• Date : 25 / 09 / 2016
    ข่าวล่าสุด
    ปลัดพลังงานเตรียมลดอัตราฟีดอินทารีฟโซลาร์ฟาร์ม พลังงานลม

    อารีพงศ์ จ่อลดอัตราฟีดอินทารีฟ โครงการโซลาร์ฟาร์มรอบใหม่ หลังต้นทุนแผงโซลาร์เซลล์ลดลงมาก คาดประกาศอัตราใหม่ได้ปลายปี 2559 นี้  ในขณะที่การปรับลดอัตราฟีดอินทารีฟของการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมจะเป็นลำดับถัดไป

    นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างทบทวนอัตรารับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบการให้เงินสนับสนุนตามต้นทุนที่แท้จริง(ฟีดอินทารีฟ) หรือ FiT เพื่อให้เหมาะสมกับต้นทุนที่แท้จริง ของโครงการลงทุนผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ที่ปัจจุบันต้นทุนปรับลดลงมาก และหลายประเทศได้ลดอัตราการสนับสนุนลง 

    ทั้งนี้ อัตราการรับซื้อไฟฟ้าในรูปแบบฟีดอินทารีฟที่ประกาศใช้ล่าสุดในปี 2558 โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ สำหรับติดตั้งบนพื้นดิน (โซลาร์ฟาร์ม) มีอัตราการรับซื้อไฟฟ้าอยู่ที่ 5.66 บาทต่อหน่วย สามารถปรับลดลงได้ตามต้นทุนค่าแผงโซลาร์ในปัจจุบันที่ถูกลงมาก

    “กระทรวงพลังงาน อยู่ระหว่างทบทวนต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากโครงการโซลาร์ฟาร์ม ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ต้นทุนการผลิตที่เปลี่ยนแปลงไปในช่วง 2 ปีนี้ ซึ่งจะต้องพิจารณาต้นทุนใน 3 ส่วนหลัก คือ แผงโซลาร์เซลล์ อุปกรณ์ส่วนประกอบ เช่น สายไฟ อินเวอร์เตอร์ และราคาที่ดิน แต่จะปรับลดลงได้เท่าไหร่นั้นขึ้นอยู่กับต้นทุนเป็นหลัก”

    อย่างไรก็ตาม การประกาศอัตรารับซื้อไฟฟ้าโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ในอัตราใหม่ จะต้องนำเรื่องเสนอให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) เห็นชอบก่อน จึงจะเริ่มประกาศใช้ในการเปิดประมูลรอบต่อไปภายในปลายปีนี้ ส่วนโครงการฯที่เปิดประมูลไปแล้ว และได้ลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า(PPA) ไปแล้วจะยังใช้ฟีดอินทารีฟในอัตราเดิม 

    นายอารีพงศ์ กล่าวว่า โครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลม จะเป็นพลังงานประเภทต่อไปที่กระทรวงพลังงานจะปรับลดอัตราการรับซื้อไฟฟ้าลง จากปัจจุบันอยู่ที่ 6.06 บาทต่อหน่วย เพราะต้นทุนปรับลดลงมากหลังจากมีผู้ประกอบการลงทุนหลายราย และเทคโนโลยีการผลิตมีหลายรูปแบบ ทำให้ต้นทุนถูกลง โดยคาดว่า ในปีหน้าจะสามารถประกาศอัตราการรับซื้อไฟฟ้าใหม่ได้ เนื่องจากปีนี้ ยังไม่มีการเปิดประมูลพลังงานลม หลังจากมีผู้ยื่นติดตั้งเต็ม 1,500 เมกะวัตต์แล้ว 

    แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ปัจจุบันต้นทุนการลงทุนโรงไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 40 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์ จาก 2 ปีก่อน ที่มีต้นทุนอยู่ที่ 60-70 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์ ซึ่งต้นทุนการผลิตมีการปรับลดลงที่มากอย่างต่อเนื่องจากในช่วงเริ่มต้นที่มีการเปิดรับซื้อไฟฟ้า ต้นทุนอยู่ที่เริ่มต้นที่ 100 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์

     ก่อนหน้านี้ นายอารีพงศ์เคยให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อถึงการทบทวนนโยบายการส่งเสริมการซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ โดยอาจจะยกเลิกระบบฟีดอินทารีฟ และให้ผู้ประกอบการประมูลแข่งขันทางด้านราคา เนื่องจากมีโครงการผลิตไฟฟ้าแสงอาทิตย์ที่แสดงความสนใจอยากจะขายไฟฟ้าเข้าระบบจำนวนมาก  แต่ในที่สุดเลือกแนวทางที่จะยังคงใช้ระบบฟีดอินทารีฟ  แต่ปรับลดอัตราลงเท่านั้น  โดยโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ แบบติดตั้งบนพื้นดินที่หลังค้างการดำเนินการอยู่คือโครงการสำหรับหน่วยงานราชการและสหกรณ์ภาคการเกษตร จำนวน 519 เมกะวัตต์

  • Date : 23 / 09 / 2016
    เสนอใช้กลไกส่วนต่างราคาที่มากขึ้นดันยอดใช้E20และE85

    กระทรวงพลังงานเตรียมทบทวนแผนส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพในภาคขนส่ง โดยเสนอให้ใช้กลไกส่วนต่างราคาเพื่อจูงใจให้ผู้บริโภคหันมาใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์E20และE85 มากขึ้น ในขณะที่อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ยืนยันปลายปี2560 ออกประกาศยกเลิกน้ำมันแก๊สโซฮอล์E10 ออกเทน91 อย่างแน่นอน

    นายสาร์รัฐ ประกอบชาติ วิศวกรชำนาญการพิเศษ สำนักกำกับและอนุรักษ์พลังงาน กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.) เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างการหารือกันในการปรับแผนพัฒนาพลังงานทดแทน และแผนน้ำมัน  เพื่อส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพในภาคขนส่ง ให้เป็นไปตามเป้าหมาย โดย พพ.ได้เสนอให้ใช้กลไกส่วนต่างราคา เพื่อจูงใจให้ผู้บริโภคหันมาใช้น้ำมันที่มีส่วนผสมของเอทานอลในสัดส่วนที่สูงขึ้น  ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการศึกษาถึงอัตราที่เหมาะสม

    สำหรับราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์E20 ณวันที่23ก.ย.2559อยู่ที่22.34บาทต่อลิตร ส่วนราคาแก๊สโซฮอล์E85 อยู่ที่17.99บาทต่อลิตร และน้ำมันแก๊สโซฮอล์E10ออกเทน95อยู่ที่24.85บาทต่อลิตร ซึ่งเมื่อเทียบราคาแก๊สโซฮอล์E10 แล้วต่างจากE20 อยู่ลิตรละ2.51บาทต่อลิตร และต่างจากE85อยู่ 6.86บาทต่อลิตร 

    นายสาร์รัฐ กล่าวว่า ในแผนพัฒนาพลังงานทดแทน มีการกำหนดเป้าหมายส่งเสริมการใช้เอทานอลให้ได้ 11.3 ล้านลิตรต่อวัน ในปี 2579 จากปัจจุบันมีการใช้อยู่ 3.51 ล้านลิตรต่อวัน และกำหนดเป้าหมายการใช้ไบโอดีเซลไว้ 14 ล้านลิตรต่อวัน จากปัจจุบันที่ใช้อยู่ 4.21  ล้านลิตรต่อวัน    แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ถูกลงได้ส่งผลกระทบต่อปริมาณการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์E20และE85  ซึ่งทำให้ปริมาณการใช้เอทานอลไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้  

    ในส่วนของไบโอดีเซลนั้น การปรับลดสัดส่วนการผสมไบโอดีเซล จาก B5 (การผสมน้ำมันปาล์ม 5% ในน้ำมันดีเซลทุกลิตร) เหลือ B3 (การผสมน้ำมันปาล์ม 3% ในน้ำมันดีเซลทุกลิตร) เมื่อวันที่ 25 ส.ค. 2559 ที่ผ่านมา นับเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะมีผลกระทบต่อการใช้ไบโอดีเซลในระยะสั้น 2 ปีนับจากนี้  รวมทั้งกระทบต่อเป้าหมายการใช้ไบโอดีเซลในอนาคต ด้วยจึงต้องพิจารณาแนวทางในการปรับสมดุลระหว่างการนำน้ำมันปาล์มไปบริโภคกับการนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงในภาคการขนส่ง รวมถึงการหาแนวทางที่จะเพิ่มประสิทธิภาพผลผลิตปาล์มให้ได้เพิ่มขึ้นบนพื้นที่ปลูกเท่าเดิม  เพื่อให้มีน้ำมันปาล์มมาเป็นส่วนผสมในน้ำมันไบโอดีเซลมากขึ้นในอนาคต

    การส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพในภาคขนส่งให้เพิ่มขึ้น  จะช่วยให้ประเทศไทยเดินหน้าสู่การเป็นศูนย์กลาง(ฮับ)ด้านเอทานอลและไบโอดีเซลของอาเซียนในอีก 3-4 ปีข้างหน้าได้ รวมทั้งยังเป็นแนวทางที่สอดรับกับเป้าหมายของอาเซียนที่ต้องการให้เกิดการใช้พลังงานทดแทนเพิ่มขึ้น  อีกทั้งยังสอดรับกับปฏิญญาการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญา สหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ 21 หรือ COP21 ที่กำหนดให้แต่ละประเทศสมาชิกร่วมลดปัญหาโลกร้อนด้วย

    นายสาร์รัฐ กล่าวถึง ทิศทางการใช้พลังงานของอาเซียนในอนาคต จะเกิดการลดใช้น้ำมันลง และหันไปพึ่งพาพลังงานทดแทนมากขึ้น โดยราคาน้ำมันช่วง 3-4 ปีนี้จะยังคงทรงตัวระดับต่ำที่ 50-60 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล อย่างไรก็ตามอาเซียนยังคงพึ่งพาพลังงานไฟฟ้าจากถ่านหินและก๊าซธรรมชาติเป็นสำคัญต่อไปในอนาคต 


    ในขณะที่นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์  อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวถึงการส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพในภาคขนส่ง ว่า กรมธุรกิจพลังงาน ยืนยันถึงแนวทางในการออกประกาศยกเลิกการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์E10ออกเทน91 ในช่วงปลายปี2560 เพื่อให้เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่1ม.ค.2561 เป็นต้นไป โดยเชื่อว่า การยกเลิกน้ำมันประเภทดังกล่าว จะทำให้ผู้บริโภคหันมาใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์E20 และE85 มากขึ้น

    ในส่วนของแผนน้ำมันที่ใช้ในช่วงปี2558-2579  คาดว่าจะต้องมีการทบทวนใหม่ เนื่องจากในช่วงของการจัดทำแผนดังกล่าวนั้นตั้งสมมติฐานบนราคาน้ำมันดิบ100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล แต่ปัจจุบันราคาน้ำมันดิบคาดว่าจะอยู่ที่ช่วงประมาณ50-60เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล  ทั้งนี้เพื่อให้การส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพในภาคขนส่ง ทั้งเอทานอลและไบโอดีเซลมีความสอดคล้องกับสถานการณ์ที่เป็นจริงให้มากที่สุด

  • Date : 23 / 09 / 2016
    Thailand, Laos & Malaysia ink MOU on power trade beyond borders

    Thailand, Laos and Malaysia have signed in a memorandum of understanding on LTM on Power Integration Project to facilitate the study for implementation of power trade beyond borders.

    Thai Energy Minister General Anantaporn Kanjanarat, Malaysian Energy, Green Technology and Water Minister Datuk Seri Dr Maximus Johnity Ongkili and Laotian Energy and Mines Vice Minister Viraphonh Viravong have represented their respective governments on the ceremony that was arranged on September 21, alongside the 34th ASEAN Ministers on Energy Meetings (AMEM) in Nay Pyi Taw, Myanmar.

    This examining cross border power trade is under the ASEAN Plan of Action for Energy Cooperation (APAEC) 2016-2025, with the purchase will be limited at up to 100 MW for the first phase of the scheme running from 2016 to 2020.

    Under this project, Malaysia would purchase electricity from Laos using transmission system in Thailand. The three parties, however, will have to study transmission fee for the fair rate and common interest. The first power purchase under this project is expected to be commenced in 2018.

    This regional interconnectivity initiative can contribute towards energy security in the region.

บทความ อ่านบทความทั้งหมด

กิจกรรม ดูกิจกรรมทั้งหมด

  • Date : 22 / 09 / 2016
    กิจกรรมล่าสุด
    เปิดใจสุนชัยหลังขึ้นรับรางวัลบุคคลดีเด่นด้านพลังงานของอาเซียน

    เปิดใจ"สุนชัย" อดีตผู้ว่า กฟผ.หลังขึ้นรับ รางวัลบุคคลดีเด่นด้านพลังงานของอาเซียน ประจำปี 2559  ระบุภูมิใจมีส่วนร่วมพัฒนาไฟฟ้าอาเซียน หวัง 10 ประเทศสมาชิกร่วมเชื่อมโยงไฟฟ้าในอนาคต เพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจไปด้วยกัน 

    เมื่อค่ำวันที่22 ก.ย.2559 ที่กรุงเนปยีดอ ประเทศเมียนมา  มีการประกาศผลรางวัล ASEAN Energy Awards 2016 รางวัลเกียรติยศด้านพลังงานระดับภูมิภาคอาเซียนเพื่อเชิดชูเกียรติและกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาพลังงานทดแทนและการอนุรักษ์พลังงานในกลุ่มผู้ประกอบการของประเทศสมาชิก

     โดยปีนี้ตัวแทนผู้เข้าประกวดจากประเทศไทยสามารถคว้ารางวัลมาครองได้สูงสุดถึง 16 รางวัล จากทั้งหมด 47 รางวัล สูงสุดในกลุ่มประเทศอาเซียน  นอกจากนี้ ยังมีการมอบรางวัลในประเภทบุคคลพลังงานดีเด่นให้กับผู้ที่มีบทบาทสำคัญด้านพลังงานในภูมิภาคอาเซียน โดยบุคคลากรจากประเทศไทยที่ได้รับรางวัลดังกล่าว ได้แก่ นายชวลิต พิชาลัย รองปลัดกระทรวงพลังงาน นายสุริยันต์ อภิรักษ์สัตยากุล รองอธิบดี กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ นางอัมราพร อัชวังกูล ผู้เชี่ยวชาญด้านอนุรักษ์พลังงาน กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) นายสุนชัย คำนูณเศรษฐ์ อดีตผู้ว่าการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

    โดย นายสุนชัย คำนูณเศรษฐ์ อดีตผู้ว่าการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กล่าวเปิดใจกับผู้สื่อข่าวEnergy News Center ภายหลังขึ้นรับรางวัล ASEAN Energy Award 2016 ด้านบุคคลพลังงานดีเด่นสำหรับผู้ที่มีบทบาทสำคัญด้านพลังงานในภูมิภาคอาเซียนว่า  รู้สึกภาคภูมิใจกับรางวัลดังกล่าว เพราะเป็นรางวัลที่มอบให้บุคคลที่ได้อุทิศตนร่วมพัฒนาพลังงานอาเซียนมาโดยตลอด 

    ทั้งนี้ที่ผ่านมาตัวเขามีบทบาทในการร่วมผลักดันการเชื่อมโยงสายส่งไฟฟ้าระหว่างอาเซียน ผ่านการประชุมความร่วมมือพลังงานไฟฟ้าอาเซียน The Head of ASEAN Power Utilities/Authorities Council หรือ HAPUA Council  และยังมีส่วนร่วมพัฒนาระบบส่งไฟฟ้า สายส่งไฟฟ้า การประหยัดพลังงาน และพลังงานทดแทนในอาเซียน ทำให้ปัจจุบันอาเซียนเกิดความก้าวหน้าด้านพลังงานไฟฟ้าอาเซียนมาอย่างต่อเนื่อง 

    “สิ่งที่อยากเห็นในอนาคตคือการเชื่อมโยงสายส่งไฟฟ้าระหว่างอาเซียนให้มากขึ้น แต่จะให้ครอบคลุมทั้ง 10 ประเทศได้นั้นคงจะต้องดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไป อีกทั้งยังต้องการเห็นอาเซียนร่วมมือกันต่อไปในเรื่องการพึ่งพาพลังงานระหว่างกัน เนื่องจากประเทศสมาชิกอาเซียนต่างมีแหล่งกำเนิดพลังงานที่แตกต่างกันไป จึงเป็นโอกาสที่ดีที่ประเทศสมาชิกจะได้ใช้พลังงานร่วมกัน เพื่อลดค่าใช้จ่ายและนำมาซึ่งความเจริญทางเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืนไปด้วยกัน “นายสุนชัย กล่าว 

  • Date : 21 / 09 / 2016
    สนพ.เปิดตัวแคมเปญรวมพลังหาร2ประหยัดชัวร์ เน้นวิธีที่ปฏิบัติได้จริง

    สนพ.เปิดตัวแคมเปญ “รวมพลังหาร 2 ประหยัดชัวร์” ปลุกกระแสการประหยัดพลังงาน ย้ำให้ประชาชนใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่าจนเป็นนิสัย  โดยแนะนำวิธีประหยัดพลังงานที่ทำได้จริงและเห็นผลผ่านหลายช่องทางการสื่อสาร รองรับสังคมดิจิทัล ระบุถ้าทุกคนรวมพลัง “ลดครึ่ง ใช้ครึ่ง” เท่ากับลดการใช้พลังงานลงได้ครึ่งหนึ่ง ช่วยทั้งตัวเองช่วยทั้งชาติประหยัดพลังงาน

     นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า จากการที่สนพ.มีภารกิจสำคัญในการบริหารจัดการด้านความต้องการใช้พลังงาน  จึงได้มีการทบทวนนำโครงการ “รวมพลังหาร 2”  ที่เคยประสบความสำเร็จในการสร้างจิตสำนึกมาแล้วในอดีต กลับมารณรงค์ใหม่อีกครั้ง  โดยครั้งนี้จะเพิ่มดีกรีจาก “คิดก่อนใช้” สู่แนวทางการลงมือทำได้จริง “รวมพลังหาร 2 ประหยัดชัวร์” โดยทุกคนสามารถเปลี่ยนมาใช้อุปกรณ์และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพสูงในการประหยัดพลังงาน ซึ่งเป็นการเดินตามทิศทางของแผนอนุรักษ์พลังงาน หรือ EEP 2015 ในการส่งเสริมสนับสนุนให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างจริงจัง ย้ำเตือนการคิดก่อนใช้พลังงานทุกครั้งจนเป็นนิสัย พร้อมกับแนะวิธีใช้พลังงานอย่างประหยัดด้วยวิธีปฏิบัติได้จริงในชีวิต

    โดยในปี 2559  สนพ.เปิดตัวแคมเปญใหม่เริ่มด้วยภาพยนตร์ประชาสัมพันธ์ทางโทรทัศน์ที่เริ่มออกอากาศวันแรก 21 กันยายน ในชื่อชุด “ชีวิตหาร 2 ลดครึ่ง ใช้ครึ่ง ประหยัดชัวร์” ซึ่งมีแนวคิดเชิญชวนให้ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสู่แนวทางที่ลงมือทำได้จริงในชีวิตประจำวัน  โดยสร้างสีสันจากตัวละครภาพยนตร์แนวเขย่าขวัญที่มีคาแรกเตอร์คล้าย “เจสัน” ในภาพยนตร์เรื่อง ศุกร์ 13 และได้รับเกียรติจาก  แสตมป์ อภิวัชร์ นักร้องและศิลปินชื่อดัง มาเป็นแนวร่วมโครงการร่วมแชร์ประสบการณ์ และกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมแบบที่เป็น “ชีวิตหาร 2” ในชีวิตประจำวันตามแบบฉบับของแต่ละคน

    และเพื่อให้สอดคล้องยุคสังคมดิจิทัล การปลุกกระแสการประหยัดพลังงานครั้งนี้ จะเน้นการสื่อสารแบบครบวงจร โดยนอกจากจะมีสื่อเทรดดิชั่นแนลในรูปแบบภาพยนตร์ประชาสัมพันธ์ทางโทรทัศน์แล้ว ยังมีสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ รวมทั้งการสื่อสารรูปแบบใหม่ในสังคมออนไลน์ ที่ สนพ. ได้วางช่องทางการสื่อสารไว้แบบครบทุกมิติ ทั้ง Facebook Instagram Website Webboard  Banner รวมทั้งเตรียมสร้าง Application รวมพลังหาร 2 ขึ้นมารณรงค์ให้เกิดการใช้ชีวิตแบบหาร 2 เรียนรู้และแบ่งปันประสบการณ์ผ่านช่องทางนี้ นอกจากนี้ ยังมีบุคคลที่มีชื่อเสียงที่มีแนวคิดตรงกับโครงการรับเชิญมาร่วมสร้างกระแสและบุคคลเบื้องหน้าเบื้องหลังที่ทำงานกับโครงการมาในอดีต เช่น การดึงผู้กำกับภาพยนตร์โฆษณา ม่ำ-สุธน เพ็ชรสุวรรณ ที่เคยกำกับภาพยนตร์โฆษณา ชุด อาเม้ง-ป.ปลา จนโด่งดังและได้รับรางวัลมากมาย มากำกับภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ ชุด “ชีวิตหาร2” และต้นปี 2560 สนพ. จะได้จัดกิจกรรมครั้งใหญ่ในรูปแบบมหกรรม “หาร 2 เฟสติวัล” ซึ่งจะมีกิจกรรมที่น่าสนใจและคลังไอเดียผลงานการลดใช้พลังงานจากคนดังหลากหลายอาชีพ  การจับมือกับคนรุ่นใหม่ที่ร่วมสร้างสรรค์ไอเดียชีวิตหาร 2 เอาไว้อย่างน่าสนใจมาถ่ายทอดผ่านกิจกรรมต้องฝากติดตามผ่านช่องทางหลักของโครงการ Facebook & Website

    “ผมอยากขอความร่วมมือร่วมใจลดใช้พลังงานลง โดยที่ไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันเป็นการใช้เท่าที่จำเป็น ใช้แบบพอดี ไม่ได้ลดความสะดวกสบายไปมากนัก และยังทำให้เรารู้สึกมีความสุขด้วยจากการได้มีส่วนร่วมช่วยชาติประหยัดพลังงาน จึงอยากเชิญชวนให้ประชาชนมาร่วมใช้ “ชีวิตหาร 2 ลดครึ่ง-ใช้ครึ่ง”กันนะครับ เพราะลดครึ่ง เท่ากับ ลดใช้พลังงานที่เกินจำเป็น ใช้ครึ่ง เท่ากับ ใช้พลังงานแค่ที่ควรใช้ ลดครึ่งใช้ครึ่ง ยิ่งลดยิ่งได้ ความสบายไม่ได้ลดลง รวมพลังหาร 2 ประหยัดชัวร์” นายทวารัฐ กล่าว 

    ปัจจุบันสถานการณ์การบริโภคพลังงานในประเทศยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าเป็นห่วง โดยตัวเลขการใช้พลังงานในช่วงครึ่งปีแรก (ม.ค.-มิ.ย. 2559) การใช้พลังงานเชิงพาณิชย์ขั้นสุดท้ายเพิ่มขึ้น 4.3%เมื่อเทียบกับครึ่งปีที่แล้ว โดยมีปริมาณการใช้ที่ 1.49 ล้านบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ ซึ่งไทยยังต้องนำเข้าน้ำมันดิบในสัดส่วนถึง 83% ของการจัดหาน้ำมันในปริมาณรวม 9.9 แสนบาร์เรล/วัน โดยผลิตได้ในประเทศเพียง 17% เท่านั้น ส่วนการใช้ไฟฟ้า ช่วง 6 เดือนแรกปีนี้ ใช้รวม 91,546 กิกะวัตต์ชั่วโมง เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 6.31% เป็นการเพิ่มขึ้นเกือบทุกสาขา ยกเว้นภาคเกษตรกรรมที่ใช้ไฟฟ้าลดลงมากจากปัญหาภัยแล้งและการใช้ไฟฟ้าสูบน้ำเพื่อการเกษตรลดลงเนื่องจากเข้าสู่ฤดูฝน ซึ่งภาคอุตสาหกรรม เป็นภาคที่มีสัดส่วนการใช้ไฟฟ้าสูงสุด คือ 41.7% ของการใช้ทั้งหมด เพิ่มขึ้น 3.1% จากอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยที่ภาคครัวเรือนมีการใช้ไฟฟ้ามากเป็นอันดับสอง  24.5% หรืออยู่ที่ประมาณ 22,447 กิกะวัตต์ชั่วโมง แต่มีอัตราการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นถึง 10.6% เมื่อเทียบกับครึ่งปีก่อน สูงเป็นอันดับต้น  

     

  • Date : 21 / 09 / 2016
    ไทยคว้าแชมป์ ASEAN Energy Awards 2016

    ไทยครองแชมป์ ASEAN Energy Awards 2016 รางวัล ASEAN Energy Awards ซึ่งเป็นรางวัลเกียรติยศด้านพลังงานระดับภูมิภาคอาเซียนที่มอบให้เพื่อเชิดชูเกียรติและกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาพลังงานทดแทนและการอนุรักษ์พลังงานในกลุ่มผู้ประกอบการของประเทศสมาชิกเป็นประจำทุกปี โดยในปีนี้ มีการประกาศผลรางวัลภายหลังการประชุมรัฐมนตรีพลังงานอาเซียน ครั้งที่ 34 ระหว่างวันที่ 21-22 ก.ย. นี้ ณ กรุงเนปิดอว์ ประเทศเมียนมา ซึ่งตัวแทนผู้เข้าประกวดจากประเทศไทยสามารถคว้ารางวัลมาครองได้สูงสุดถึง 16 รางวัลจากทั้งหมด 47 รางวัล สูงสุดในกลุ่มประเทศอาเซียน

    พลเอก อนันตพร กล่าวต่อว่า การพัฒนาพลังงานทดแทนและการอนุรักษ์พลังงานของประเทศไทย ณ วันนี้ นับว่ามีความก้าวหน้าและประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการปรับปรุงแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พ.ศ.2558–2579 ซึ่งกำหนดเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทน เป็นร้อยละ 30 ของการใช้พลังงานขั้นสุดท้ายในปี 2579 และแผนอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ.2558–2579 ที่ตั้งเป้าหมายในการลดสัดส่วนการใช้พลังงานต่อ GDP ของประเทศ (Energy Intensity) อย่างน้อยร้อยละ 30 ภายในปี 2579 เช่นเดียวกัน ซึ่งการกำหนดแผนดังกล่าวเป็นส่วนกระตุ้นให้เกิดการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และหนึ่งในมาตรการต่างๆ ที่ออกมากระตุ้นให้ทุกภาคส่วนเกิดการลดใช้พลังงานโดยวิธีการสมัครใจ คือ การจัดประกวดสุดยอดรางวัลด้านพลังงานไทยระดับสากล Thailand Energy Awards ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความคิดริเริ่มของผู้ประกอบการไทยทุกภาคส่วนที่ให้ความร่วมมือในการพัฒนาพลังงานรูปแบบต่างๆ อย่างเต็มที่ ด้วยเหตุนี้จึงส่งผลให้ประเทศไทยประสบความสำเร็จต่อการเข้าร่วมการประกวด ASEAN Energy Awards มาอย่างต่อเนื่อง

    นายธรรมยศ ศรีช่วย อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กล่าวเพิ่มเติมว่า การที่ประเทศไทยประสบความสำเร็จในเวที ASEAN Energy Awards ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่ประเทศไทยมีพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานมาตั้งแต่ปี 2535 ส่งผลให้ผู้ประกอบการหรือผู้ใช้พลังงานในระดับที่มีการใช้พลังงานสูงๆ ต้องให้ความสำคัญกับเรื่องพลังงานมากขึ้น ประกอบกับภาครัฐยังมีการส่งเสริมและสนับสนุนการอนุรักษ์พลังงาน เพื่อให้การใช้พลังงานของประเทศมีประสิทธิภาพมากขึ้น

    นอกจากนี้ ยังมีการมอบรางวัลในประเภทบุคคลพลังงานดีเด่นให้กับผู้ที่มีบทบาทสำคัญด้านพลังงานในภูมิภาคอาเซียน โดยบุคคลากรจากประเทศไทยที่ได้รับรางวัลดังกล่าว ได้แก่ นายชวลิต พิชาลัย รองปลัดกระทรวงพลังงาน นายสุริยันต์ อภิรักษ์สัตยากุล รองอธิบดี กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ นางอัมราพร อัชวังกูล ผู้เชี่ยวชาญด้านอนุรักษ์พลังงาน กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) นายสุนชัย คำนูณเศรษฐ์ ผู้ว่าการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (ปัจจุบัน เกษียณแล้ว)

    สำหรับตัวอย่างผู้ประกอบการไทยที่มีผลงานโดดเด่น อาทิ บริษัท ไทยอิสเทิร์น ไบโอ พาวเวอร์  จำกัด ได้รับรางวัลชนะเลิศ ASEAN Energy Awards 2016  ด้านพลังงานทดแทน ประเภทโครงการพลังความร้อนร่วมจากพลังงาน หมุนเวียน บริษัท     ซีพีเอฟ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) รางวัลชนะเลิศ ASEAN Energy Awards 2016 ประเภทพลังงานหมุนเวียนที่ไม่เชื่อมโยงกับระบบสายส่งไฟฟ้า (off-Grid)  จากโครงการผลิตไฟฟ้าชีวภาพจากระบบบำบัดน้ำเสียของบริษัท และบริษัท ทิพย์กำแพงเพชร ไบโอเอนเนอยี่ จำกัด รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ASEAN Energy Awards 2016 ประเภทโครงการพลังงานความร้อนร่วมจากพลังงานหมุนเวียน  

    นายก้องกิต โกกนุทาภรณ์​ ประธานเจ้าหน้าที่ด้านปฏิบัติการ บริษัท ไทยอิสเทิร์น ไบโอ พาวเวอร์  จำกัด ผู้ชนะเลิศรางวัล  ด้านพลังงานทดแทน ประเภทโครงการพลังความร้อนร่วมจากพลังงานหมุนเวียน เปิดเผยว่า จุดที่ทำให้บริษัทฯ สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศในประเภทดังกล่าวมาได้ คือ แนวคิดการกำจัดน้ำเสียโดยเปลี่ยนเป็นพลังงานกลับมาใช้ประโยชน์ ทั้งในรูปความร้อน ความเย็น และไฟฟ้า ซึ่งสามารถลดใช้ไฟฟ้าในบริษัทฯ ลงได้ 4-5 ล้านบาท

    ทั้งนี้ กลุ่มบริษัท ไทยอินเทิร์น ดำเนินธุรกิจโรงงานน้ำมันปาล์มและโรงงานแปรรูปยางพารา ซึ่งกระบวนการผลิตจะเกิดน้ำเสียกว่า 3 แสนลูกบาศก์เมตรต่อปี ดังนั้นจึงเกิดแนวคิดจัดตั้งบริษัท ไทยอิสเทิร์น ไบโอพาวเวอร์ จำกัด เพื่อนำน้ำเสียมาผลิตเป็นก๊าซชีวภาพ และนำไปใช้ประโยชน์  2 แนวทางหลัก คือ ใช้ทดแทนก๊าซหุงต้ม (LPG) สำหรับอบยางพาราแท่ง สามารถประหยัดต้นทุนได้ 3 ล้านบาทต่อเดือน และนำไปผลิตไฟฟ้าได้ 2 เมกะวัตต์ โดยใช้ในโรงงานเอง 1 เมกะวัตต์ และขายเข้าระบบการไฟฟ้า 1 เมกะวัตต์  ซึ่งการขายไฟฟ้าดังกล่าวได้รับการสนับสนุนเงินจากภาครัฐในรูปแบบเงินสนับสนุนตามต้นทุนที่แท้จริง (FIT) ในอัตรา 4.26 บาทต่อหน่วย  นอกจากนี้ก๊าซชีวภาพที่ได้ยังนำมาใช้ในกระบวนการหล่อเย็นสำหรับเครื่องปรับอากาศในโรงงานได้อีกด้วย

    นายก้องกิตกล่าวว่า ขณะนี้ กลุ่มบริษัทฯ มีการเพิ่มกำลังการผลิตสินค้า ส่งผลให้มีน้ำเสียเพิ่มขึ้นจาก 3 แสนลูกบาศก์เมตรต่อปี เป็น 5 แสนลูกบาศก์เมตรต่อปี จึงมีกำลังการผลิตไฟฟ้าสูงสุดถึง 6-7 เมกะวัตต์ แต่มีความต้องการใช้อยู่ 2-3 เมกะวัตต์ จึงผลิตไฟฟ้าออกมาให้พอดีกับความต้องการใช้เป็นหลัก และส่วนที่เหลือกำลังรอการตอบรับสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) เพิ่มเติม และบริษัทฯ มีแผนจะเข้าร่วมประมูลโครงการรับซื้อไฟฟ้าก๊าซชีวภาพ เฟส 2 ที่ภาครัฐเตรียมประกาศออกมาในอนาคต โดยคาดว่าจะร่วมประมูลประมาณ 6 เมกะวัตต์ เนื่องจากมีความพร้อมเพราะได้ลงทุนโรงงานผลิตก๊าซชีวภาพเอาไว้แล้ว

    ด้านนายณฤกษ์ มางเขียว รองกรรมการผู้จัดการบริหาร บริษัท ซีพีเอฟ (ประเทศไทย)จำกัด(มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทฯที่ได้รับรางวัลชนะเลิศจากประเภทโครงการพลังงานหมุนเวียนที่ไม่เชื่อมโยงกับระบบสายส่งไฟฟ้า (off-Grid)  กล่าวว่า บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจผลิตอาหารสำเร็จรูป มีน้ำเสียจากกระบวนการผลิตมากถึง 2,100 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ซึ่งเดิมใช้บ่อหมักไร้อากาศแบบเปิด และปล่อยน้ำเสียที่บำบัดแล้วลงสู่ลำคลองสาธารณะ ทำให้ก๊าซชีวภาพที่เกิดขึ้นถูกปล่อยทิ้งสู่บรรยากาศ สร้างมลภาวะด้านอากาศและปัญหากลิ่นเหม็นรบกวน ถือเป็นการสูญเปล่าด้านพลังงานทดแทน บริษัทฯจึงปรับเปลี่ยนมาใช้บ่อหมักไร้อากาศแบบปิด ร่วมกับระบบ Anaerobic Buffer Reactor (ABR) ที่สามารถผลิตก๊าซชีวภาพและนำมาใช้ผลิตไฟฟ้าแทน โดย สามารถผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เองในโรงงานได้ถึง 90 กิโลวัตต์ และลดค่าไฟฟ้าลงได้ 20% จากการจ่ายค่าไฟฟ้าปกติ 

    ด้านนายทศพร วิมุกตาคม ผู้จัดการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมชีวมวลชานอ้อย บริษัท ทิพย์กำแพงเพชร ไบโอเอนเนอยี่ จำกัด ซึ่งได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ประเภทโครงการพลังงานความร้อนร่วมจากพลังงานหมุนเวียน กล่าวว่า บริษัทฯ นำชานอ้อยเหลือทิ้งของกระบวนการผลิตน้ำตาลปีละ 7 แสนตัน มาเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าและไอน้ำ โดยผลิตไฟฟ้าได้ 61 เมกะวัตต์ แบ่งไปขายให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(PEA) ประมาณ 16  เมกะวัตต์ อีก 26 เมกะวัตต์จำหน่ายให้โรงไฟฟ้าน้ำตาล และอีก 8  เมกะวัตต์นำไปใช้ในโรงไฟฟ้าเอง ขณะที่ไอน้ำที่ผลิตได้นั้นจะนำไปจำหน่ายให้โรงงานน้ำตาลทิพย์กำแพงเพชร สำหรับหีบอ้อยและการผลิตน้ำตาลอีกด้วย โดยเป้าหมายของบริษัทฯ ต้องการให้เกิดการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่าและดูแลสิ่งแวดล้อมไปในตัว จึงตั้งโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมชีวมวลชานอ้อยขึ้น ซึ่งนอกจากจะกำจัดเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรแล้ว ยังทำให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยและชุมชนได้ประโยชน์จากการจำหน่ายชานอ้อยเพื่อผลิตไฟฟ้าอีกด้วย สำหรับการจัดหาและการใช้งานเทคโนโลยีเพื่อผลิตไฟฟ้าดังกล่าวไม่ยุ่งยาก จึงสามารถนำไปประยุกต์ดำเนินการได้สำหรับทุกๆ โรงงานในทุกพื้นที่ที่มีวัตถุดิบชีวมวลเพียงพอ โดยต้องปรับเปลี่ยนรายละเอียดและกำลังการผลิตให้เหมาะสม"

    อย่างไรก็ตามขณะนี้บริษัทฯมีแผนศึกษาการนำใบอ้อยมาผลิตไฟฟ้าด้วย เนื่องจากปัจจุบันชาวไร่อ้อยมีการเผาใบอ้อยและเกิดมลภาวะทางอากาศมาก ดังนั้นจึงมีแนวคิดจะแก้ปัญหาหมอกควันดังกล่าวด้วยการนำใบอ้อยมาผลิตไฟฟ้า ซึ่งช่วยให้โรงงานมีเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นได้อีก 1 เดือน จากเดิมมีชายอ้อยเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าได้นาน 7 เดือนต่อปี จะเพิ่มเป็น 8 เดือนต่อปี