฏิบัติตามพันธะสัญญา แล้วขณะเดียวกันต้องรับฟังเสียงจากประชาชนไปด้วย จะเห็นว่า 2 ปี ที่ผ่านมานั้น รัฐบาลรับฟังมาโดยตลอด ไม่ได้หมายความว่าจะไปสั่งการ หรือลงมติโดยที่ไม่ฟังเสียงจากประชาชนเลย เราต้องการ การมีส่วนร่วมด้วยความเข้าใจ มากกว่าการบังคับใช้กฎหมาย สำหรับในเรื่องของการทำ EIA/EHIA อย่าไปฟังคำบิดเบือนของใครทั้งสิ้น วันนี้ให้ไปทำใหม่ก็ไปทำใหม่ คำว่าทำใหม่ต้องมีของเก่าอยู่แล้วด้วย เอาของเก่ามาพิจารณาร่วมกันกับของใหม่ที่ยังทำไม่เสร็จทั้งหมด ทั้งฉบับ ทั้ง 2 เรื่อง ก็ต้องทำให้ผ่านทั้งหมด”

    “เพราะฉะนั้นถ้าไม่ผ่านจะทำยังไง ไม่ผ่านก็สร้างไม่ได้ ผมจะไปบังคับได้ยังไง แต่ทุกคนต้องยอมรับในสิ่งที่เกิดผลตามมา แล้วเราต้องไปพิจารณาทางเลือกอื่น ๆ ที่จะทำอย่างไรให้ประชาชนเดือดร้อนในเรื่องของ “ค่าไฟฟ้า” น้อยที่สุด รวมทั้งต้องคำนึงถึง “ต้นทุนด้านพลังงาน” ชนิดอื่น ๆ อีกด้วย ความไม่มีเสถียรภาพคือไม่สม่ำเสมอ เพราะการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานทดแทนสามารถใช้ในโรงงานขนาดเล็ก ในการที่จะส่งเข้าเป็นพลังงานหลัก พลังงานไฟฟ้าหลักในระบบนี่ค่อนข้างจะเป็นปัญหา เพราะบางครั้งขึ้น ๆ ลง ๆ  ไม่เสถียร ต้องมีพลังงานหลักใส่เข้าไปด้วย  เพราะฉะนั้นถ้าเราสามารถที่จะทำได้อย่างที่ว่าทั้งหมด ก็จะมีการผสมกัน ทดแทนกัน อยู่ในกรอบ 100%  ของการจัดหาพลังงาน ตามแผน PDP  จะต้องตอบคำถามข้างต้นได้ทั้งหมด ตอบคำถามประชาชนได้ด้วย   รัฐบาลจริง ๆ แล้วก็ไม่อยากจะสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินหรอก เพราะว่าไม่ได้เป็นผลอะไรกับผมเอง หรือกับรัฐบาล กับ ครม. แต่เป็นผลกับประเทศชาติ ถ้าทำได้ก็คือทำได้ ทำไม่ได้ก็คือทำไม่ได้ เพราะฉะนั้นผมไม่อยากให้มาขัดแย้งกันอีก ก็มีการพูดจาหารือกันดี ๆ ไม่จำเป็นต้องมาประท้วง  ผมก็ให้ทบทวนอยู่แล้วในขณะนี้ แต่อย่าใช้คำว่า จะกดดันอย่างโน้นอย่างนี้ ถ้าทำ หรือถ้าไม่ทำจะเป็นอย่างไร ผมว่าไม่ถูกต้อง กฎหมายก็มีอยู่ เพราะฉะนั้นรับฟังเหตุผลซึ่งกันและกัน อย่าประท้วงกันอีกเลยให้เสียแรงเสียเวลา อันตรายเดินทางไป-มา เสียเวลาหาเงิน ดูแลครอบครัวด้วย ช่วยกันไปพัฒนาตนเอง ทำความเข้าใจ เดินหน้าประเทศดีกว่า”

    “เรื่องสำคัญคือ เราไม่อาจใช้การเกษตรกรรมเป็นรายได้ของประเทศแต่เพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป เพราะราคาพืชผลทางการเกษตรมีความผันผวน ไม่แน่นอน เราจำเป็นต้องเป็น “ประเทศเกษตรอุตสาหกรรม” และมีอุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมด้วย มิฉะนั้นประเทศเราจะมีรายได้ไม่เพียงพอ สำหรับในการที่จะนำมาพัฒนาประเทศ หรือการพัฒนาด้านสวัสดิการของรัฐ  สาธารณสุข การศึกษา การดูแลผู้สูงวัย และอื่น ๆ อีกมากมาย ที่ทุกคนทราบดี ผมอยากให้ทุกคน  ทุกฝ่าย พยายามทำความเข้าใจกันด้วย”

    “ทุกอย่างไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม ก็เหมือน “เหรียญ 2 ด้าน”  มีได้ ก็ต้องมีเสีย แต่เหรียญที่มีด้านเดียว เป็นเหรียญใช้ไม่ได้อยู่แล้ว  เหรียญ 2 ด้าน มีได้ มีเสีย แต่ต้องมีได้มากกว่ามีเสีย แล้วจะดูแลผู้ที่เสียอย่างไร เราจะมุ่งไปทางใดทางหนึ่งอย่างเดียวไม่ได้ เปรียบเสมือนเหรียญ 2 หน้าที่ต้องมีสมบูรณ์ทั้ง 2 ข้าง เราต้องหาทางเลือกที่เหมาะสมของประเทศให้ได้ในทุกมิติ การทำ EIA/EHIA นั้น ก็ขอให้เร่งทำ ให้ได้ข้อยุติ จะได้ หรือไม่ได้ก็แล้วแต่ ยิ่งช้าก็จะยิ่งเสียการ จะได้รีบคิดกันใหม่ จะทำอะไร แล้วก็ต้องยอมรับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นในอนาคตร่วมกัน การเสียอนาคต เสียโอกาส ความเสี่ยง พลังงาน ต้นทุน ความเสถียร และราคาค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้น ทุกคนต้องร่วมกันรับผิดชอบด้วย เพราะรัฐบาลพยายามทำอย่างเต็มที่แล้ว อาจจะทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศนั้นมีปัญหาอีก”

    “อย่างไรก็ตาม แง่มุมที่ผมเห็นว่า จากเหตุการณ์ครั้งนี้ เป็นเรื่องที่น่าชื่นชมที่คนไทยในวันนี้มีความตื่นตัวในเรื่องของการพัฒนาและการอนุรักษ์ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม รวมทั้งความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ ถ้าไม่ขัดแย้งกัน ก็ไม่รู้กัน ไม่รู้ว่าสำคัญอย่างไร ไม่รู้ว่ามีอะไรอยู่บ้าง ถ้าทุกคนใช้โอกาสนี้สำรวจตัวเองว่าเรารู้หรือยัง เรารู้ครบถ้วนหรือยัง ก็จะแก้ปัญหาได้ ถ้ายังรู้ไม่พอ ก็ฟัง ก็อ่านเอา แล้วก็ตัดสินใจด้วยตัวเอง หรือปรึกษากันในสิ่งที่เป็นประโยชน์  ในส่วนของการรักษาสิ่งแวดล้อมนั้น ผมอยากจะขอร้องว่าให้ช่วยกันสำรวจตัวเองว่าวันนี้เราใช้กล่องโฟม ใช้ถุงพลาสติกกันในแต่ละครัวเรือน แต่ละคนมากน้อยเพียงใด เพราะว่าเป็นขยะซึ่งทำลายได้ยาก ใช้เวลาเป็นร้อยปี เพราะฉะนั้น เรามีการทิ้งขยะแยกประเภทหรือยัง มีการแยกขยะตั้งแต่ต้นทางหรือยัง เจ้าหน้าที่ขนได้ตรงตามที่แยกไว้หรือยัง  ทุกส่วนเกี่ยวข้องกันหมด ทั้งประชาชน ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคธุรกิจ การใช้ไฟฟ้า เราประหยัดพอหรือยัง ปิดไฟเมื่อหมดความจำเป็น ปิดเครื่องใช้ไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ โทรทัศน์ เมื่อไม่ใช้ หรือหลอดไฟทุกหลอด อีกอย่างหนึ่งการประหยัดพลังงานน้ำมัน แก๊ส ที่เราใช้กันอยู่ บางที่ก็ไม่ระมัดระวัง ราคาถูก วันหน้าราคาขึ้นจะทำอย่างไร รัฐบาลไม่สามารถจะอุดหนุนได้อีกแล้วในวันต่อไป “

    “ถ้าหากว่าท่านช่วยกันทำอย่างนี้ แล้วปลูกฝังลูกหลานให้ทำเป็นนิสัยทำในสิ่งที่ถูกต้องเหล่านี้ ด้วยเหตุ ด้วยผล ก็จะทำให้เกิดผลดีในทุกด้าน ไม่แต่เพียงการประหยัดเท่านั้น รวมความไปถึงการสร้างจิตสำนึก แล้วเกิดความร่วมมือกับสังคม กับรัฐบาล กับชาวโลกในการที่จะรักษาสิ่งแวดล้อม และการอนุรักษ์ธรรมชาติที่ดี”
    “เรื่องถุงพลาสติก ขอให้ทุกคนถือว่า เป็นเรื่องสำคัญ ทุกคนควรช่วยกันรณรงค์ตั้งแต่บัดนี้ไปเลย ให้ใช้ “ถุงผ้า” นำถุงผ้าไปซื้อของด้วย ก็มีหลายชนิด ชนิดที่กันน้ำได้ ภายในก็บุเป็นอะไรที่กันน้ำได้ ที่ทำลายได้ง่าย ก็ขอให้นำติดไปแล้วกัน จะได้ลดการใช้ถุงพลาสติก อีกหน่อยห้าง ร้านค้าอาจจะต้องคิดราคาถุงพลาสติกด้วย เพราะจะต้องส่งเสริมกันทุกมมิติ สำคัญอยู่ที่ประชาชน”


    - See more at: http://www.thaigov.go.th/news/contents/details/2072#sthash.YIM5F8oV.dpuf

  • Date : 24 / 02 / 2017
    IFECเตรียมพร้อมยื่นสมัครร่วมโครงการโซลาร์ฟาร์มทั้งส่วนราชการและสหกรณ์ฯเฟส2

    อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ฯ หรือ IFEC  แต่งตัวรอพร้อมยื่นใบสมัครเข้าร่วมโครงการ โซล่าร์ฟาร์มทั้งในส่วนโควต้าหน่วยงานราชการและสหกรณ์ หลังสนพ..ประกาศจะมีการเปิดรับเฟส2เดือนเม.ย. นี้  ผู้บริหารยืนยันปัญหาภายในองค์กรไม่กระทบแผนธุรกิจ

    นายแพทย์วิชัย ถาวรวัฒนยงค์ ประธานบริษัทอินเตอร์ ฟาร์อีสท์  เอ็นเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ IFEC เปิดเผยว่า บริษัท IFEC มีความพร้อมในการเข้าร่วมโครงการผลิตไฟฟ้าแสงอาทิตย์บนภาคพื้นดิน (โซล่าร์ฟาร์ม) สำหรับหน่วยงานราชการและสหกรณ์การเกษตรเฟส 2 ตามที่มีข่าวว่าทางสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน ประกาศจะเดินหน้าโครงการไฟฟ้าแสงอาทิตย์บนภาคพื้นดิน (โซล่าร์ฟาร์ม) สำหรับหน่วยงานราชการและสหกรณ์การเกษตรเฟส 2 ในเดือนเม.ย.นี้
     

    ทั้งนี้เมื่อปี 2559 บริษัทได้เตรียมยื่นขอเข้าร่วมโครงการนี้จำนวนหลายโครงการ  แต่เนื่องจากมีกรณีที่เกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ.ร่วมทุน ภาครัฐจึงชะลอการดำเนินการออกไปก่อน แต่เมื่อกลับมาเริ่มใหม่ ทางบริษัทจึงมีความพร้อมอย่างเต็มที่ ในการเข้าร่วมโครงการกับภาครัฐ  ส่วนบริษัทจะได้รับสิทธิ์ดำเนินงานในกี่ โครงการและกี่เมกะวัตต์นั้น  จะขึ้นอยู่กับหลักเกณฑ์การพิจารณาคัดเลือกของภาครัฐ

    ส่วนกรณีที่มีข่าวเกี่ยวกับปัญหาภายในของบริษัทนั้น เชื่อว่าจะไม่มีผลกระทบกับการยื่นสมัครเพื่อขอรับสิทธิ์ขายไฟฟ้าในโครงการนี้  โดยขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างดำเนินการ กระบวนการเรียกประชุมกรรมการชุดใหม่ ไปพร้อมๆกับการเตรียมแผนการขยายธุรกิจให้มีความต่อเนื่อง 

    สำหรับโครงการโซล่าร์ฟาร์มหน่วยงานราชการ และสหกรณ์การเกษตร เฟส 2 ที่กระทรวงพลังงาน จะมีการดำเนินการต่อนั้น แบ่งเป็นในส่วนโควต้าหน่วยราชการ 400 เมกะวัตต์ และสหกรณ์ฯ 119 เมกะวัตต์  โดยคาดว่าจะเปิดรับผู้ร่วมโครงการ ในเดือนเม.ย. นี้ และมีกำหนดขายไฟเข้าระบบ มิ.ย. 2561  ซึ่งราคารับซื้อไฟฟ้า จะใช้ระบบรับซื้อตามต้นทุนที่แท้จริง(ฟีดอินทารีฟ)ในอัตรา 4.12 บาทต่อหน่วย  โดยจะต่ำกว่าเฟสแรกที่รับซื้อที่ 5.66 บาทต่อหน่วย เนื่องจากปัจจุบันต้นทุนแผงโซล่าเซลล์และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องนั้นมีราคาถูกลงมาก 
     

บทความ อ่านบทความทั้งหมด

คลิปวิดีโอ ดูคลิปทั้งหมด

กิจกรรม ดูกิจกรรมทั้งหมด

  • Date : 24 / 02 / 2017
    กิจกรรมล่าสุด
    เสียงคนกระบี่อยากมีโรงไฟฟ้า

    โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทคโนโลยีสะอาดกระบี่ ยังเป็นประเด็นถกเถียงทางสังคม ที่มีทั้งผู้ต่อต้านและสนับสนุน รวมถึงมีการวิเคราะห์และแสดงทรรศนะกันอย่างกว้างขวางของหน่วยงานต่างๆ ทั้งหน่วยงานรัฐบาล กลุ่มนักวิชาการ และองค์กรอิสระหลายแห่ง

    ทั้งนี้ โรงไฟฟ้ากระบี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ของชาวบ้านในพื้นที่ เนื่องจากโรงไฟฟ้ามีอยู่เดิม ตั้งอยู่ในตำบลคลองขนาน อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ เริ่มจ่ายกระแสไฟฟ้าตั้งแต่ปี 2507 โดยใช้ถ่านหินลิกไนต์เป็นเชื้อเพลิง มีกำลังการผลิตรวม 60 เมกะวัตต์ ปัจจุบันได้หมดอายุและปลดออกจากระบบไป เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2538 แต่ความต้องการใช้ไฟฟ้าในภาคใต้ตอนล่าง มีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คณะรัฐมนตรี จึงอนุมัติ ให้ กฟผ. สร้างโรงไฟฟ้าพลังความร้อน ขนาด 315 เมกะวัตต์ ทดแทนโรงไฟฟ้าเดิม เดินเครื่องจ่ายกระแสไฟฟ้าเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2547 โดยใช้น้ำมันเตาและน้ำมันปาล์มดิบเป็นเชื้อเพลิง

    แต่ปัจจุบัน ภาคใต้ของไทยมีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (พีค) อยู่ที่ 2,713 เมกะวัตต์ แต่มีกำลังการผลิตในพื้นที่ 3,089.5 เมกะวัตต์ และจากจำนวนนี้เป็นโรงไฟฟ้าหลักที่เดินเครื่องได้ตลอด 24 ชั่วโมงเพียง 2,406 เมกะวัตต์ ทำให้จำเป็นต้องส่งไฟฟ้าจากภาคกลางไปเสริมประมาณวันละ 200 – 600 เมกะวัตต์ และเนื่องจากกำลังการผลิตที่ใกล้เคียงกับพีค ทำให้มีความเสี่ยงไฟฟ้าดับหากเกิดกรณีฉุกเฉิน ดังนั้น การมีโรงไฟฟ้าหลักในภาคใต้ ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ย่อมจะช่วยสร้างความมั่นคงให้ระบบไฟฟ้าในพื้นที่ รัฐบาลจึงให้มีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทคโนโลยีสะอาด ขนาด 800 เมกะวัตต์ ในพื้นที่โรงไฟฟ้าเดิม อย่างไรก็ตาม เนื่องจากมีการเคลื่อนไหวคัดค้านโครงการ การดำเนินโครงการจึงได้ล่าช้าออกไป

    ล่าสุด คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) มีมติให้เดินหน้าโครงการต่อ แต่นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งให้มีการทบทวนแก้ไขเพิ่มเติม รายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ในส่วนของท่าเทียบเรือ และรายงานผลกระทบสุขภาพและสิ่งแวดล้อม (EHIA) ในส่วนของโรงไฟฟ้าถ่านหิน ที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) ได้ดำเนินการจัดทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก่อนเดินหน้าโครงการตามขั้นตอนต่อไป ซึ่งกระบวนการนี้ จะทำให้การก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ล่าช้ากว่าแผนเดิมที่จะเข้าระบบในปี 2562 เลื่อนไปเป็น 2564-2565 แต่หากต้องกลับไปทำ EIA และ EHIA ใหม่ทั้งหมด โครงการจะล่าช้าไปเป็นปี 2567       

    แม้จะยังต้องรอความชัดเจนในการทบทวนแก้ไข IEA และ EHIA แต่ประชาชนบางส่วนในพื้นที่รอบๆ โรงไฟฟ้า จ. กระบี่ ก็ได้สะท้อนความคิดต่อการพัฒนาโรงไฟฟ้ากระบี่ โดยคณะครูโรงเรียนบ้านเกาะไทร จังหวัดกระบี่ กล่าวว่า “การมีโรงไฟฟ้าไม่เชื่อเรื่องน่ากลัว สิ่งที่น่ากลัวคือการไม่มีไฟฟ้าใช้ แล้วส่งผลให้ประเทศไทยไม่ได้รับการพัฒนาทางด้านการศึกษาและเศรษฐกิจ”

     

     

    นายนิพัทธ์ บุญลอย ชาวบ้านหมู่ที่ 8 บ้านคลองเสียด ตำบลปกาสัย อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ กล่าวว่า “เราอยู่กับโรงไฟฟ้ามาหลายปีแล้ว อยู่มาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายายไม่เคยพบปัญหาใดเกิดขึ้น ในทางกลับกันพลังงานไฟฟ้าถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต การป้องกันที่ดีจะไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ผมสนับสนุนให้มีการสร้างโรงไฟฟ้า เพราะความต้องการใช้ไฟฟ้าในปัจจุบันมีเพิ่มมากขึ้น”

     

    ด้านนายสมพร เฉิดโฉม ชาวบ้านหมู่ที่ 2 ตำบลคลองขนาน อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ ซึ่งมีบ้านอยู่ใกล้กับโรงไฟฟ้า โดยห่างไปประมาณ 2 กิโลเมตร กล่าวว่า อยากสนับสนุนให้สร้างโรงไฟฟ้า เพื่อให้มีไฟฟ้าใช้ต่อไปในอนาคต และเพื่อนบ้านบริเวณใกล้เคียงก็มาร่วมสนับสนุนกันหลายคน

     

    อย่างไรก็ตาม ประชาชนในพื้นที่ที่ต้องการโรงไฟฟ้า จะได้เห็นโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าแห่งนี้เกิดขึ้นได้เมื่อใดนั้น คงต้องรอความชัดเจนเกี่ยวกับการทบทวนแก้ไข EIA และ EHAI จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป 

  • Date : 23 / 02 / 2017
    ปตท.ลงนามสัญญาจ้างรับเหมาโครงการสถานีเพิ่มความดันก๊าซวังน้อยกับซัมซุง

    ปตท. ลงนามสัญญาจ้างรับเหมาโครงการสถานีเพิ่มความดันก๊าซธรรมชาติวังน้อยกับบริษัท ซัมซุง เอ็นจิเนียริ่ง (ประเทศไทย)หวังเพิ่มขีดความสามารถในการจ่ายก๊าซธรรมชาติของท่อส่งก๊าซธรรมชาติช่วงราชบุรี – วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา เป็น 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน นำส่งเป็นเชื้อเพลิงให้กับโรงไฟฟ้าพระนครใต้และพระนครเหนือ 

     เมื่อเร็วๆนี้ นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (คนที่ 6 จากซ้าย) เป็นประธานพิธีลงนามสัญญาจ้างบริษัทผู้รับเหมา โครงการสถานีเพิ่มความดันก๊าซธรรมชาติวังน้อย ระหว่าง ปตท. กับ บริษัท ซัมซุง เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด โดย Mr.Choong Huem ParkCEO และ บริษัท ซัมซุง เอ็นจิเนียริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด โดย Mr.Sang Wook Lee, Managing Director  ภายใต้นโยบายข้อตกลงคุณธรรม โดยได้รับเกียรติจากผู้แทนองค์กรต่อต้านคอรัปชั่น (ประเทศไทย) เข้าร่วมพิธี  ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อ เพิ่มขีดความสามารถในการจ่ายก๊าซธรรมชาติของท่อส่งก๊าซธรรมชาติช่วงราชบุรี – วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา เพิ่มขึ้นเป็น 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน นำส่งเป็นเชื้อเพลิงให้กับโรงไฟฟ้าพระนครใต้และพระนครเหนือ 

  • Date : 22 / 02 / 2017
    รู้จักบทบาทสถาบันปลูกป่าปตท.ผ่านบทกวี"ใจวังจันทร์"

    รู้จักบทบาทสถาบันปลูกป่าปตท.ผ่านบทกวี”ใจวังจันทร์”ของกวีซีไรต์และศิลปินแห่งชาติ”เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์”

    เมื่อวันที่17ก.พ.2560 ที่ผ่านมา สถาบันปลูกป่าปตท. ในส่วนของโครงการ”ป่าวังจันทร์”ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำป่ายุบใน อำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง ได้มีการจัดงาน”ลำนำสัมพันธ์ วิถีวัฒนธรรม คนกับป่า” เพื่อให้คนในชุมชนและเยาวชนในพื้นที่โดยรอบ ได้มีส่วนร่วมในกระบวนการสร้างความเข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญของป่าต่อวิถีชีวิตของคนและมีจิตสำนึกร่วมกันที่จะร่วมอนุรักษ์ฟื้นฟูพื้นที่ป่า   โดยในโอกาสนี้ทางสถาบันได้เชิญนักคิด นักเขียนและเป็นศิลปินแห่งชาติ คือ อาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์  และอัศศิริ ธรรมโชติ พร้อมด้วยคณะ เข้าเยี่ยมชมการดำเนินงานของสถาบัน  โดยมีนายประเสริฐ สลิลอำไพ  ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่สื่อสารองค์กรและกิจการเพื่อสังคม ปตท. ให้การต้อนรับ ซึ่งคณะได้ ปลูกต้นไม้ “ต้นขานาง” ร่วมกันไว้เป็นสัญลักษณ์  ในขณะที่ตอนเย็นหลังจากที่  อาจารย์เนาวัรตน์  และศิลปินเพื่อชีวิต “ชูเกียรติ ฉาไธสง” ได้ร่วม ขับลำนำบทกวี  ประกอบเสียงขลุ่ยและกีต้าร์ บนเวที  ที่สร้างความประทับใจให้กับคนที่มาร่วมงาน ดนตรี แล้วยังได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นมุมมองและประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ กับผู้บริหารของสถาบันปลูกป่าปตท.ด้วย

    กิจกรรมปลูกต้นไม้(ต้นขานาง)ที่สองจากซ้าย "ประเสริฐ สลิลอำไพ" ผู้บริหารปตท. ที่มาต้อนรับ ขวาสุด"อัศศิริ ธรรมโชติ"

    กิจกรรมยามเย็น ขับลำนำบทกวี ประกอบเสียงกีต้าร์ โดยกวีซีไรต์"เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ และศิลปินนักเขียน"ชูเกียรติ ฉาไธสง"

    ในช่วงเช้าของวันรุ่งขึ้น(18ก.พ.2560) ทางคณะของอาจารย์ยังมีโอกาสได้เข้าเยี่ยมชมสถานที่ของสถาบันวิทยสิริเมธี (VISTEC) ซึ่งเปิดสอนระดับปริญญาโทด้านวิทยาศาสตร์ ที่อยู่ในบริเวณใกล้กันกับสถาบัน   อาจารย์เนาวรัตน์  บอกว่า” วิทยาศาสตร์  กับกวี ก็ไปด้วยกันได้ เพราะศาสตร์และศิลป์ต้องไปด้วยกันในมนุษย์ “

    สำหรับบทกวีที่ถูกแต่งขึ้นใหม่ และนำแสดงบนเวที จากอาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ที่ชื่อ”ใจวังจันทร์” ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งชิ้นงานมีความไพเราะทั้งคำและความหมาย  โดยอาจารย์เนาวรัตน์ ยังได้เขียนด้วยลายมือ ไว้ในสมุดบันทึกของทางสถาบันปลูกป่า ปตท. เพื่อให้ทางสถาบัน นำไปใช้ในการขยายผลเพื่อปลุกจิตสำนึกในการอนุรักษ์ป่า โดยเน้นย้ำว่า คนกับป่าและธรรมชาติ จะต้องอยู่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

                                                      “ใจวังจันทร์”

     ป่าวังจันทร์  ประจำอยู่ ภูขุนอินทร์  

     รู้ใจไม้ ใจดิน รู้ถิ่นเก่า

    รู้แหล่งน้ำ รักน้ำ ร่วมลำเนา

    ป่าคือเรา เราคือป่า มาโยงใย

    ธรรมชาติ คือธรรม ที่กำหนด

    อันเป็น กฏความจริง ที่ยิ่งใหญ่

    อันหนึ่งอัน เดียวกัน อันเป็นไป

    มีธรรมะ อยู่ใน ใจวังจันทร์

    นางกนกพร รอดรุ่งเรือง ผู้อำนวยการสถาบันปลูกป่า ปตท.กล่าวว่า ป่าวังจันทร์ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จมาทรงเปิดเมื่อวันที่ 6 สค.2558 จากวันนั้นจนวันนี้ ผ่านมากว่าขวบปี ผืนป่าแห่งนี้ได้ผลิดอกออกผล สร้างคุณค่าและความหมายแก่เมืองระยอง ในฐานะแหล่งเรียนรู้นิเวศป่าไม้แห่งใหม่ และเป็นห้องทำงานที่น่าหลงใหลแก่เหล่านักวิจัย  ป่าวังจันทร์เป็นห้องเรียนธรรมชาติที่ช่วยเสริมสร้างกระบวนการเรียนรู้ที่มีค่าแก่เด็กและเยาวชน  และอีกหนึ่งความฝันของเราคือ.เป็นซุปเปอร์มาเก็ตธรรมชาติของชุมชนโดยรอบต่อไป

    ซ้าย "กนกพร รอดรุ่งเรือง" ผอ.สถาบันปลูกป่าปตท. ขวา "เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์" กวีซีไรต์ และศิลปินแห่งชาติ

    สถาบันปลูกป่าปตท. จัดตั้งขึ้นเมื่อปี2556  จากความสำเร็จในกิจการฟื้นฟูพื้นที่ป่า 1ล้านไร่ของปตท.ที่ช่วยสร้างองค์ความรู้และประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการฟื้นฟูป่าอย่างครบวงจร  และต้องการที่จะให้มีการดำเนินการต่อเนื่องอย่างเป็นรูปธรรม  โดยมีบทบาทสำคัญในการเผยแพร่องค์ความรู้ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้แก่คนในสังคม  โดยมีศูนย์การเรียนรู้ที่จัดตั้งขึ้นแล้ว2แห่งคือ”โครงการป่าในกรุง”ที่เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านนิเวศวิทยาและการฟื้นฟูป่าไม้ของกรุงเทพในอดีต และศูนย์การเรียนรู้”โครงการป่าวังจันทร์”ที่ ตำบลป่ายุบใน อำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง  ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการฟื้นฟูป่าไม้แบบครบวงจร ที่มีพื้นที่ปลูกป่าสาธิตรูปแบบต่างๆ และเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่สำคัญของภาคตะวันออก และโครงการใหม่ที่สถาบันจะมีการจัดตั้งขึ้นคือที่คุ้งบางกระเจ้า อำเภอพระประแดง จังหวัด สมุทรปราการ

    อาคารศูนย์การเรียนรู้ สถาบันปลูกป่าปตท. โครงการป่าวังจันทร์