• Date : 06 / 12 / 2016
    ข่าวล่าสุด
    อนันตพรไม่หวั่นสนช.เลื่อนพ.ร.บ.ปิโตรเลียมอีกรอบ ยันเปิดประมูลมิ.ย.ปีหน้า

    กระทรวงพลังงาน ไม่หวั่น สนช. เลื่อนพิจารณา พ.ร.บ. ปิโตรเลียมอีกครั้งเป็นรอบที่ 4  ยืนยันแม้ขยายออกไปอีก 30 วันก็ยังอยู่ในกรอบเวลาเดิมที่เผื่อความล่าช้าไว้แล้ว พร้อมเปิดประมูลเดือน มิ.ย. ปีหน้าและประกาศผลในปีเดียวกัน ด้านรองนายกฯ วอนประชาชนเข้าใจความจำเป็นเรื่องพลังงาน ยืนยันรัฐบาลจะทำให้ดีที่สุดเพื่อผลประโยชน์ประเทศ

    พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์​ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงกรณีที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เตรียมเปิดประชุมในวันที่ 8-9 ธ.ค.2559 โดยจะมีการพิจารณาขอขยายเวลาการพิจารณาร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียมและร่าง พ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียมออกไปอีก 30 วัน หรือภายในเดือนม.ค. 2560 ซึ่งนับเป็นการเลื่อนพิจารณาเป็นครั้งที่ 4 ว่า ขณะนี้กระทรวงพลังงานยังไม่ได้รับหนังสือแจ้งการเลื่อนพิจารณาพ.ร.บ.ทั้ง 2 ฉบับจาก สนช. และทางกระทรวงพลังงานขอประสานกับ สนช. อีกครั้ง เพราะที่ผ่านมายืนยันว่ากระทรวงพลังงานได้หารือทำความเข้าใจกับ สนช. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ครั้งนี้ไม่ทราบสาเหตุว่าทำไมถึงต้องขยายเวลาการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวอีก

    อย่างไรก็ตาม กระทรวงพลังงานยืนยันว่าจะสามารถเปิดให้ยื่นประมูลแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมเอราวัณ และบงกช ที่จะหมดอายุในปี 2565 และ 2566  ตามลำดับ ให้ได้ในเดือน มิ.ย.2560 จากเดิมที่เคยกำหนดไว้ในเดือนมี.ค. 2560 และต้องทราบผลการประมูลภายในปี 2560 เช่นกัน เพื่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศและความเชื่อมั่นในการลงทุนของภาคเอกชน

    ส่วนการที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้กำหนดกรอบให้การประมูลสัมปทานที่จะหมดอายุ ให้เสร็จภายในเดือน ก.ย. 2560 นั้น ยืนยันว่า ยังอยู่ในกรอบเวลาเดิม และไม่จำเป็นต้องขอขยายเวลากับ กพช. ที่จะมีการประชุมในวันที่ 8 ธ.ค. 2559 แต่อย่างใด เนื่องจากกระทรวงพลังงานได้คำนวณเวลาเผื่อความล่าช้าไว้เรียบร้อยแล้ว

    "ที่ผ่านมาผมได้หารือกับ สนช. และทำความเข้าใจร่วมกันไปหมดแล้ว และไม่รู้ว่าจะมีการประวิงเวลาพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ทั้ง 2 ฉบับไปอีกทำไม ผมขอเวลาประสานกับ สนช. อีกครั้งก่อน เพราะขณะนี้ยังไม่ได้รับทราบข้อมูลการขอเลื่อนเวลาพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ไปอีก 30 วัน แต่ยืนยันว่าทุกอย่างยังอยู่ในแผนที่คาดการณ์ไว้แล้ว"พล.อ.อนันตพร กล่าว

    ด้าน พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ต้องการให้ประชาชนเข้าใจว่าพลังงานเป็นสิ่งสำคัญและมีความจำเป็นต่อโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ รวมถึงจำเป็นต่อชีวิตประจำวันของประชาชน  ดังนั้นจะต้องเตรียมการรองรับความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นในอนาคต ซึ่งรัฐบาลมีหน้าที่ดูแลความมั่นคงด้านพลังงาน และมั่นใจว่าจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุดเพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน

  • Date : 06 / 12 / 2016
    กองทุนอนุรักษ์พลังงานจับมือESCO ช่วยSMEsประหยัดพลังงาน

    กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน โดย สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ร่วมกับ สมาคมบริษัทจัดการพลังงานไทย (ESCO) จัดทำโครงการส่งเสริมศักยภาพด้านอนุรักษ์พลังงานในกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs ไทย ยก4ตัวอย่างผู้ประกอบการที่ทำแล้วประสบความสำเร็จ  ประกอบด้วย บริษัท แซนด์แอนด์ชอยล์ อุตสาหกรรม จำกัด, บริษัท ยูเนี่ยนลิงค์ จำกัด, บริษัท อุตสาหกรรมอำนวยไชย จำกัด และ บริษัท มหาจักรอุตสาหกรรม จำกัด

     นายทวารัฐ สูตะบุตร  ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ปัจจุบันจำนวนผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) มีจำนวนเพิ่มขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจที่โตขึ้น จากการสำรวจและติดตามสถานประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมและอาคารธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก ในประเทศไทย พบว่า โดยมาก SMEs ยังไม่ได้มีการดำเนินมาตรการอนุรักษ์พลังงานเท่าที่ควร เนื่องจากมีปัญหาและอุปสรรคในด้านเทคนิค บุคลากร และเงินทุน ดังนั้น กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน จึงได้ร่วมกับ สมาคมบริษัทจัดการพลังงานไทย (ThaiESCO) จัดทำโครงการเสริมสร้างศักยภาพด้านการอนุรักษ์พลังงานในกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs ภายใต้รูปแบบบริษัทจัดการพลังงาน (ESCO) เพื่อให้คำปรึกษาและให้ความช่วยเหลือในการดำเนินมาตรการอนุรักษ์พลังงานที่ต้องใช้เทคนิคขั้นสูง และเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระความเสี่ยงด้านเทคนิคและด้านการเงินของผู้ประกอบการ SMEs อันที่จะนำไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน พร้อมเสริมสร้างความแข็งแกร่งของศักยภาพการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการ SMEs ได้อย่างยั่งยืน

     การดำเนินโครงการดังกล่าว เริ่มจากการจัดฝึกอบรมให้กับกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs และ ESCO กว่า 50 สถานประกอบการ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในการทำโครงการอนุรักษ์พลังงานภายในรูปแบบ ESCO จากนั้นทำการคัดเลือกผู้ประกอบการเพื่อเข้าดำเนินโครงการไม่น้อยกว่า 3 ราย พร้อมจัดทำรายงานการประเมินความเหมาะสม รวมถึงจัดทำแผนแม่บท (Master Plan) เพื่อวางแผนในการขยายผลโครงการอนุรักษ์พลังงานในกลุ่ม SMEs และจัดให้มีงานสัมมนาเพื่อเผยแพร่ผลการดำเนินโครงการเพื่อสร้างความเข้าใจการพัฒนาต่อยอดโครงการฯ และสุดท้าย ESCO จะเข้าไปให้คำปรึกษาเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับกลุ่มผู้ประกอบการ

     ผลการดำเนินโครงการให้กับกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs นั้น มีผู้ประกอบการ 4 ราย ที่สามารถดำเนินการตามมาตรการประหยัดพลังงาน คือ บริษัท แซนด์แอนด์ชอยล์ อุตสาหกรรม จำกัด, บริษัท ยูเนี่ยนลิงค์ จำกัด, บริษัท อุตสาหกรรมอำนวยไชย จำกัด และ บริษัท มหาจักรอุตสาหกรรม จำกัด โดยได้ดำเนินมาตรการด้านอนุรักษ์พลังงานในรูปแบบของ ESCO ได้แก่ การใช้มอเตอร์ไฟฟ้าชนิดประสิทธิภาพสูง, การลดขนาดและใช้มอเตอร์ไฟฟ้าชนิดประสิทธิภาพสูง, มาตรการจัดการการเดินเครื่องทำความเย็นขนาดใหญ่ (Chiller) ให้เหมาะสม และมาตรการปรับปรุงระบบท่อเมนจ่ายลมระบบอากาศอัด ซึ่งมาตรการเหล่านี้ช่วยให้ผู้ประกอบการลดการใช้พลังงาน และมีผลตอบแทนให้เพิ่มเติม

     นอกจากนี้ยังได้มีการจัดทำ “แผนแม่บท ESCO – SMEs master plan” เพื่อใช้ในการวางแผนขยายผลโครงการอนุรักษ์พลังงานในกลุ่มผู้ประกอบการ SMEsภายใต้รูปแบบ ESCO โดยได้แบ่งการดำเนินงานออกเป็น 4 ช่วง เริ่มตั้งแต่ ปี 2559 เป็นช่วงของการเตรียมการจัดการแผนแม่บทฯ และวางแผนการขับเคลื่อนกิจกรรม หลังจากนั้นช่วงปี 2560 – 2561 เป็นช่วงการเตรียมความพร้อมและพัฒนาโครงการนำร่อง ESCO – SMEs for EERS ซึ่งจะเป็นช่วงการพัฒนารูปแบบกลไก รวมถึงพัฒนารูปแบบการทำสัญญาระหว่าง ESCO กับ 3 การไฟฟ้า (การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค) ต่อจากนั้น ปี 2561 – 2562 เข้าสู่ช่วงของการพัฒนารูปแบบการส่งเสริมการลงทุนผ่านรูปแบบกลไกสนับสนุนทางการเงิน “กองทุนร่วม EERS Revolving Fund” รวมถึงการดำเนินการปรับปรุงโครงการนำร่อง และช่วงสุดท้าย ปี 2564 – 2565 เป็นช่วงการติดตาม พิสูจน์ผลประหยัด ทั้งนี้ แผนแม่บทฯ ได้ตั้งเป้าหมายมุ่งให้เกิดการประหยัดพลังงานได้ 10ktoe (พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ) จากโครงการนำร่อง และสามารถขยายผล ESCO – SMEs for EERS เชิงพาณิชย์ให้บริการกับผู้ให้บริการด้านพลังงาน

  • Date : 04 / 12 / 2016
    กกพ. เดินหน้าเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากขยะชุมชน 80 เมกะวัตต์

    คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน หรือ กกพ. เดินหน้ารับซื้อไฟฟ้าจากขยะชุมชน เป้าหมาย 80 เมกะวัตต์ ระบุใช้วิธีพิจารณาผู้ร่วมโครงการจากคุณสมบัติแทนการแข่งขันราคา เพื่อการจัดการขยะและผลิตไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

    นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน ในฐานะโฆษกของ กกพ. เปิดเผยว่า กกพ. ได้ออกประกาศและหลักเกณฑ์การจัดหาไฟฟ้าจากขยะชุมชนในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการแข่งขันด้านราคา (Competitive Bidding) ซึ่งมีเป้าหมายการรับซื้อประมาณ 80 เมกะวัตต์ โดยจะเปิดให้ยื่นคำร้องและข้อเสนอขอขายไฟฟ้าในวันที่ 1 - 2 มีนาคม 2560 และ กกพ. จะประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับการคัดเลือก ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2560 โดยผู้ได้รับคัดเลือกจะต้องลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย ภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2560 เพื่อที่จะจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (COD) ได้ ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2562

    ทั้งนี้ กกพ. ได้ประกาศข้อมูลพื้นที่ที่มีศักยภาพในการเข้าร่วมโครงการ จำนวน 8 พื้นที่ ได้แก่ 1.องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) และเทศบาลตำบลนครหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา 2.อบจ.นนทบุรี (2)-(3) 3.อบจ.ระยอง 4.อบจ.หนองคาย 5.เทศบาลเมืองกระบี่ จ.กระบี่ 6.เทศบาลนครแม่สอด จ.ตาก 7.เทศบาลนครอุดรธานี จ.อุดรธานี และ 8.ศูนย์กำจัดขยะมูลฝอยหนองแขม และศูนย์กำจัดขยะมูลฝอยอ่อนนุช จ.กรุงเทพมหานคร

    สำหรับคุณสมบัติเบื้องต้นของผู้ที่จะเข้าร่วมโครงการนี้ ต้องเป็นผู้ยื่นขอผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมากที่เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด หรือบริษัทมหาชนจำกัด ที่จดทะเบียนในประเทศไทย และต้องไม่มีการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย หรือ การไฟฟ้าฝ่ายผลิต เป็นผู้ถือหุ้นตั้งแต่ร้อยละ 50 ขึ้นไป โดยต้องมีวัตถุประสงค์เพื่อผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า ที่สำคัญต้องผ่านขั้นตอนการพิจารณาโครงการให้เอกชนร่วมทุนในกิจการของรัฐ โดยความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หรือผู้ว่าราชการจังหวัด หรือผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร แล้วแต่กรณีไป นอกจากนี้ ต้องเป็นโครงการที่มีการดำเนินการจัดการขยะแบบผสมผสานและ/หรือใช้เชื้อเพลิง RDF เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า หรือเป็นโครงการที่มีการดำเนินการจัดการขยะแบบหลุมฝังกลบ และต้องเป็นโครงการที่ไม่เคยได้รับการตอบรับซื้อไฟฟ้าจากการไฟฟ้ามาก่อน

    การรับซื้อไฟฟ้าจากขยะชุมชนไม่ต้องประมูลแข่งขันด้านราคา แต่ใช้วิธีพิจารณาคุณสมบัตินี้ เป็นไปตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่ต้องการให้มีการจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะนำมาผลิตไฟฟ้าให้ได้มากที่สุด โดยจะพิจารณาโครงการที่มีความพร้อมสามารถดำเนินการในระยะแรก หรือ โครงการ Quick Win ที่ผ่านกระบวนการคัดเลือกโดยคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการกำจัดขยะชุมชน โดยให้ครอบคลุมตั้งแต่ขั้นตอนการกำจัดขยะชุมชนจนถึงการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าตามกฎหมายร่วมทุน

    “หลังจากเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากขยะชุมชนแล้ว กกพ. จะดำเนินการเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (ไม่รวมโครงการพลังงานแสงอาทิตย์) ในแบบ FiT Bidding ในประเภทเชื้อเพลิงชีวภาพจากน้ำเสีย/ของเสียชีวมวล และชีวภาพจากพืชพลังงาน โดยจะเปิดรับซื้อในพื้นที่ ทั่วประเทศภายในช่วงต้นปี 60 ก่อนจะพิจารณารับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน สำหรับหน่วยงานราชการและสหกรณ์ภาคการเกษตร ระยะที่ 2 ต่อไป” นายวีระพล กล่าว 

บทความ อ่านบทความทั้งหมด

คลิปวิดีโอ ดูคลิปทั้งหมด

กิจกรรม ดูกิจกรรมทั้งหมด

  • Date : 06 / 12 / 2016
    กิจกรรมล่าสุด
    กระทรวงพลังงาน มอบ 64 รางวัล Thailand Energy Awards 2016

    กระทรวงพลังงาน จัดงานมอบรางวัล Thailand Energy Awards ประจำปี 2559 ให้แก่ผลงานที่ชนะการประกวดจำนวน 64 โครงการ จากจำนวนผู้สนใจส่งผลงานเข้าร่วมประกวดรวมจำนวนทั้งสิ้น 260 โครงการ จากการประกวด 5 ด้าน ได้แก่ ด้านพลังงานทดแทน, ด้านอนุรักษ์พลังงาน, ด้านบุคลากร, ด้านพลังงานสร้างสรรค์ และด้านผู้ส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทคิดเป็นมูลค่าการประหยัดพลังงานได้มากกว่า 2,200 ล้านบาทต่อปี และช่วยลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากถึง 280,000 ตันต่อปี   

    พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานการมอบรางวัล กล่าวว่า งานวันนี้นับเป็นความภาคภูมิใจของรัฐบาลและกระทรวงพลังงาน เพราะได้เห็นพลังแห่งความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทุกภาคส่วนในการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ สะท้อนออกมาเป็นผลงานดีเด่นจากการประกวด ที่มีส่วนสำคัญในการผลักดันให้เห็นถึงศักยภาพ และคุณภาพของหน่วยงานในการคิดค้นรูปแบบ วิธีการ นวัตกรรม เทคโนโลยีการอนุรักษ์พลังงานควบคู่ไปกับการแสวงหาและพัฒนาแหล่งที่มีอยู่ในประเทศอย่างพลังงานทดแทนมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ซึ่งสอดรับกับนโยบายของภาครัฐได้เป็นอย่างดี การยกระดับมาตรฐานวงการพลังงานไทยให้เทียบเท่ามาตรฐานสากล ซึ่งหน่วยงานที่ได้รับรางวัลจะเป็นหน่วยงานต้นแบบของการประกอบกิจการที่ดี สำหรับผู้ประกอบการอื่นๆ เพื่อนำไปปรับใช้ อันจะส่งผลดีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

    “หากมองไปในอนาคตอีก 10 ปีข้างหน้า จะพบว่าการแสวงหาเส้นทางสู่การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ได้กลายเป็นหนึ่งในหัวข้อหลักของการระดมสมองในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ความท้าทายในการกำหนดนโยบายการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพให้เป็นที่สนใจของประชาชน และมีการนำไปใช้จริงกลายเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญด้านพลังงานของแต่ละประเทศ” พลอากาศเอก ประจิน กล่าว

    รองนายกรัฐมนตรียังกล่าวด้วยว่า ได้มอบหมายให้ กระทรวงพลังงานกำหนดแนวนโยบายและแนวทางการดำเนินงานด้านพลังงานของประเทศ โดยต้องคำนึงถึงความมั่นคงด้านพลังงาน และการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงานของประเทศ ตลอดจนการจัดหา สำรวจ และพัฒนาแหล่งพลังงานประเภทต่างๆ ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศเพื่อให้มีใช้อย่างเพียงพอ รวมถึงส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาพลังงานสะอาด เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนและลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก   

    ทั้งนี้ ผลงานที่ชนะการประกวดทั้งสิ้น 64 ผลงาน จากการประกวดทั้งหมด 5 ด้าน ได้แก่  ด้านพลังงานทดแทน จำนวน 15 รางวัล ด้านอนุรักษ์พลังงาน จำนวน 27 รางวัล ด้านบุคลากร จำนวน 9 รางวัล ด้านพลังงานสร้างสรรค์  จำนวน 3 รางวัล และด้านผู้ส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทน จำนวน 10 รางวัล

    พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า การจัดประกวด Thailand Energy Awards ช่วยผลักดันการดำเนินนโยบายด้านพลังงานในระยะยาวให้มีทิศทางที่ชัดเจนขึ้น อีกทั้งส่งเสริมการคิดค้นวิธีการประหยัดพลังงาน เทคโนโลยี และนวัตกรรมการประหยัดพลังงานที่มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น และสามารถนำไปขยายผลต่อยอดในทุกภาคส่วน  อีกทั้งสอดรับกับถ้อยแถลงของรัฐมนตรีพลังงานอาเซียน ครั้งที่ 34 ที่จะขับเคลื่อนประชาคมอาเซียนสู่ภูมิภาคพลังงานสะอาด และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม Towards Greener Community with Cleaner Energy

    “กระทรวงพลังงานตั้งเป้าหมายภายในปี 2579 หรือ 20 ปีข้างหน้า ผลักดันการใช้พลังงานทดแทนภายในประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 30% จากการใช้พลังงานทั้งหมดของประเทศ ภายใต้แผนบูรณาการพลังงานระยะยาว หรือ Thailand Integrated Energy Blueprint (TIEB) ที่มุ่งเน้นการดำเนินงานที่สำคัญ 3 ด้าน ประกอบด้วย พลังงานมั่นคง เศรษฐกิจมั่นคั่ง และสังคมไทยยั่งยืน” พลเอก อนันตพร กล่าว

  • Date : 30 / 11 / 2016
    อนันตพร รับไม้ต่อนายกรัฐมนตรี นำทีมข้าราชการพลังงานออกกำลังกายทุกเย็นวันพุธ

    “อนันตพร”นำทีมข้าราชการกระทรวงพลังงานทั้งปลัดอารีพงศ์  ธรรมยศ  วีระศักดิ์ ออกกำลังกายตามนโยบายนายกรัฐมนตรี  หวังทำเป็นกิจกรรมสม่ำเสมอทุกเย็นวันพุธ

     เมื่อวันที่  30 พ.ย.2559 เวลา 15.30 น. พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วย นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน  นายธรรมยศ ศรีช่วย รองปลัดกระทรวงพลังงาน และนายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ  และ ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทรวงพลังงาน กว่า 200 คน ออกกำลังกายด้วยการเต้นแอโรบิคเป็นเวลา 45 นาที    เพื่อเป็นการสร้างความแข็งแรง และความตื่นตัวในการทำงาน   ณ บริเวณลานหน้าอาคารเอ ศูนย์เอ็นเนอร์ยี่คอมเพล็กซ์  ตามที่นายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เชิญชวนให้ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานต่างๆ ออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างสุขภาพความแข็งแรงของร่างกาย โดยมีการนัดหมายทุกวันพุธ เวลา 15.30 น.เป็นต้นไป

    ทั้งนี้รัฐมนตรีพลังงานได้กล่าวย้ำภายหลังจากการออกกำลังกายว่า หากเป็นไปได้อยากให้มีการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และต่อเนื่อง และเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับประชาชน  ซึ่งหากไม่ติดการประชุมหรืองานอะไร    ก็จะมานำข้าราชและเจ้าหน้าที่ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พร้อมทั้งเชิญชวนให้ทุกคนหันมาดูแลสุขภาพ    ด้วยการออกกำลังกายเป็นประจำ

  • Date : 24 / 11 / 2016
    เชฟรอนคว้า3รางวัลซีเอสอาร์ดีเ่่ด่นปี2559

    เชฟรอนคว้า 3 รางวัลซีเอสอาร์ดีเด่น จากหอการค้าอเมริกันในประเทศไทย ได้แก่ รางวัลปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง(Sufficiency Economy Award) .รางวัลโครงการเพื่อสังคมยอดเยี่ยม (Best in Class Award)และรางวัลองค์กรที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมดีเด่น “ระดับทอง”

    เมื่อเร็วๆ นี้  มีงานมอบรางวัลองค์กรที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมดีเด่นประจำปี 2559 (AMCHAM CSR Excellence  Awards 2016) จัดโดยหอการค้าอเมริกันในประเทศไทย  ที่โรงแรมคอนราด โดยมี นายกลิน      ทาวน์เซนด์ เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และนายมาร์ค คอฟแมน รองประธานหอการค้าอเมริกันในประเทศไทย เป็นผู้มอบรางวัล ให้กับนายไพโรจน์ กวียานันท์ ประธานกรรมการบริหาร เชฟรอนประเทศไทย  ซึ่งได้รับ 3 รางวัล ได้แก่ 1.รางวัลปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Economy Award) ที่จัดขึ้นพิเศษเป็นครั้งแรกในปีนี้เพื่อยกย่องพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จากความสำเร็จของโครงการ “รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน” ซึ่งถือเป็นโครงการที่มีความโดดเด่นที่สุดในการสืบสานพระราชปณิธาน และได้น้อมนำพระราชดำรัส “เศรษฐกิจพอเพียง” มาปฏิบัติเพื่อส่งเสริมการจัดการ ดิน น้ำ ป่า และพัฒนาคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีให้กับคนในชุมชนได้อย่างแท้จริง

    2.รางวัลโครงการเพื่อสังคมยอดเยี่ยม (Best in Class Award) ที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรกเช่นกัน จากโครงการ “Chevron Enjoy Science: สนุกวิทย์ พลังคิด เพื่ออนาคต” ซึ่งมุ่งพัฒนาการศึกษาด้านสะเต็มให้เยาวชนไทย และ3.รางวัลองค์กรที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมดีเด่น “ระดับทอง” ที่มีความร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อส่งเสริมการพัฒนาสังคมอย่างสร้างสรรค์เป็นปีที่ 3 นับเป็นความสำเร็จที่เกิดจากการดำเนินนโยบายความรับผิดชอบต่อสังคมมาอย่างต่อเนื่อง

     

    นายไพโรจน์ กวียานันท์ ประธานกรรมการบริหาร เชฟรอนประเทศไทย รับมอบรางวัลปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จากนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

     

    นายไพโรจน์ กวียานันท์ ประธานกรรมการบริหาร เชฟรอนประเทศไทย รับมอบรางวัลเพื่อสังคมยอดเยี่ยม จากนายมาร์ค คอฟแมน รองประธานหอการค้าอเมริกันในประเทศไทย

     

    เชฟรอนประเทศไทย นำโดย นายไพโรจน์ กวียานันท์ ประธานกรรมการบริหาร รับมอบรางวัลองค์กรที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมดีเด่น “ระดับทอง” จากนายกลิน    ทาวน์เซนด์ เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย