• Date : 22 / 06 / 2017
    ข่าวล่าสุด
    กฟผ.ยันไม่ได้เป็นผู้เสนอจัดเก็บค่าไฟฟ้าสำรอง

    กฟผ.ชี้แจงข่าวคลาดเคลื่อน ไม่เคยเสนอเก็บค่าไฟฟ้าสำรอง ย้ำจุดยืนการสนับสนุนพลังงานหมุนเวียน โดยให้มีค่าไฟฟ้าเหมาะสมเป็นธรรม

    นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี โฆษก การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ยืนยัน กฟผ. ไม่ได้เสนอการเก็บค่าไฟฟ้าสำรองต่อคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ตามที่มีประเด็นข่าวว่า กฟผ. ได้เสนอเรื่องให้ กกพ. จัดเก็บค่าระบบสำรองไฟฟ้า (Backup Rate) ที่ 100 - 200 บาท/เดือน สำหรับผู้ที่ผลิตไฟฟ้าใช้เอง แต่ยังคงพึ่งพาไฟฟ้าจากระบบไฟฟ้าของประเทศ

     กฟผ. ขอชี้แจงว่า กฟผ. มิได้เสนอการเก็บค่าไฟฟ้าสำรอง ต่อ กกพ. ตามข่าว ที่มาของประเด็นดังกล่าว สืบเนื่องมาจากการสัมมนาสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2560 เรื่อง “นวัตกรรม กฟผ. 4.0” ซึ่ง กฟผ. ได้แลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์พลังงานไฟฟ้าของประเทศในการสัมมนาว่า ปัจจุบันพลังงานแสงอาทิตย์ได้รับความนิยม และมีราคาถูกลง ทำให้ผู้บริโภคทั่วโลกสามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองได้มากขึ้น มีผลให้รูปแบบความต้องการไฟฟ้าในแต่ละวันเปลี่ยนแปลงไป โดยในช่วงเย็นหลังพระอาทิตย์ตกดิน ความต้องการไฟฟ้าจะสูงมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ทุกประเทศจึงต้องเตรียมระบบรองรับไว้ เช่น การลงทุนโรงไฟฟ้าสำรองหรือแบตเตอรี่สำรองที่สามารถจ่ายไฟฟ้าได้อย่างรวดเร็ว เฉพาะช่วงที่ไม่มีแดดหรือในช่วงเย็น เป็นต้น ซึ่งจะมีผลทำให้ราคาค่าไฟฟ้าสูงขึ้น ซึ่งในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา เดนมาร์ก นิวซีแลนด์ ได้นำวิธีการต่าง ๆ มาใช้ รวมทั้งการคิดค่าไฟฟ้าสำรองสำหรับผู้ใช้รายใหญ่หรือรายย่อยที่ผลิตไฟฟ้าใช้เอง เพื่อการลงทุนโรงไฟฟ้าสำรองดังกล่าว แม้แต่ประเทศไทยในปัจจุบัน ก็มีการเก็บค่าไฟฟ้าสำรองสำหรับผู้ที่มีเครื่องปั่นไฟฟ้าใช้เอง แต่ยังต้องการใช้ไฟฟ้าสำรองจากระบบด้วยเช่นกัน

    อย่างไรก็ตาม กกพ. กำลังพิจารณาศึกษา “อัตราค่าไฟฟ้าสำรอง” ที่เหมาะสมสำหรับผู้ติดตั้งโซลาร์รูฟท๊อปว่าขนาดกำลังผลิตติดตั้งเท่าใดจึงจะเข้าข่ายต้องถูกเรียกเก็บ

    “กฟผ. ในฐานะรัฐวิสาหกิจที่ดูแลระบบไฟฟ้าของประเทศ ยืนยันสนับสนุนพลังงานหมุนเวียน เพื่อให้เกิดการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ เช่น การพัฒนาพลังงานหมุนเวียนที่มีความเสถียร หรือไฮบริด  โดยจัดทำแผนระยะยาว 20 ปี นอกจากนี้ จะมีการเตรียมระบบไฟฟ้ารองรับในการที่ประชาชนจะผลิตไฟฟ้าแสงอาทิตย์ใช้เอง เช่น การมีแบตเตอรี่สำรอง โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ การสร้างระบบส่งไฟฟ้ารองรับในพื้นที่ต่าง ๆ  รวมทั้งการพัฒนาระบบสมาร์ทกริด มาช่วยการบริหารจัดการระบบไฟฟ้า เป็นต้น เพื่อให้ระบบไฟฟ้ายังมีความมั่นคง และมีค่าไฟฟ้า เหมาะสมเป็นธรรมกับผู้ใช้ไฟฟ้าในภาคอุตสาหกรรม ธุรกิจ และประชาชนทั่วไป” โฆษก กฟผ. กล่าวในที่สุด

  • Date : 22 / 06 / 2017
    ประเมินผลกระทบหยุดผลิตปิโตรเลียมในที่ส.ป.ก.50วันสูญรายได้1,200ล้านบาท

    กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ประเมินผลกระทบหยุดผลิตปิโตรเลียม 50 วันในพื้นที่ ส.ป.ก. สูญรายได้ 1,200 ล้านบาท ระบุขั้นตอนการยื่นขอสำรวจต้องเพิ่มการจ่ายเงินเข้ากองทุนเพื่อเกษตรกร ย้ำไม่ส่งผลกระทบให้ขาดแคลนน้ำมันในประเทศ เผยการเปิดสำรวจปิโตรเลียมรอบใหม่ พยายามเลี่ยงพื้นที่ ส.ป.ก.เต็มที่

    นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ (ธช.) เปิดเผยว่า กรมฯได้ประเมินผลกระทบจากหยุดดำเนินการผลิตปิโตรเลียมในพื้นที่ ส.ป.ก.ตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด นับรวม 50 วัน ตั้งแต่วันที่ 3 มิ.ย. 2560 จนถึงปัจจุบัน และนับรวมระยะเวลาอีก 1 เดือนข้างหน้าที่ผู้ประกอบการจะต้องเตรียมความพร้อมก่อนกำลังการผลิตปิโตรเลียมจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ คิดเป็นความเสียหายประมาณ 1,200 ล้านบาท แบ่งเป็นผลกระทบจากปิโตรเลียมที่หายไปรวมเป็นมูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท และทำให้ภาครัฐเสียรายได้จากค่าภาคหลวงประมาณ 125 ล้านบาท รวมทั้งค่าภาคหลวงที่กระจายสู่องค์การบริหารส่วนตำบลหายไป 75 ล้านบาท

    อย่างไรก็ตามขณะนี้กรมฯอยู่ระหว่างรอประกาศ ม.44 ที่จะปลดล็อคให้สามารถใช้พื้นที่ ส.ป.ก.ใน 3 กิจการ ได้แก่ 1. การสำรวจและผลิตปิโตรเลียม 2. การวางกังหันลมเพื่อผลิตไฟฟ้าและ 3. การทำเหมืองแร่ที่ได้ดำเนินการไปแล้ว โดยหาก ม.44 มีผลบังคับใช้ กรมฯจะรีบทำหนังสือแจ้งไปยังผู้ประกอบการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมที่เกี่ยวข้องทั้ง 7 ราย ให้สามารถเข้าพื้นที่เพื่อกลับไปดำเนินการเบื้องต้นได้ต่อไป

    ทั้งนี้ในส่วนของการกำหนดพื้นที่และขั้นตอนการยื่นขอใช้พื้นที่ ส.ป.ก.เพื่อประกอบกิจการปิโตรเลียม ที่ ส.ป.ก.จะประกาศออกมานั้น กรมฯจะส่งหนังสือแจ้งให้ผู้ประกอบการได้ทราบและปฏิบัติให้ถูกต้อง ตามที่ ส.ป.ก. ได้เสนอจะให้ผู้ประกอบการต้องส่งเงินเข้ากองทุนเพื่อเกษตรกรรมเพิ่มเติม จากเดิมที่จ่ายผลประโยชน์โดยตรงให้เกษตรกร การทำกิจกรรมเพื่อสังคม(CSR) การจ่ายค่าภาคหลวง และการจัดสรรกระจายรายได้ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

    “แต่เดิมผู้ประกอบการปิโตรเลียมต้องจ่ายค่าใช้พื้นที่กับส.ป.ก.ในอัตรา 20% ของราคาประเมินที่ดินจากรมธนารักษ์ แต่หากมีประกาศ ของ ส.ป.ก.ใหม่ให้จ่ายเงินเข้ากองทุนฯ ก็ต้องดูว่าจะปรับสัดส่วนอัตรา 20% หรือไม่อย่างไร ซึ่งจะมีความชัดเจนมากขึ้นในหลักการการใช้พื้นที่ ส.ป.ก. เบื้องต้นขั้นตอนขอใช้พื้นที่จะเริ่มจากผู้ประกอบการปิโตรเลียมต้องไปเจรจากับเจ้าของพื้นที่ที่ได้รับสิทธิ์ ส.ป.ก. จากนี้ทางเกษตรกรต้องทำการคืนพื้นที่ให้ ส.ป.ก. เพื่อให้สิทธิ์กับกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เปิดให้เอกชนเข้ามาสำรวจปิโตรเลียมได้ แต่เอกชนจะต้องเพิ่มการจ่ายเงินเข้ากองทุนเพื่อเกษตรกร นอกจากเหนือจากค่าภาคหลวง รวมทั้งการจ่ายให้ อบต. และการทำ CSR”

    นายวีระศักดิ์ กล่าวว่า ยืนยันว่าในช่วง 2 เดือนที่ผลิตปิโตรเลียมไม่ได้นี้ จะไม่มีผลกระทบต่อการขาดแคลนน้ำมัน เนื่องจากโรงกลั่นและผู้ค้าน้ำมันมีการสำรองน้ำมันตามกฎหมายไว้ได้กว่า 20 วัน ส่วนที่เหลือคาดว่าเมื่อ ม.44 ออกมาแล้ว ผู้ประกอบการจะเริ่มเข้าไปทยอยผลิตน้ำมันออกมาได้จนเข้าสู่ภาวะปกติได้ทัน ขณะเดียวกันความต้องการใช้น้ำมันในประเทศช่วงนี้ก็ปรับลดลงด้วย จึงคาดว่าจะไม่ผลกระทบประชาชนผู้ใช้น้ำมัน ยกเว้นผู้ประกอบการน้ำมันที่คาดว่าต้นทุนจะสูงขึ้น เพราะแหล่งน้ำมันสิริกิติ์ เป็นน้ำมันคุณภาพสูง การหาน้ำมันมาทดแทนในโรงกลั่นจึงมีต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

    สำหรับการเปิดสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ทางกรมฯ พยายามหลีกเลี่ยงที่จะเปิดสำรวจในพื้นที่ ส.ป.ก. แต่หากเลี่ยงไม่ได้เพราะมีแหล่งปิโตรเลียมอยู่ ก็ต้องดำเนินการตามกฎระเบียบที่ออกมานี้ แต่เชื่อว่าเป็นเรื่องดีเพราะจะเกิดความชัดเจนในกระบวนการสำรวจปิโตรเลียมในอนาคต  

    ปัจจุบันมีบริษัทผู้รับสัมปทานปิโตรเลียมเข้าไปดำเนินการในพื้นที่ ส.ป.ก.และพื้นที่ป่าไม้ 7 บริษัท คิดเป็นพื้นที่ผลิตปิโตรเลียมประมาณ 2,300 ไร่ แบ่งเป็น

    1.บริษัท ปตท.สผ.สยาม จำกัด แปลงสัมปทานในพื้นที่ จ.กำแพงเพชร จ.พิษณุโลก จ.สุโขทัย จ.อุตรดิตถ์ จ.พิจิตร

    2.บริษัท ซีเอ็นพีซีเอชเค (ไทยแลนด์) จำกัด แปลงสัมปทานในพื้นที่ จ.กำแพงเพชร จ.สุโขทัย

    3.บริษัท อีโค่ โอเรียนท์ รีซอสเซส(ประเทศไทย) จำกัด แปลงสัมปทานพื้นที่ จ.เพชรบูรณ์

    4.บริษัท พีทีทีอีพี เอสพี ลิมิเต็ด แปลงสัมปทานพื้นที่ จ.ขอนแก่น จ.อุดรธานี

    5.บริษัท อพิโก้(โคราช) จำกัด แปลงสัมปทานพื้นที่ จ.ขอนแก่น จ.อุดรธานี จ.กาฬสินธุ์

    6.บริษัท ทวินซ่า ออยล์ ลิมิเต็ต แปลงสัมปทานพื้นที่จ.พิษณุโลก

    7.บริษัท ย่านฉาง ปิโตรเลียม(ไทยแลนด์) จำกัด แปลงสัมปทานพื้นที่จ.บุรีรัมย์

     

  • Date : 21 / 06 / 2017
    กฟผ.ลงนามสัญญาร่วมวิจัยกับNECTECขยายผลรถไฟฟ้าดัดแปลง

    กฟผ. และ NECTEC ลงนามสัญญาร่วมวิจัยพัฒนาและวิศวกรรมโครงการวิจัยพัฒนาชุดประกอบรถไฟฟ้าดัดแปลงและคู่มือดัดแปลง (EV Kit & Blueprint Project)หวังขยายผลไปสู่การดัดแปลงรถไฟฟ้ากับรถยนต์รุ่นอื่นๆ ปรับปรุงรถไฟฟ้าดัดแปลงต้นแบบ และต่อยอดองค์ความรู้ในอนาคต

    เมื่อวันที่21 มิ.ย.2560 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ลงนามสัญญาร่วมวิจัยพัฒนาและวิศวกรรม “โครงการวิจัยพัฒนาชุดประกอบรถไฟฟ้าดัดแปลงและคู่มือดัดแปลง (EV Kit & Blueprint Project)” ซึ่งเป็นโครงการวิจัยระยะที่ 2 โดยมีนายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการ กฟผ. เป็นประธาน  และมี นายพฤหัส วงศ์ธเนศ รองผู้ว่าการนโยบายและแผน กฟผ. กับ ดร.ศรัณย์ สัมฤทธิ์เดชขจร ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมลงนาม เพื่อ มุ่งขยายผลไปสู่การดัดแปลงรถไฟฟ้ากับรถยนต์รุ่นอื่นๆ ปรับปรุงรถไฟฟ้าดัดแปลงต้นแบบ และต่อยอดองค์ความรู้ในอนาคต

    นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการ กฟผ.   กล่าวว่า กฟผ. ได้ตระหนักถึงความสำคัญของเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าในอนาคตและการพัฒนานักวิจัย  สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล  ที่จะช่วยให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยก้าวเข้าสู่ยุค4.0  จึงได้มีการวิจัยและพัฒนาร่วมกันกับ สวทช. มาตั้งแต่ปี 2553 โดยมีเป้าหมายในการออกแบบชิ้นส่วนหลักรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งจะดัดแปลงรถยนต์สันดาปภายในที่มีอยู่ในท้องตลาดให้กลายเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ปราศจากการใช้เครื่องยนต์ พร้อมทั้งสามารถขับเคลื่อนได้ด้วยแบตเตอรี่ 100% โดยมีแผนดำเนินการ 3 ระยะ

    โดยการลงนามสัญญาร่วมวิจัยพัฒนาฯ ในครั้งนี้ เป็นการลงนามในโครงการวิจัยยานยนต์ไฟฟ้า ระยะที่ 2 ระหว่างปี 2560 - 2563 ได้แก่ “โครงการวิจัยพัฒนาชุดประกอบรถไฟฟ้าดัดแปลงและคู่มือดัดแปลง (EV Kit & Blueprint Project)” เพื่อมุ่งขยายผลไปสู่การดัดแปลงรถยนต์ไฟฟ้า EV กับรถยนต์รุ่นอื่นๆ เพื่อพัฒนาและนำไปใช้ได้ในเชิงพาณิชย์ ซึ่งมีเป้าหมายหลัก คือ การดัดแปลงรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน (Internal Combustion Engine) หรือ รถยนต์ ICE ที่ใช้แล้วมีเครื่องยนต์ที่เสื่อมสภาพ ปลดปล่อยไอเสียคุณภาพต่ำ เสียงดัง และความร้อนจำนวนมากสู่สิ่งแวดล้อม ให้กลายเป็นรถยนต์ไฟฟ้า EV ที่สามารถกลับมาใช้งานได้ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะใช้ระยะเวลาในการวิจัยนาน 30 เดือน ใช้งบประมาณในการวิจัยทั้งสิ้น ประมาณ 60 ล้านบาท โดย กฟผ. สนับสนุนงบประมาณในการวิจัย ประมาณ 25 ล้านบาท และ สวทช. สนับสนุนงบประมาณ 35 ล้านบาท

    ความท้าทายของโครงการนี้ คือ การวิจัยพัฒนาชิ้นส่วนหลักหลาย ๆ ส่วน ให้สามารถบูรณาการกันเพื่อ ลดความซับซ้อน ทำให้การปรับเปลี่ยนรถยนต์ ICE ให้เป็นรถยนต์ไฟฟ้า EV ได้ง่ายขึ้น ใช้เวลาน้อยลง โดยมุ่งลดต้นทุนในการดัดแปลงรถยนต์ไม่เกิน 200,000 บาท ไม่รวมแบตเตอรี่ รวมถึงพัฒนาต้นแบบภาคสนามชุดอุปกรณ์ดัดแปลง (Kit) พร้อมแบบทางวิศวกรรม (Blueprint) โดยการดำเนินงานวิจัยจะใช้รถยนต์ทั้งหมด จำนวน 4 คัน ได้แก่ รถยนต์ ECO จำนวน 2 คัน และรถยนต์ขนาดกลาง จำนวน 2 คัน ซึ่งคาดว่าประโยชน์ที่จะได้รับเมื่อโครงการวิจัยนี้แล้วเสร็จ คือ กฟผ. จะนำรถยนต์ไฟฟ้า EV ทั้ง 4 คัน ทดสอบใช้งานเพื่อเก็บข้อมูลนำมาวิเคราะห์เพื่อปรับปรุงรถไฟฟ้าดัดแปลงต้นแบบและต่อยอดองค์ความรู้ในอนาคต โดยจัดทำเป็นเอกสารคู่มือเพื่อเผยแพร่ให้ผู้ประกอบการ และจัดแสดงเพื่อสร้างความตระหนักและให้ความรู้เกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้า EV กับสาธารณชน

    ทั้งนี้ โครงการวิจัยยานยนต์ ระยะที่ 1 (ระหว่างปี 2553 - 2559) ที่ดำเนินการเสร็จแล้วนั้น กฟผ. และ สวทช. ได้ดำเนินการดัดแปลงรถยนต์ 2 รุ่น คือ Honda Jazz และ Toyota Vios ปัจจุบัน สวทช. ได้ส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้า EV จากรถยนต์รุ่น Honda Jazz ให้กับ กฟผ. เพื่อนำไปใช้งานจริงแล้ว สำหรับการต่อยอดโครงการระยะที่ 2 ที่ลงนามในสัญญาร่วมวิจัยฯ ในวันนี้ เมื่อแล้วเสร็จจะดำเนินการโครงการวิจัยยานยนต์ ระยะที่ 3 (ตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นไป) เมื่อสามารถพัฒนารถไฟฟ้าดัดแปลงที่มีต้นทุนต่ำได้เรียบร้อยแล้ว จะมีการขยายผลการพัฒนา เพื่อให้เกิดศูนย์บริการดัดแปลงรถยนต์ไฟฟ้า โดยจะมีการอบรมถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถดัดแปลงรถยนต์ใช้แล้วไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า EV

     

บทความ อ่านบทความทั้งหมด